พิมพ์หน้านี้
|
นานมาแล้ว ที่เราคิดกันอยู่เสมอว่า เราสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างไม่ต้องกลัวว่ามันจะหมดไป ประเทศไทยทั้งประเทศปกคลุมไปด้วยป่าประมาณการว่า ใน พ.ศ. 2457 พื้นที่ป่าในประเทศไทยมีประมาณ 72% ซึ่งนับว่ายังพรั่งพร้อมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก แต่เมื่อมาสู่ยุคที่ทรัพยากรทั้งหลายถูกตีค่า ทุกอย่างแปรเปลี่ยนเป็น เงินได้อย่างมหาศาล และแล้ว สงครามการแย่งชิงสิทธิในการจัดการทรัพยากรก็เปิดฉากขึ้น ในอดีตเมื่อ กรมป่าไม้ ถือกำเนิดขึ้น (พ.ศ.2439) ก็เกิดกรณีพิพาทเรื่องการสัมปทานไม้อยู่เสมอ กรมป่าไม้ จึงรวมอำนาจทั้งหมดไว้ที่ส่วนกลาง โดยสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาล ทั้งการเรียกเก็บ ค่าตอไม้ จากการสัมปทาน หรือกระทั่ง ป่าไม้สัก ทั้งหมดก็อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลทั้งสิ้น ไม่ให้สิทธิ์เอกชนในการเข้ามาดูแล ต่อมาในปี 2534 (หลังจากที่ไม่เหลือไม้ให้ทำสัมปทานอีกต่อไป) มีการสำรวจป่าในประเทศไทย พบว่า พื้นที่ป่าลดลงเหลือเพียงประมาณร้อยละ18 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ พื้นที่ป่าผืนใหญ่ที่เคยติดต่อกันไม่กี่แห่งที่เหลือก็จะเป็นป่าเล็กๆกระจัดกระจายกันไป เมื่อผืนป่าถูกสูบกลืนให้ลดลงจากอำนาจการบริหารของหน่วยงานผู้หิวโหย ประกอบกับจังหวะเหมาะที่ชุมชนเมืองขยายตัวขึ้น ประเทศไทยก็ต้องเดินหน้าเข้าเผชิญสภาวะปัญหาที่รุนแรง ซับซ้อน และยากเป็นอย่างยิ่งต่อการ เลือก ระหว่างการ อนุรักษ์ กับ การพัฒนา กว่าจะรู้ตัวเราก็พบว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น รัฐ เลือกวิธีการแก้ปัญหา ด้วยการอ้างถึงการรักษาพื้นที่ป่าให้คงอยู่หรือการเพิ่มจำนวนพื้นที่ป่าเท่านั้น แนวคิดการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่าสงวน จึงอุบัติขึ้น นั่นก็คือแนวทางที่พวกเค้าพร่ำบอกต่อประชาชน แถมฟังเผินๆ มันก็เป็นแนวคิดที่อธิบายต่อสังคมเชิงบวก ยากจะสรรหาข้อโต้แย้ง หรือคงบ้าบอเต็มทีหากคิดจะโต้แย้ง เพราะมันมีค่าเท่ากับ บรรดาพวกที่โต้แย้ง กลายเป็นพวกที่ สนับสนุน ให้มีการทำลายป่าไปซะ
แปลง่ายๆ คืออุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้ ทั้งสัตว์ป่า และต้องหาผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้ด้วย ข้อเท็จจริงหลังจากนั้นกลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่ามากนัก เมื่อแนวคิดเลิศหรูถูกนำไปสู่การปฏิบัติ ผลที่ได้ กลับไม่ใช่ความเลิศหรูสมบูรณ์ ซ้ำร้าย ยิ่งกลายเป็นความอัปยศอดสู เมื่อผู้มีสิทธิขาด กลับใช้สิทธิที่กระชากมาจากชาวบ้านที่เป็นผู้ดูแลดั้งเดิม นำพื้นที่ป่าไป เล่นแร่แปรธาตุ ระบบนิเวศในอุทยานหลายแห่งเสื่อมโทรมลงเพราะการท่องเที่ยว มีทั้งร่องรอยการขีดเขียนเป็นที่ระลึกของผู้มาเยือน ขยะจำนวนมากที่ถูกขนเข้ามาเมื่อมีการมาพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงทีเดียว