พิมพ์หน้านี้
|
แด่..... ทุกข์ของแผ่นดิน ฅือ.....ชาวนาไทย ฅนต้นเรื่อง ; อาจารย์ปราโมทย์ วานิชานนท์ คำกล่าวที่ว่า " ทุกข์ของชาวนา คือ ทุกข์ของแผ่นดิน " ....และ... " การพัฒนาข้าว และชาวนาต้องเอาชาวนาเป็นศูนย์กลาง " เป็นคำพูดที่ไพเราะ และดูหรู ที่ออกมาจากลมปากของนักการเมือง และชนชั้นปกครองคนแล้วคนเล่า ยุคแล้วยุคเล่า ซึ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เราจึงพบว่าตลอดระยะเวลา ๓๐ ปี ปัญหาของข้าวและชาวนาไทยยังคงถูกปล่อยปะละเลยให้เป็นไปตามยถากรรม วนเวียนอยู่ในวงจรเก่า ๆ ที่ถูกนักการเมืองหยิบยกขึ้นมาใช้ประโยชน์ในทางการเมือง ชั่วครั้งชั่วคราว โดยไม่ได้มีจิตสำนึกอย่างแท้จริงต่อการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาของชาวนาไทย จนกระทั่งเป็นที่มาของข้าวประเทศไทย แต่ความจริงที่เจ็บปวดก็คือ ชาวนาไทยกว่าร้อยละ ๙๐ ยังคงด้อยโอกาสและยากจน ด้วยเหตุที่ขาดการพัฒนาอย่างจริงจังจากรัฐบาล ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โครงการจำนำข้าวนับจากปี ๒๕๔๒ ๒๕๔๖ ที่ผ่านมา รัฐจะขาดทุนสะสมกว่า ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท และยังจะต้องขาดทุนอีกต่อไป ตราบใดที่ยังมองเรื่องข้าวว่าเป็นแหล่งที่จะมาแสวงหาประโยชน์ได้ง่าย ๆ โดยใช้การช่วยเหลือชาวนามาเป็นข้ออ้างบังหน้า เราพบต่อไปว่า ชาวนาภาคอีสานที่ทำนาปี ปลูกข้าวหอมมะลิ แม้รัฐบาลจะเพิ่มราคาข้าวในโครงการจำนำให้ชาวนาถึงตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( เมื่อวันที ๖ มกราคม ๒๕๔๘ ) เมื่อคำนวณเป็นรายได้ของครอบครัวแล้ว จะมีรายได้สุทธิเพียงเดือนละ ๑,๒๐๐ บาท ต่อครอบครัว (๔ คน ) ต่อเดือนเท่านั้น ยังต่ำกว่าเส้นความยากจนของคนไทยที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศ อยู่ที่ ๑,๖๗๔ บาท ต่อคน ต่อเดือน องค์กรชาวนาไม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้สามารถเป็นองค์กรที่เป็นที่พึ่งของชาวนาทั่วประเทศได้ ภาพโดยรวมของชาวนาก็อ่อนแอ การกำหนดยุทธศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ประการหนึ่ง การกล่าวว่า จะต้องให้ชาวนาเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาอีกประการหนึ่ง ก็จะกลายเป็นเรื่องของแนวคิดเชิงระบบอุปถัมภ์ และเชิงประชาสงเคราะห์แบบเดิม ๆ ที่รัฐคอยคิดแทน ทำแทนประชาชนอยู่ตลอดเวลา
หมายเหตุฅนเล่าเรื่อง ภายใต้สภาวการณ์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ใหม่) ฉบับปี พ.ศ ๒๕๕๐ ซึ่งกำลังเข้าสู่รอยต่อของระบอบประชาธฺปไตย ที่ยกกล่าวอ้างกันเป็นยาชูกำลังตลอดมาว่า มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง( ซึ่งอาจจะสรุปรวมถึง ประชาชนชาวนา ผู้ใช้แรงงานทั้งหมด)นั้นเราคงได้เห็นความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ทุกข์ของชาวนา คือ ทุกข์ของแผ่นดิน กันอีกคำรบหนึ่งหรือไม่ ? ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป และ . ขอให้เป็นดัง เช่น * บทกวี ป๋าประเสริฐ จันดำ ที่เขียนฝากเอาไว้ว่า ; เคียวคมเราถือชู ทำงานอยู่ในทุ่งกว้าง เมื่อไรไร่นาร้าง เราจะเกี่ยวดาวมากิน ดาวรายพรายนภา ไม่มีค่าสักดวงเดียว ตราบใดยังไร้เคียว ที่จะเกี่ยวกลมเกลียวดาว โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง ฅนอ้างอิง-ฅนบันดาลใจ * สื่อสารบัญ ไฟลามทุ่ง ฉบับเมื่อ วันอาทิตย์ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ * อาจารย์ |
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |