พิมพ์หน้านี้
|
การปะทะกันที่ทางขึ้นเขาพระวิหาร ระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับชาวบ้านภูมิซลอน ถือเป็นภาพที่ทุกฝ่ายต่างก็เสียใจ โดยเฉพาะเมื่อเห็น คนไทย ที่ต่างก็บอกว่า รักชาติ ต้องมาทำร้ายกันเอง แต่สำหรับชาวบ้านภูมิชลอน หมู่บ้านไทยแห่งสุดท้ายก่อนขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เขาก็มีเหตุผลที่น่าสนใจ ที่ไม่ต้องการให้พันธมิตรขึ้นไปด้านบนผามออีแดง
ขณะที่สถานการณ์ในการตรึงกำลังตามแนวชายแดนของกองทัพทั้ง 2 ฝ่าย กำลังตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นแล้วกับชาวภูมิซลอน อำนาจ สุนทรพินิจ ชาวบ้านที่นี่ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศในพื้นที่ต่างก็อยู่กันแบบพี่แบบน้อง โดยไม่ได้สนใจเรื่องเขตแดน เพราะทุกคนก็ไปมาหาสู่ข้ามฝั่งกันได้อยู่ตลอด สภาพเศรษฐกิจของภูมิซลอน มีชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณทางขึ้นเขาพระวิหารเป็นลูกค้ารายใหญ่ ที่ต้องมารับของจากฝั่งไทยทั้งไปขายให้นักท่องเที่ยว และนำไปใช้เอง ซึ่งเป็นเงินหมุนเวียนถึงวันละกว่า 4 แสนบาท ซึ่งรายได้เหล่านี้หายไปจากการปิดด่านชายแดน
จรูญ บุญมานัส ผู้ใหญ่บ้านหนองเม็ก ในตำบลภูมิซลอน ซึ่งได้รับบาดเจ็บศรีษะแตกเลือดอาบหน้าจากการปะทะกับกลุ่มพันธมิตร ยืนยันว่า แม้พันธมิตรจะมาที่นี่อีก ก็จะไม่ยอมให้ขึ้นไปด้านบนผามออีแดง เพราะเกรงว่า จะเป็นชนวนทำให้เกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา และผู้ที่เดือดร้อนก็คือชาวบ้านที่นี่ที่จะต้องมีการอพยพถิ่นฐาน ที่กลัวเช่นนี้ก็เพราะว่า ที่นี่เคยได้รับผลกระทบจากสงครามมาแล้ว จนนำไปสู่การวางกับระเบิดเต็มที่นี่ ทำให้มีชาบ้านเสียขาไปกว่า 50 ราย รวมทั้งผู้ใหญ่จรูญเองด้วย
ฝั่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รักพงษ์ ดาศรี พันธมิตกันทรลักษณ์ ยอมรับว่า ภาพที่ออกมาในการชุมนุมครั้งนี้ดูไม่ดีนัก เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ไม่ยึดหลักสันติวิธี และที่สำคัญก็คือประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายมีหลักวิธีคิดคนละหลักกัน ซึ่งชาวบ้านกลัวจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่พันธมิตรมองระยะยาวว่า เมื่อเสียเขาพระวิหารไปแล้ว ต่อไปก็๕งไม่มีใครมาเที่ยวทางฝั่งไทย ส่วนจะมีความเคลื่อนไหวของพันธมิตรที่นี่อีกหรือไม่ ก็ยังต้องทบทวนสรุปบทเรียนคราวนี้ก่อน
ดูเหมือนว่าการต่อสู้ การเรียกร้องเพื่อทวงสิทธิในดินแดน ทวงอำนาจอธิปไตยไทยคราวนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดินแดนไทยที่จะสูญเสียไปหรือไม่ แต่มิตรภาพ ที่คนไทยทุกหมู่เหล่าต่างก็เคยมีให้กัน ได้สูญเสียไปก่อนแล้ว
|