พิมพ์หน้านี้
|
[x] รับ... ฤา... [x] ไม่รับ ว่าด้วยประเด็นความเห็น ของ ท่านอาจารย์ฯ [ ๒ คม / ๒ ฅน ] ๑. [x] รับ โดย รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์
๒. [x] ไม่รับ โดย รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
[x] รับรวบรวมจากความเห็นของ รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์
เพราะรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ควรจะมีวิวัฒนาการที่ยาวนานกว่านี้ รธน. ปี ๔๐ เขียนไว้ชัดนะครับว่าเมื่อใช้ไป ๕ ปีให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเสีย ผมถามว่าใครกันแน่ที่ไม่ทำตาม ก็ต้องบอกว่านักการเมือง พวกเรากันเองช่วยรุมสกรัม รธน. ปี ๔๐ มาเรียบร้อยแล้ว ถ้าเรารู้จักปรับปรุงกฎกติกาบ้านเมืองตามที่รัฐธรรมนูญได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ ๑๙ กันยา ๔๙ ขึ้น
และที่สำคัญคือมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและการทำประชามติ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ความชอบธรรมทางการเมืองนั้นสามารถพิจารณาได้ใน ๒-๓ มิติ คือเรื่องของ ที่มา เนื้อหา และการยอมรับหรือความพึงพอใจของประชาชน สมมุติว่าคุณไปฉุดลูกสาวเขามา ถามว่าชอบธรรมไหม มันไม่ชอบธรรมอยู่แล้ว แต่พอแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยามีลูกมีเต้า ผู้ชายกลับไปขอขมาพ่อตา ถามว่าชอบธรรมไหม ก็ต้องดูสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ดังนั้นถ้ามองเฉพาะที่มาอย่างเดียวมันผิดอยู่แล้วเพราะมาจากการรัฐประหาร แต่ผมย้ำว่ารัฐประหารครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทำมาหลายครั้งแล้ว หลังจากนั้นชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมควรต้องดูที่เนื้อหา กระบวนการ และผลลัพธ์ของการร่างรัฐธรรมนูญว่ามีเป้าหมายไปสู่อะไร
มีพิมพ์เขียวอยู่หรือเปล่า ถ้ามี วิธีการก็เป็นเพียงแค่การเล่นละคร แต่ผมกลับคิดว่าในกระบวนการร่างครั้งนี้มีการรับฟัง มีการเจรจา แก้ไข และยืดหยุ่นพอสมควร กรรมาธิการยกร่างถึงแม้ ๑๐ ใน ๓๕ คนจะเป็นคนที่ คมช. แต่งตั้ง แต่ก็ไม่ได้มีเสียงเด็ดขาดที่จะชี้นำ คือมีความเป็นอิสระพอสมควรนอกจากนี้เราควรดูที่วัตถุประสงค์สุดท้ายด้วย ถ้าร่างไปแล้วเปิดทางให้เป็นเผด็จการหนักข้อยิ่งขึ้น ทหารมีอำนาจมากยิ่งขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ควรแก่การประณาม แต่ถ้าผลปรากฏว่ามีความเป็นประชาธิปไตยในระดับที่สูงขึ้น ก็ควรจะต้องดูเนื้อหาสาระด้วย สุดท้ายถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่าผลลัพธ์นั้นเป็นที่พึงพอใจ ผมก็ถือว่ามีความชอบธรรม
ร่าง รธน. ฉบับนี้ได้นำเอาหลักการทางกฎหมายชนิดใหม่สุดซึ่งอยู่ในระบบกฎหมายเยอรมันมาใช้ กล่าวคือ เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองอะไรไว้แล้ว ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลบังคับใช้ทันที เช่นประชาชนสามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้ตามที่มาตรา ๒๘ รับรองไว้ มาตรา ๒๘ ถือเป็นมาตราที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในวรรค ๒ บุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง ถือเป็นหลักกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุดและไม่เคยมีการเขียนมาก่อน
ในร่าง รธน. ปี ๕๐ กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติม คือพิจารณาเรื่องร้องเรียนไม่เฉพาะร้องเรียนข้าราชการ นักการเมือง หรือพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติมิชอบเท่านั้น แม้กระทั่งร้องเรียนองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ตรวจสอบได้ และยังมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประมวลจริยธรรมทางการเมือง ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ หน้าที่ของรัฐสภาคือต้องจัดทำประมวลจริยธรรมทางการเมืองภายใน ๑ ปี และเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะบังคับใช้และติดตามประเมินผล ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องดำเนินการว่ารัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้จริงๆ หรือไม่ เหมือนกับเป็นมอนิเตอร์ให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าระบบการตรวจสอบ ระบบการควบคุมดีขึ้นเป็นอันมาก
รวมทั้งบทบัญญัติใหม่ๆ อีก ๓ หมวด คือหมวด ๗ ว่าด้วยเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน หมวด ๘ การเงิน การคลัง และงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของการปกครองสมัยใหม่ และที่เป็นเรื่องใหม่ที่สุดคือหมวด ๑๓ ว่าด้วยเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อดีที่เหนือกว่า รธน. ปี ๔๐ ทุกประการ
แต่ผมคิดว่าเราควรต้องอ่านรัฐธรรมนูญให้ดี ว่าเป้าหมายของร่าง รธน. ปี ๕๐ ต้องการที่จะให้ฝ่ายบริหารมีความอ่อนตัวลง ในขณะที่สภามีอำนาจเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาใหญ่ของ รธน. ปี ๔๐ คือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แม้ว่าจะเป็น ส.ส. มาก่อน แต่เมื่อรับตำแหน่งต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. ทันที เมื่อพ้นจากสภาไปแล้ว พวกเขาก็ไม่มีหน้าที่ต้องไปประชุมสภา สภาถามก็ไม่ตอบ ไปพูดทางวิทยุตอนเช้าวันเสาร์แทน เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจึงไม่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อสภา และผมเข้าใจว่ารัฐมนตรีตามโครงสร้าง รธน. ปี ๔๐ กลัวนายกฯ มาก เพราะถ้าถูกปรับ ครม. เมื่อไรก็ตกงานทันที แต่ร่าง รธน. ปี ๕๐ ต้องการให้ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. ต้องดำรงสถานภาพของการเป็น ส.ส. อยู่ตลอดไป และนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น แล้วก็มีอีกหลายมาตรการที่จะบังคับให้ท่านนายกฯ ก็ดี ท่านรัฐมนตรีก็ดี รับผิดชอบต่อสภา คือท่านต้องไปประชุมสภา ไปตอบกระทู้สภา ต้องถูกอภิปรายโดยสภา เพราะฉะนั้นอำนาจของฝ่ายบริหารอ่อนตัวลง แต่อำนาจของสภาจะสูงขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ทำให้ระบอบการเมืองของไทยเคลื่อนที่จากระบอบที่คล้ายๆ กับกึ่งประธานาธิบดี มาเป็นระบอบรัฐสภาโดยสมบูรณ์
นี่คือการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ พวกที่ร่าง รธน. ปี ๕๐ อยากให้นายกฯ และรัฐมนตรีไปสภา ซึ่งเป็นหลักการของระบอบรัฐสภาแบบประเทศอังกฤษและประเทศในยุโรปทั้งหมด รวมทั้งญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย หลายคนบอกว่าร่าง รธน. ฉบับนี้จะทำให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอลงหรือไม่ ก็ตอบว่าใช่
