| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
เราคงไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการย้อนเวลากลับไปสู่อดีตเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ความเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ สิ่งที่สามารถทำได้นั่นคือการยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อที่จะนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนทบทวนยอมรับความผิดพลาด อย่างน้อยอาจช่วยป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า และเชื่อว่าคงไม่สายเกินไปนักในการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้วันนี้หรือวันต่อๆ ไปดีกว่าเมื่อวันวาน.. วันแห่งความโหดร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ในขณะที่ใจกลางของเมืองหลวงมีการยกพลเข้ากระหน่ำกันด้วยเรื่องราวแห่งการจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของราชอาณาจักร แต่ประชาชนผู้อาศัยอยู่ ณ พื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตกำลังคิดว่าจะสามารถเอาตัวรอดจากเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้อย่างไร พรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปพวกเขาจะอยู่กับเสียงปืนและเสียงระเบิดที่กลายเป็นความเคยชินไปอีกนานแค่ไหน.. ผมเชื่อว่ายังไม่มีใครสามารถตอบเขาได้ แม้กระทั่งผู้ที่ได้ป่าวประกาศนโยบายอันสวยหรูฝากไว้ก่อนที่จะใส่เครื่องแบบปกติขาวเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ และคงอีกนานที่จะได้หันกลับมาดูกันอย่างจริงจัง.. หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วความตายจากเสียงปืนและเสียงระเบิดจะเงียบลง ผมอาจยังไม่รู้อะไรอีกหลายๆ อย่างได้ดีเท่าผู้คนในพื้นที่
ความหวาดกลัวในแววตาของเด็กน้องแห่งโรงเรียนบ้านพรุชิงที่ผมสังเกตุเห็นยังเคลือบแฝงไปด้วยคราบน้ำตา แม้จะมีรอยยิ้มให้กับคนแปลกหน้าอย่างพวกเราอยู่บ้างด้วยข่าวคราวล่วงหน้าที่ได้เดินทางไปถึงก่อน หากไม่เช่นนั้นแล้ว คนไทยอย่างพวกเราคงเป็นความงุนงงต่อคนไทย ณ สถานที่นั้นอย่างแน่นอน ผมอดคิดไม่ได้ถึงความห่างเหินที่อาจเกิดขึ้นหากมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าวของเครื่องใช้ผมอยากให้เป็นแค่เพียงข้ออ้างในการได้กระตุ้นเตือนให้หลายๆ คนสนใจและได้หันกลับมามอง.. มองมันอย่างตั้งใจและอย่างเข้าใจจริงๆ หาใช่มองเป็นความเลวร้ายที่คุ้นชิน เมื่อทำอะไรกับมันไม่ได้แล้วก็คงมีสิ่งเดียวนั่นแหละที่สามารถให้ได้ และให้ได้อย่างเต็มที่เต็มความสามารถ นั่นก็คือ "กำลังใจ" ที่คนไทยด้วยกันพึงมีต่อกัน และคงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปขอความเห็นใจจากใครอื่นชาติอื่น หรือองค์กรระดับโลกที่ไหนเลย เพราะผมเชื่อว่าสิ่งนี้มีอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกๆ คน
ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วง ณ โรงเรียนบ้านพรุชิงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 อาจลบคราบน้ำตาออกจากแววตาน้องๆ เหล่านั้นได้ ซึ่งคงลบได้เฉพาะคราบน้ำตาเท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าไม่สามารถลบร่องรอยบาดแผลที่เกิดขึ้นภายในจิตใจได้ และไม่รู้ว่ามันจะอีกนานแค่ไหนภาพอันเลวร้ายเหล่านั้นจะถูกลบหายไปจากความทรงใจของพวกเขาได้หมดสิ้น เสียงดังเปรี้ยงของฟ้าที่ดังลงมาใกล้ๆ บริเวณนั้นอาจดูเป็นเรื่องธรรมชาติและธรรมดาที่พวกเราคุ้นเคยและยืนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน แต่ผมเห็นเด็กๆ และผู้ปกครองที่อยู่ ณ ที่นั้นหมอบลงโดยทันทีทันใด เหมือนเป็นสัญชาตญาณที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ประหนึ่งว่าภัยเดิมๆ กำลังมาเยือนอีกแล้ว.. อีกครั้ง และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเราที่ยืนหัวเราะกันอยู่ก็คงไม่มีใครรอดกลับมาอย่างแน่นอน สัญชาตญาณของเราช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ผมคงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันจะอีกนานแค่ไหน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- >>> |