นี่คือผลที่เกิดขึ้นภายหลังการแย่งชิงสิทธิการจัดการของชาวบ้านในหลายพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอนุรักษ์เชิงเศรษฐกิจ ถ้าเทียบกับปัญหาที่สร้างแผลเรื้อรังมาหลายชั่วอายุคน ดูเหมือนว่า ชาวบ้านก็ถูกกระทำให้ต้องเจ็บช้ำไม่น้อยไปกว่าผืนแผ่นดินที่พวกเค้าเคยอาศัย จากการบีบคั้นของเจ้าหน้าที่รัฐ บ้างต้องปลิดชีพตัวเองลงเพราะผิดหวัง บ้างถูกประกาศิตสังหารจากนายทุนที่เข้ามาลักลอบตัดไม้
ที่ชุมชนปกากญอบ้านสบลาน ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก เพราะเป็นป่าต้นน้ำ แต่แล้ว เพื่อประกาศเขตป่าอนุรักษ์ ชาวบ้านก็ถูกขับไล่ให้ต้องอพยพออกไปจากถิ่นฐานของพวกเขา ชาวปกากญอทุกคนที่บ้านสบลาน ผูกพันกับป่ามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ดำรงชีวิตภายใต้ภูมิปัญญาของชนเผ่ามานับร้อยๆปี ภายใต้ภูมิปัญญาของชนเผ่าอันทรงคุณค่า ดูไปแล้วอาจสูงส่งกว่าปัญญาวิชาการในสถาบันที่อ้างสิทธิดูแลป่าอันสูงส่ง ทำให้ป่าก็ยังคงเป็นป่า ไม่ว่าจะทอดสายตาไปทางไหน อยู่กับป่าก็ต้องรักษาป่า เงินแทบจะไม่มีค่าเลย ถ้าไม่ต้องซื้อเกลือไว้กิน ถ้อยคำติดปากของชาวสบลาน ที่พวกเค้าใช้อธิบายวิถีชีวิตที่ผูกพันกับผืนป่ามาตลอด พวกเขาหาเลี้ยงชีพโดยการทำไร่หมุนเวียน ไร่หมุนเวียน จะทำหมุนเวียนกันไป 7 แปลง ปีแรกก็ทำในแปลงที่ 1 ปีที่สองก็แปลงถัดไป ไล่เรื่อยไปจนครบ 7 แปลง และจนถึงปีที่แปดก็จะหมุนวนกลับมาใช้พื้นที่ในแปลงแรกอีกครั้ง แน่นอนว่า 7 ปีผ่านไปความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ก็ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง การทำไร่หุนเวียน มีความเชื่อหลายอย่างด้วยกัน เช่น พื้นที่ทำไร่ จะต้องไม่เป็นพื้นที่ฝั่งตรงข้ามของไร่ที่ทำปีที่แล้วในหุบเขาเดียวกัน หรือที่เรียกขานกันว่า นกเขาขันตรงกันข้าม พื้นที่เช่นนี้ทำไร่ในปีนี้ ต้องไม่เป็นพื้นที่ฝั่งตรงกันข้ามกับไร่ปีที่แล้วซึ่งมีลำห้วยกั้นอยู่ตรงกลาง เป็นลักษณะ ปลาพวงขึ้น หากปีที่แล้วถางไร่หน้าเขา ปีนี้ห้ามเลือกพื้นที่ถางไร่หลังเขาลูกเดียวกันอีก เป็นลักษณะข้อห้าม รูหนีหนูหวาย หรือปีที่แล้วถางไร่ตอนบนของเขา ปีนี้ห้ามถางทำไร่ตอนตีนเขาลูกเดียวกันอีก ถือเป็นข้อห้าม ถ่านไหลลง ต้องไม่เป็นพื้นที่ที่มีลำห้วยไหลล้อมรอบ เพราะว่าเป็นที่อยู่อาศัยของภูตผี ห้ามถางไร่บริเวณที่มีตาน้ำผุด เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของผีน้ำ ห้ามถางไร่ใกล้บริเวณแอ่งน้ำนิ่ง ห้ามถางไร่หนีบหมู่บ้าน คือหากปีที่แล้วถางทางทิศเหนือ ปีนี้ก็จะต้องไม่ถางทางทิศใต้ เมื่อเลือกพื้นที่ได้แล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการ ซึ่งตามความเชื่อ จะมีการเส้นไหว้ ทั้งผีควาย ผีข้าว ให้มาปกปักรักษาให้ได้ผลผลิตเยอะๆ ความเชื่อเรื่องผี ถือเป็นวิถีที่สำคัญ เปรียบเหมือนกุศโลบายใช้ดูแลป่าตามแบบฉบับของปกากญอ เพื่อมิให้ใครทำลายป่า ปกากญอเชื่อว่า ผืนป่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาอยู่ ห้ามกระทำการใดๆ ที่เป็นการลบหลู่ หรือทำผิดประเพณี โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถือว่า ผิดผี ซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก แม้แต่ประเพณีต่างๆ ก็ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาป่าเช่นกัน เมื่อสังเกตขั้นตอนการถางพื้นที่ทำไร่ ก็จะพบว่า ปกากญอ ไม่มีวิธีคิดตัดไม้ใหญ่ ไม้เล็กก็จะไม่ตัดทิ้ง การตัดไม้ จะตัดพอให้ลำต้นนอนลง เพื่อให้ต้นไม้ สามารถแตกกิ่งใหม่ได้ เมื่อถางเสร็จก็ทิ้งไว้ จนถึงเดือนเมษายน ชาวบ้านจะช่วยกันทำแนวกันไฟจนกระทั่งแน่ใจได้ว่า ไฟ จะไม่ลุกลามออกนอกบริเวณ ก่อนเผาไร่ พวกเขาจะมี พิธีเรียกลม และชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ก็จะพากันไปนั่งสังเกตการณ์ การเผา เพื่อช่วยกันระแวดระวังไม่ให้ไฟลุกลามออกมานอกพื้นที่ที่ทำการเผา เมื่อเผาเสร็จแล้ว ก็จะเข้าสู่ พิธีเลี้ยงผีไฟ เพื่อขอขมาลาโทษต่อธรรมชาติ การปลูกข้าวของพวกเขาก็มีขั้นตอนเหมือนกับการทำนาทั่วไป เพียงแต่จะมากไปด้วยพิธีกรรม และไม่ได้ปลูกเฉพาะข้าวเท่านั้น แต่จะพรั่งพร้อมไปด้วยเมล็ดพันธุ์ต่างๆผสมผสานไปด้วย ทั้งฟักทอง พริก กระเจียว ข้าวโพด ฯลฯ ลงแรงไปได้ไม่นาน ยอดพักก็กลายมาเป็นอาหารปลอดสารพิษชั้นเยี่ยมสำหรับพวกเค้า ยอดมัน ยอดกระเจียว ยอดมะละ ต้นเผือก หัวเผือก ก็เก็บกินได้ทั้งปี ไม่มีหมด ชาวบ้านสบลาน ตำข้าวเปลือกจนเป็นข้าวสาร คุณค่าทางอาหารจึงยังคงอยู่ครบถ้วน ไม่น่าแปลกใจ หากเห็นเด็กๆที่นี่ หน้าตาอิ่มเอิบแก้มแดง สุขภาพแข็งแรงกันทุกคน ดูๆไปแล้ว การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าของ ปกากญอ ที่บ้านสบลาน น่าจะถูกนำไปบรรจุไว้ในตำราเรียนแทนตำราเดิมของหน่วยราชการที่ป่าวประกาศว่า มีหน้าที่ดูแลรักษาป่า ปกาเกอญอยังแบ่งประเภทของพื้นที่ป่าบนผืนแผ่นดินที่พวกเขาอาศัยตามวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ แม้ว่า พวกเขาก็ใช้สอยพื้นที่ป่าเช่นกันแต่การแยกประเภทเช่นนี้ก็ทำให้ ผืนป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ต่อมานับร้อยปี พื้นที่ป่าต้นน้ำ ที่มีความดมสมบูรณ์มาก ห้ามตัดไม้และล่าสัตว์ ป่าเดปอ หรือป่าสายสะดือ นำสะดือของเด็กแรกเกิดมาผูกไว้กับต้นไม้ เชื่อว่าวิญญาณของเด็กคนนั้นก็จะอยู่กับต้นไม้ต้นนั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องรักษาต้นไม้ต้นนั้นเอาไว้ ป่าช้า ป่านี้เป็นที่ฝังศพคนตาย ห้ามตัดไม้มาใช้เด็ดขาด ป่าใช้สอย เป็นป่าที่ชาวบ้านสามารถตัดไม้มาใช้ได้การนำไม้มาสร้างบ้านก็จะต้องไม่มีลักษณะตามข้อห้ามต่างๆ เช่น ต้องไม่เป็นไม้ใหญ่ ต้องไม่เป็นไม้ไม้เครือหวัน คือมีเถาวัลย์พันเกี่ยวหรือมีกาฝาก เชื่อกันว่า หากนำไปใช้จะนำงูเข้าบ้าน ครอบครัวจะเจ็บป่วยตลอด การใช้สอยเอาประโยชน์จากป่าได้อย่างยั่งยืน ใช้แล้วก็ยังใช้ได้อีกตราบชั่วลูกชั่วหลาน นี่คือ การอนุรักษ์ของปกากญอ ความคิดตำราเรียนทุกเล่มฝังหัวเรากันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆว่า