แต่ต้องบอกว่าเมื่อฝ่ายบริหารอ่อนแอลง อำนาจไปอยู่ที่สภา สภาจะตรวจสอบฝ่ายบริหารได้มากขึ้น
ผมถามจริงๆ ว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ในทางรัฐศาสตร์เราเรียกระบอบนี้ว่าอภิชนาธิปไตยนะครับ แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราแก้ไขเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว
เป็นแบบเขตเดียวคนเดียว แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราเปลี่ยนมาใช้เขตเลือกตั้งที่ใหญ่ เขตหนึ่งมี ส.ส. ๓ คน บางเขตอาจมี ๒ คน บางเขตมีคนเดียวแล้วแต่พื้นที่ ซึ่งอาจจะทำให้ไม่มีความเสมอภาคในการหย่อนบัตร จุดนี้อาจเป็นข้อด้อย แต่ก็ยังอภิปรายกันได้
ผมเองคิดว่าระบบเขตเลือกตั้งเขตใหญ่เป็นระบบที่คนไทยเคยใช้มาก่อนยาวนาน อีกทั้งระบบนี้มีใช้กันอยู่ใน ๒๐ กว่าประเทศทั่วโลก เป็นระบบที่เราเชื่อกันว่ามีการใช้จ่ายเงินน้อยกว่าระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว อีกส่วนคือระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใน รธน. ปี ๔๐ ใช้บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง และที่สำคัญ ๑๐๐คนนั้น ตัดกันที่ ๕% พรรคการเมืองใดไม่ถึง ๕% ไม่นับ ถามว่าใครได้เปรียบ ผมตอบได้เลยว่าคนกรุงเทพฯ ได้เปรียบ คุณต้องอย่าลืมว่าคนดีคนเด่นคนดังจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ในบัญชี ๑๐๐ คน คุณไม่มีทางอยู่อันดับต้นได้เลย คุณต้องอยู่อันดับท้ายเสมอ แล้วยิ่งตัดที่ ๕ % ด้วยแล้ว พรรคเล็กเสียเปรียบหมด เป็นระบบการเลือกตั้งที่ให้โอกาสแก่คนกรุงเทพฯ และพรรคการเมืองใหญ่ แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราแบ่งบัญชีรายชื่อออกเป็น ๘ บัญชี บัญชีละ ๑๐ คน และเป็นการคิดแบบสัดส่วนอย่างละเอียด ผมตอบได้เลยว่าเราคงได้เห็นคนดีคนเด่นคนดังคนมีชื่อเสียงกระจายตัวดีกว่าที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง ผมเป็นคนดีคนเด่นคนดังของศรีสะเกษ เป็นไปไม่ได้เลย ที่ผมจะอยู่อันดับ ๑ ตามบัญชีรายชื่อแบบเดิม แต่ถ้ามีบัญชีรายชื่อในเขตนั้น ผมเชื่อว่าคนดีคนเด่นคนดังจากเขตอีสานใต้ก็ต้องอยู่อันดับ ๑, ๒, ๓ ในบัญชีเขตนั้นแน่นอน เพราะฉะนั้นระบบบัญชีรายชื่อแบบนี้ทำให้มีการกระจายตัวดีกว่า ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการเลือกผู้แทนได้ดีกว่า
รัฐบาลพรรคเดียวในโลกนี้มีไม่กี่ประเทศ แต่ขอให้สังเกตนะครับว่ารัฐบาลอังกฤษปัจจุบันก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นรัฐบาลผสม ถ้าคิดว่ารัฐบาลผสมเป็นรัฐบาลที่แย่ ก็ต้องบอกว่าการปกครองในยุโรปแย่ทั้งหมด ฝ่ายที่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคเดียวดี ก็อาจจะมองว่าดีในแง่ของความเข้มแข็งและความต่อเนื่องของนโยบาย แต่ถามว่าในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่ดีควรจะเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งขนาดไหน ผมกลับคิดว่ารัฐบาลผสมก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่เลวร้ายเสียทั้งหมด ในแง่มุมหนึ่งถ้ารัฐบาลมีความอ่อนตัวลง กลุ่มท้องถิ่นต่างๆ ก็สามารถมีบทบาทขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องของนโยบายจะมีการปฏิบัติต่อเนื่องได้จริงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงของผู้นำรัฐบาลและโครงสร้างการตัดสินใจของรัฐบาล การมีรัฐบาลพรรคเดียวที่เรารู้สึกว่าเข้มแข็งเพราะว่าโครงสร้างการตัดสินใจมันกระจุกตัวอยู่ที่หนึ่งที่ใด
