พิมพ์หน้านี้
|
โลกใบนี้ มีความสมดุลและเหมาะสมในการดำรงชีวิตของทุกสรรพสิ่ง โลก มีการปรับสมดุลทางธรรมชาติในตัวของมันเอง โลก ได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ และโลกมีชั้นบรรยากาศที่จะช่วยในการกรองแสงและสะท้อนเพื่อให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามายังโลกมีปริมาณที่เหมาะสมกับทุกสิ่งบนโลก เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงลงมายังโลก พืชสีเขียวก็ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานในฐานะของผู้สร้างสรรค์ สังเคราะห์แสง สร้างอาหารอันนำไปสู่การดำรงชีวิตของสรรพสิ่ง เมื่อบรรดาผู้ล่าดับสิ้นลง กระบวนการย่อยสลายก็ทำหน้าที่ของมัน จากสิ่งมีชีวิตอันมหัศจรรย์ ต้องสลายลงสู่ดิน คืนร่างจริงเพื่อเป็นอาหารให้กับผืนแผ่นดิน วัฏจักรธรรมชาติ ทำให้โลกสมดุลอยู่ได้ ชั้นบรรยากาศโลก มีความสำคัญอย่างมาก หน้าที่ของมัน เปรียบเหมือนเกราะคุ้มกันโลก จากคลื่นความร้อนจำนวนมหาศาลที่ดวงอาทิตย์สาดส่องลงมา ให้เหมาะสม พอเพียงกับการดำรงชีพของทุกชีวิตที่อุบัติขึ้นบนโลก 100 ปีก่อน นับแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกที่เคยเป็น บ้านหลังใหญ่ของหมู่มวลสิ่งมีชีวิต เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โลกใบเดิม ถูกตัดต่อพันธุกรรมด้วยฝีมือของสิ่งมีชีวิตที่ปราดเปรื่องที่สุด จาก บ้านที่น่าอยู่ กลายสภาพเป็น เตาอบ ที่แสนจะร้อนรุ่ม และเน่าเหม็น เตา ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่หลง กำเนิดขึ้นมาให้ไหม้เป็นจุณอย่างช้าๆ แถมยังเป็นกระบวนการเผาไหม้ ที่แนบเนียนเกินกว่าที่ พวกเขาเหล่านั้นจะทันระวังป้องกัน จาก เกราะชั้นเยี่ยมที่เคยกลั่นกรองแสงอาทิตย์ ชั้นบรรยากาศ ถูกปกคลุมด้วยก๊าซพิษร้ายกาจ มันแปรเปลี่ยนเป็น เรือนกระจกหนาเตอะ กักขังความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่เดินทางข้ามห้วงอวกาศอันยาวไกลมาให้พลังงานอันมีค่าแก่โลก จนไม่สามารถที่จะกลับออกไปได้ นั่นคือจุดกำเนิดที่โลก มีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 0.8 องศา อาจจะดูไม่มากนัก สำหรับมนุษย์ที่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปท่ามกลาง เครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมาตอบสนองความสะดวกสบาย พวกเขา จึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจ หรือให้ค่ากับความร้อนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือพวกเขาอาจไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่ามันเพิ่มขึ้น เพราะดูเหมือน มัน จะไม่มีค่าอะไร ไม่สำคัญไปกว่า เงินเดือน มากมายที่ได้รับมาตอบสนองชีวิตหรูหรา แต่หากเทียบกับอุณหภูมิโลกที่ผ่านมานับพันปี ก่อนยุค ปฏิวัติอุตสาหกรรม นับพันปีที่อุณหภูมิของโลกไม่เคยสูงขึ้นเลย ความจริงข้อนี้ ทำให้หลายประเทศทั่วโลก รู้สึกตัว และหันมาสนใจต่อปัญหาโลกร้อนมากขึ้น พิธีสารเกียวโต สนธิสัญญาที่จะบังคับให้ผู้อยู่อาศัยในโลกใบนี้ อยู่ร่วมกันภายใต้มาตรการต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร่วมกันก็บังเกิดขึ้น อาจเป็นความบกพร่อง หรือหวังว่าจะไม่ใช่ความจงใจ สนธิสัญญาฉบับนี้ ยังปรากฎช่องโหว่มหาศาล เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั่นเองที่กลายเป็นดาบสองคม ทำให้ ประเทศกำลังพัฒนา ทั้งหลายทั่วโลก ที่ยังปล่อยมลพิษล่องลอยไปในอากาศไม่ถึงกำหนดตามเกณฑ์ สามารถปล่อย ก๊าซนรก ไปปกคลุมชั้นบรรยากาศได้อีกนานแสนนาน ประเทศที่พัฒนาทางอุตสาหกรรมทั้งหลาย เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน อังกฤษ จึงได้ที มหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้ จัดแจงย้ายซากเน่าเหม็นการผลิตภาคอุตสาหกรรมมายังประเทศกำลังพัฒนาทันที สภาวะโลกร้อน จึงไม่ได้รับการแก้ไขจากสนธิสัญญาฉบับนี้แม้แต่น้อย ตัวอย่างใกล้ตัวที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือประเทศไทย หนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ยังสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีก กลายสภาพเป็นแหล่งการลงทุนทางอุตสาหกรรมให้บรรดามหาอำนาจมารุ้มทึ้ง ฐานการผลิตอุตสาหกรรมไหลหลั่งเข้ามาในประเทศไทยอย่างมากมาย แน่นอนว่า ประเทศไทย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจากเดิม ที่น่าเจ็บใจมากไปกว่านั้น ประเทศมหาอำนาจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 1 ของโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา แถมไปด้วย ออสเตรเลีย กลับไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้เพียงเพราะพวกมัน เห็นแก่ตัว กลัวจะส่งผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจจอมปลอมภายในประเทศ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ สภาวะโลกร้อน จึงไม่ได้บรรเทาลง ภายใต้พิธีสารเกียวโต กลับกันมันยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น -ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากธรรมชาติ เช่นกระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต จากมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากโรงงานอุตสาหกรรม -ก๊าซมีเทน จากธรรมชาติ เช่น การย่อยสลายของสิ่งมีชีวิต จากมนุษย์ เช่น การเผาซังข้าว การเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหินและน้ำมัน -ก๊าซไนตรัสออกไซด์ จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้กรดในตริกซ์ที่ช่วยในการผลิต -สารที่มีส่วนประกอบของคลอโรฟลูออไรด์คาร์บอน จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมต่างๆและอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โฟม กระป๋องสเปรย์ สารทำความเย็น สภาวะโลกร้อนทำให้เกิดผลกระทบตามมาอีกมากมาย ที่ขั้วโลกเหนือ ภูเขาน้ำแข็ง ละลายลงสู่มหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง และยังทวีความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ จากอุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลไปกัดเซาะฐานของก้อนน้ำแข็งยักษ์ทั้งหลาย ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างมาก การหายไปของพื้นน้ำแข็ง ยังมีผลที่น่าตื่นตระหนก เมื่อสัตว์ที่ว่ายน้ำได้เก่งกาจอย่าง หมีขั้วโลก ต้องล้มตายไปแล้วถึง 40 เปอร์เซ็น ด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครอยากเชื่อ พวกมัน จมน้ำตายหมีขั้วโลกเหล่านี้ต้องว่ายน้ำไกลจนหมดเรี่ยวแรง เพราะไม่มีพื้นน้ำแข็งมากพอให้พวกมันพักอาศัย ไม่ใช่เฉพาะขั้วโลกเหนือเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ขั้วโลกใต้ เกาะกรีนแลนด์ และธารน้ำแข็งจากที่ต่างๆบนพื้นผิวโลกก็น่าเป็นห่วง เพราะน้ำแข็งกำลังทยอยละลายตัวลงเช่นกัน ลาร์เซ็นบี คือส่วนที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ ส่วนหิ้งน้ำแข็งกว้างใหญ่ถึง 3,250 ตารางกิโลเมตร หนากว่า การละลายของธารน้ำแข็ง ไม่ใช่แค่น้ำทะเลที่สูงขึ้นแต่มันยังทำลายระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย เช่น ปะการัง เมื่ออุณหภูมิในการดำรงชีวิตไม่เหมาะสม ก็จะทำให้มันตายลงหรือสิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อว่า ปะการังฟอกสี ผลร้ายเกิดขึ้นทันทีกับสัตว์น้ำที่ใช้แนวปะการังอาศัยดำรงชีวิต สัตว์ทะเลจึงลดจำนวนลง ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อภาคการประมงในอนาคต
คำเตือนภัยของนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก บอกว่า น้ำจะท่วมโลก คงไม่มีใครคิดว่าเป็นเพียงลมปากอีกต่อไป ดูเหมือนธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่มาอย่างชัดเจนแล้วว่า อีกไม่นาน หายนะของมวลมนุษยชาติ จะอุบัติขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้เราคงไม่ต้องมานั่งรอความตายและถามหาสาเหตุว่า สภาวะโลกร้อน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อมันเกิดมาจากตัวเราเอง เราจึงต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา ด้วยการตีตัวออกห่างจากลัทธิบริโภคนิยมอันต่ำช้า ที่กระทำต่อธรรมชาติ เพื่อนผู้ให้ทุกอย่างกับเราอย่างโหดร้าย สัญชาติญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ อาจเป็นหนทางเดียว และหนทางสุดท้าย ที่จะสามารถปรับตัวและแก้ไขให้ สภาวะโลกร้อนบรรเทาลงได้ ให้หมู่มวลมนุษย์ทุกผู้คนยังสามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้... หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามนุษย์จะไม่สูญพันธุ์จากการกระทำของตัวเองฟอกสี งธารที่ธารน้ำบกับประเทศออสเตรเลียที่เป็นประเทศที่คิดถึงเฉพาะเรื่อเศรษฐกิจข |
| เขื่อนสาละวิน การพัฒนาบนคราบน้ำตาชนกลุ่มน้อย | ||
ภาพชุดไปทำสารคดี ที่แม่น้ำสาละวิน เมื่อชาวบ้านลุกมาคัดค้านเขื่อน ที่ไทยไปทำ mou ไว้กับพม่า อ่นรายละเอียดได้ที่เรื่องแรกครับ |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||