ชาวเขาทำไร่เลื่อนลอย ชาวเขาทำลายป่า เห็นจะเป็นการพร่ำสอนที่บิดเบือนอย่างมหันต์ หากหน่วยงานรัฐ ได้ลองเปิดใจมองความเป็นจริง ไม่ยึดติดแนวคิดสัปรังเค ที่เชื่ออย่างงมงายว่า คน อยู่กับป่าไม่ได้แล้ว ลองคิดใหม่ หยุดหลอกลวงประชาชนเหมือนที่ผ่านมา หันมามองประโยชน์เพื่อประชาชน เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผืนป่าอย่างแท้จริง มิใช่ประโยชน์เข้ากระเป๋าใคร............. ปกากญอทำลายป่า ได้ยินมาอย่างนั้นแล้วพะตีคิดยังไงคะ? พะตีตาแยะ ผู้นำชุมชนในการต่อสู้เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สาธารณะในวิถีของ ปกากญอ และต่อสู้กับอำนาจรัฐที่พยายามอพยพพวกเขาออกจากพื้นที่ และพยายามเปลี่ยนแปลงวิถีของพวกเขา ตอบว่า เขาไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ เขาก็ว่าไปอย่างนั้น ปกากญออยู่กับป่ามาแต่ครั้งบรรพบุรุษ อยู่ที่นี่มาเป็นร้อยๆปี ถ้าเราเป็นพวกชอบทำลายป่า ป่านนี้ป่าแถวนี้ก็คงจะหมดไปแล้ว เช่นเดียวกับหมื่อกาทั้งหลายที่มองทะลุถึงคุณค่าในวิถีของตน ตอบคำถามด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เขาพูดกันได้อย่างไรว่าปกากญอทำลายป่า ไม่เห็นหรือว่าที่ไหนที่มีปกาเกอะญอเหลืออยู่ ที่นั่นก็มีป่าเหลืออยู่ ปกากญอเราไม่ทำลายป่า พ่อแม่ ปกากญอสอนเราว่า ได้กินจากป่าต้องรักษาป่า ได้กินจากน้ำต้องรักษาน้ำ ที่กรุงเทพฯไม่เห็นมีป่าเลย มันต้องเคยมีป่าอยู่แน่ๆ ตอนนี้มันหายไปไหนหมด ก็ไม่เห็นใครว่าคนกรุงเทพฯทำลายป่าเลย แต่เราอยู่กับป่ามานาน ป่าก็ยังเหลือให้เห็นอยู่ ทำไมยังว่าเราทำลายป่าอีกล่ะ? น้ำเสียงสั่นเครือของผู้เป็นแม่ลอดผ่านไรฟันออกมา แม้จะแผ่วเบาแต่ก็สะเทือนใจยิ่งนัก แค่เราถือมีดจะไปถางไร่ ก็นั่งเครื่องบินวนมาขู่เรา จะมาจับเราหาว่าทำลายป่า ทีพวกนายทุนตัดไม้ลากออกไปเป็นรถๆไม่เห็นไปจับเขาเลย ขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก ชุมชนคนรักป่า รัฐเข้ามาจำกัดสิทธิ์ในการทำกินของชาวบ้าน ให้ลดลงเหลือพื้นที่ 2 -3 แปลงเท่านั้น หากการทำไร่หมุนเวียน ต้องหมุนเวียนเร็วขึ้น ก็เกิดผลเสียต่อการฟื้นตัวของระบบนิเวศ และน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น เพราะมันหมายถึง การที่ชาวบ้านต้องหันมาใช้ สารเคมี อันเป็นผลเสียต่อระบบนิเวศอย่างมาก แล้วทำไมถึงทำเหมือนกับทรัพยากรเป็นแค่ของคนเพียงบางกลุ่มเหล่า ประโยชน์อันแท้จริงก็ควรจะตกอยู่กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ใกล้ทรัพยากรก็ควรได้ใช้ทรัพยากรนั้นเสมอเหมือนกับที่รัฐพยายามจะจัดสรรปันส่วนไปให้คนส่วนใหญ่ มันไม่ใช่ความผิดของใครก็ตามที่เกิดมาบนพื้นที่ที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบรูณ์ |
| เขื่อนสาละวิน การพัฒนาบนคราบน้ำตาชนกลุ่มน้อย | ||
ภาพชุดไปทำสารคดี ที่แม่น้ำสาละวิน เมื่อชาวบ้านลุกมาคัดค้านเขื่อน ที่ไทยไปทำ mou ไว้กับพม่า อ่นรายละเอียดได้ที่เรื่องแรกครับ |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||