แต่รัฐบาลผสมในหลายประเทศก็ใช่ว่าจะแย่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลนั้นจะจัดโครงสร้างการตัดสินใจอย่างไร เช่นถ้าแบ่งการตัดสินใจไปไว้ที่มุ้งต่างๆ
ก็บอกได้เลยว่าการตัดสินใจในเชิงนโยบายจะไม่มีความราบรื่น แต่ถ้าเอาการตัดสินใจไปรวมไว้ที่คณะที่ปรึกษา หรือในยุโรปเรียกว่าหน่วยทางนโยบาย ผมเชื่อว่ารัฐบาลผสมก็ไม่แย่ มันขึ้นอยู่กับวิธีการว่าคุณจะเอาการตัดสินใจไปไว้ตรงไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความเห็นชอบเรื่ององค์กรอิสระ เราจึงอยากเห็น ส.ว. ที่เป็นกลาง คำถามคือว่าการเลือกตั้งเราจะได้คนที่เป็นกลางจริงหรือไม่ ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ใช่ ดังนั้น ส.ว. ตามร่าง รธน. ปี ๕๐ จึงเป็นระบบผสม คือมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ผมบอกได้เลยว่าต่อไป ส.ว. จะใหญ่มากๆ
คนพวกนี้จะเดินนำหน้า ส.ส. ไม่ใช่เดินตามก้น ส.ส. อีกต่อไป และอีกส่วนมาจากการสรรหา ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อจากภาคส่วนต่างๆ หลายคนมองว่าอาจเป็นการถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งบางท่านตีความว่าเป็นอำมาตยาธิปไตย แต่ผมขอย้ำว่า ส.ว. ในร่าง รธน. ฉบับนี้ เป็นข้าราชการไม่ได้นะครับ หลายคนบอกว่าเราร่างรัฐธรรมนูญมาให้พวกนายทหารไปนั่ง ส.ว. ผมบอกได้เลยว่ามันจะไม่มีปรากฏการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น เพราะว่าข้าราชการก็ดี นายทหารก็ดี ไม่สามารถเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ในเวลาเดียวกับที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติข้อห้ามของ ส.ว. ที่ระบุไว้ชัดเจน การที่เราให้มีระบบสรรหา ส.ว. เพราะว่าอยากให้มีการกระจายตัวของ ส.ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาจากภาคประชาสังคม กลุ่มคนด้อยโอกาส คนพิการ ตัวแทนวิชาชีพต่างๆ เราหวังว่าจะมีการกระจายตัวของ ส.ว. ส่วนนี้ได้ดีขึ้น อาจจะบอกว่าเป็นจุดอ่อนเพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ถามว่าเป็นจุดแข็งไหม
ก็คงต้องรอดูว่าผลสุดท้ายของการสรรหาจะเป็นอย่างไร ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบผสม แต่ผมอยากเห็นวิวัฒนาการ ให้ประชาชนได้เห็นว่าระหว่างเลือกตั้งกับสรรหา ส.ว. ส่วนไหนดีกว่ากัน ถ้าเลือกตั้งดีกว่าผมเชื่อว่าในอนาคตก็แก้ไขรัฐธรรมนูญสิ เผลอๆ ประชาชนอาจจะคิดว่า ส.ว. สรรหาก็ไม่เลว เราอาจได้ ส.ว. สรรหาที่ดีกว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ ก็ให้ระบบผสมนี้วิวัฒนาการไปสักระยะหนึ่ง
เพราะเรารู้ว่าตัวแทนสถาบันอุดมศึกษาต่อรองได้ รวมถึงตัวแทนพรรคการเมืองด้วย แล้วเราใส่ตัวแทนศาลเข้าไปเพราะเราเชื่อว่าฝ่ายศาล ณ เวลานี้ต่อรองเจรจายากที่สุด ถ้าคิดว่าฝ่ายศาลไม่เหมาะสมก็ปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหาได้ในอนาคต
การเมืองแบบนี้เราเรียกว่าประชาธิปไตยตัวแทนแบบโบราณ แต่ในโลกสมัยใหม่ ประชาธิปไตยตัวแทนไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหารกับสภาเท่านั้น เพราะคำถามคือว่าฝ่ายบริหารก็ดี สภาก็ดี ทำหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะกฎหมายนั้นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ ผมอาจเอาเรื่องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญได้ หรือไม่ก็ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการฯ ก็เอาร่างกฎหมายนี้ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าการตรากฎหมายของสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ไม่ผ่าน
นั่นแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยตัวแทนสมัยใหม่เราไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารกับสภาเจรจาอะลุ้มอล่วยกันเพียงอย่างเดียว เราเปิดช่องตั้งแต่แรกแล้วที่จะให้กระบวนการศาลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจและการตรวจสอบการใช้อำนาจ ระบบศาลเข้ามาเป็นหุ้นส่วนหนึ่งของระบบการตรวจสอบอำนาจ
ในอนาคตมติ ครม. สามารถถูกทบทวนได้โดยฝ่ายศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แปรรูปการไฟฟ้าฯ หรือรัฐบาลไปประกาศสงครามก็ดี ไปเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศก็ดี ถ้าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ได้ หากเราไม่ยอมรับกติกานี้ก็ต้องไล่ศาลกลับไปอยู่ค่ายของตัวเอง แล้วให้นักการเมือง ส.ส. กับคณะรัฐมนตรีตกลงกันเอง เราจะเอาอย่างนั้นหรือ ถ้าเอาอย่างนั้น เราจะดึงการเมืองของเรากลับไปสู่ประชาธิปไตยตัวแทนแบบโบราณ ระบอบประชาธิปไตยตัวแทนระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ต่างกันด้วยเหตุฉะนี้ ถ้าเราไม่เปิดให้ศาลหรือองค์กรตุลาการหรือองค์กรกึ่งตุลาการเข้ามามีบทบาทตรวจสอบอำนาจรัฐ การเมืองจะเป็นเรื่องของนักการเมืองระหว่างสภากับฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกันถ้าคิดว่าศาลมีอำนาจมาก เข้ามายุ่งเกี่ยวกับฝ่ายบริหารจนเกินไป องค์กรที่จะตรวจสอบศาลได้ หนึ่งคือองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือสภาซึ่งมีอำนาจตรากฎหมาย หรือถ้าองค์กรตุลาการมีอำนาจมากไป เอางบประมาณไปบาทเดียวก็พอ เพราะคนกุมด้านงบประมาณก็คือสภา สภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติก็มีดาบสำคัญคือเรื่องของการออกกฎหมายและคุมเรื่องงบประมาณ สองก็คือการตรวจสอบกันภายใน เป็นการควบคุมกันอีกชั้นหนึ่ง ถ้าตุลาการทำมิชอบก็มีการตรวจสอบจรรยาบรรณ มีการถอดถอนตุลาการได้ [x] ไม่รับ รวบรวมจากความเห็น ของ รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ทั้ง ๓ ประเด็นเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่นำมาออกเสียงประชามตินั้น คงจะไม่สามารถยอมรับได้
อย่างเช่นการเปลี่ยนผ่าน รธน. ปี ๒๔๗๕ ไปสู่ รธน. ปี ๒๔๘๙ หรือการปฏิรูป รธน. ปี ๒๕๓๔ โดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับไปเป็น รธน. ปี ๒๕๔๐ โดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านแบบนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีความเป็นประชาธิปไตยสูง
ขณะที่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญเดิมทิ้ง ทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น เท่าที่ผ่านมาในทางประวัติศาสตร์นั้นล้วนแล้วแต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในทางประชาธิปไตยทั้งสิ้น
ปี ๔๙ ซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยา ๔๙ คือ กำหนดให้มีสมัชชาแห่งชาติ ๒,๐๐๐ คน ให้เลือกกันเองเหลือ ๒๐๐ คน แล้วให้ คมช. คัดเหลือ ๑๐๐ คนเป็น สสร. หลังจากนั้นให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง ๓๕ คน โดย สสร. เลือกมา ๒๕ คน และ คมช. เลือกอีก ๑๐ คนมาเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วให้ สสร. เป็นคนพิจารณา ดังที่ได้ทำกันไปแล้ว เราจะพบว่ากระบวนการตั้งแต่ต้นจนถึงตรงนี้เป็นกระบวนการซึ่งผู้ทำรัฐประหารมีส่วนร่วมทั้งสิ้น
แต่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เช่นบุคคลใน ป.ป.ช. หรือ กกต. ก็มามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ ๒ องค์กรนี้เป็นองค์กรซึ่งต่อไปจะได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำบุคคลที่ร่างนั้นยังมีส่วนในการจัดทำระชามติอีกด้วย ความทับซ้อนในทางประโยชน์ของคนซึ่งมาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวมานี้ขัดกับหลักการทั่วไปที่ควรจะเป็น และแม้ว่าจะมีการกำหนดให้กรรมาธิการยกร่างห้ามลงสมัครเป็น ส.ส. และ ส.ว. แต่ไม่มีเครื่องประกันเลยว่าบุคคลเหล่านี้จะไม่ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามร่าง รธน. นี้ มิหนำซ้ำข้อห้ามนี้ก็ยังไม่มีการใช้กับ สสร. ที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการยกร่างอีกด้วย พูดอีกอย่างก็คือแม้ว่าร่าง รธน. นี้ในด้านหนึ่งจะมีการเน้นเรื่องจริยธรรมคุณธรรมต่างๆ แต่ตัวคนร่างเองนั้นกลับมีประโยชน์ทับซ้อน แล้วคุณจะมาอ้างเรื่องคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างไร
มิหนำซ้ำในบางเรื่องยังหนักไปกว่าตอนรับฟังความคิดเห็นอีก แต่ว่าเอาละ ที่มาเป็นปัญหา กระบวนการเป็นปัญหา ถ้าเราหรี่ตาสักข้างหนึ่งแล้วเราได้รัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาอันเลิศ ผมก็คิดว่าเราอาจจะรับได้ แต่ปรากฏว่าเนื้อหาในร่างฉบับนี้หลายเรื่องถอยหลังไปกว่า รธน. ปี ๔๐ ด้วยซ้ำไป
แต่ว่ามันมีฐานคิดที่ดีพอสมควรและมีเหตุผลในเชิงคำอธิบาย ว่า ส.ส. ๔๐๐ คนนั้นมาจากผู้แทนของเขต ๔๐๐ เขตทั่วประเทศ ประชาชนแต่ละเขตมีผู้แทนได้ เท่าๆ กันเขตละ ๑ คน ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนก็สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของพรรคการเมืองว่าจะต้องจูงใจคนทั้งประเทศให้เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ เมื่อได้สัดส่วนของคะแนนก็เอามาคำนวณแล้วกระจายกลับไปยังพรรคการเมืองว่าเขาจะได้ที่นั่งจากระบบบัญชีรายชื่อกี่ที่นั่ง
ในเชิงการทำนโยบายนั้น พรรคก็จะถูกบังคับให้ทำนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเพื่อจะเลือกพรรคนั้นทั้งบัญชี ตรงนี้มันมีฐานคิดที่ดีพอสมควร แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปมองเรื่องผลสำเร็จของพรรคไทยรักไทยที่มีคุณทักษิณเป็นผู้นำ แล้วก็กลัวว่าจะเกิดปรากฏการณ์ของการได้คะแนนอย่างถล่มทลาย ๑๔ ล้านเสียงหรือ ๑๙ ล้านเสียง พอมองว่าพรรคการเมืองเข้มแข็งมากเกินไป จึงต้องลดทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมืองลง
โดยการออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ ลดจำนวน ส.ส. เหลือ ๔๘๐ คน มาจากระบบแบบแบ่งเขต ๔๐๐ คน และระบบสัดส่วน ๘๐ คน มองเผินๆ อาจไม่ต่างจากเดิมนัก แต่ในเชิงระบบเลือกตั้งต่างกันมากครับ
โดยที่ไม่รู้ว่าจะเอาจังหวัดไหนไปรวมกับจังหวัดไหน และให้มี ส.ส. ได้กลุ่มจังหวัดละ ๑๐ คน ซึ่งไม่ตอบคำถามเลยว่าคนที่เป็น ส.ส. แบบสัดส่วนจากกลุ่มจังหวัดหนึ่งๆ คุณเป็นผู้แทนของอะไร การกำหนดประเทศเป็นเขตเลือกตั้งตอบคำถามเรื่องนโยบายในภาพรวมของพรรคการเมืองที่จูงใจคนทั้งประเทศ
ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้เขตเลือกตั้งแบบใหม่ คุณต้องมีฐานคิดนะครับว่าเขตเลือกตั้งมันเป็นตัวแทนของอะไร เช่นคุณอาจแบ่งตามภูมิภาค ภาคเหนือเป็นบัญชีรายชื่อของภาคเหนือ ภาคใต้เป็นบัญชีรายชื่อของภาคใต้ ฯลฯ และจำนวน ส.ส. จากระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละภาคมันไม่ต้องเท่ากัน เพราะประชากรในแต่ละภูมิภาคมีไม่เท่ากัน บัญชีรายชื่อแบบนี้จะตอบคำถามของนโยบายที่พรรคแต่ละพรรคต้องแข่งขันกันในระดับภาค อันนี้ถึงจะถูกต้องและมีฐานในเชิงคำอธิบาย แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปติดในตรรกะที่ว่าแต่ละเขตต้องเท่ากัน
ก็เลยเอากลุ่มจังหวัดมารวมกัน ผมถามว่าคุณเอาภาคกลางจำนวนหนึ่งไปรวมกับจังหวัดในภาคใต้ตอนบน คุณตอบคำถามอะไร การแบ่งกลุ่มจังหวัดมันไม่มีหลักคิดนะครับ หลักคิดมีอย่างเดียวคือทำลายระบบบัญชีรายชื่อที่สร้างความเข้มแข็งในลักษณะนโยบายระดับประเทศของพรรคการเมือง แทนที่จะทำให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบาย อย่างน้อยที่จะตอบสนองความต้องการของคนทั้งประเทศหรือทั้งภูมิภาค กลับทำให้การคิดนโยบายของพรรคการเมืองไม่ตอบคำถามอะไรเลย
ท่านก็บอกอาจจะดีสิ แต่ผมเรียนนะครับว่า โดยระบบแบบนี้มันทำให้ หนึ่ง ความไม่เท่าเทียมกันในแง่การออกเสียงลงคะแนนของประชาชนเกิดมีขึ้นแล้ว สอง มันทำให้เกิดการแตกตัวในแง่ของการเลือก คนก็จะหันกลับไปดูคะแนนนิยมของ ส.ส. เป็นหลัก เมื่อประกอบกับระบบแบบสัดส่วน ก็ยิ่งทำให้คนเน้นไปเลือกตัวบุคคลมากขึ้น เรื่องซื้อเสียงเราปฏิเสธไม่ได้ในวังวนการเมืองไทย
แต่ในอีกด้านหนึ่งประชาชนมีการศึกษาพอที่จะตัดสินใจเลือกนโยบายของพรรคการเมืองแล้ว ซึ่งก็ต้องค่อยๆ พัฒนาไปแล้วแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน
แต่เรากำลังจะย้อนยุค ทำให้พรรคไม่ต้องแข่งกันในเชิงนโยบาย กลับไปเน้นตัวบุคคลอย่างเดียว ระบบเลือกตั้งแบบนี้มันจึงทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองในทางอ้อม แล้วก็มีแนวโน้มว่าถ้าไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งครองใจประชาชนได้จริง ก็จะกลายเป็นระบบหลายพรรคการเมืองเข้าสู่สภา เกิดเป็นรัฐบาลผสมขึ้นอีก ซึ่งอาจจะเป็นความต้องการของผู้ร่างก็เป็นได้
คุณต้องปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมือง แต่อันดับแรกต้องสนับสนุนให้เขาเข้มแข็งก่อน แต่เข้มแข็งบนฐานของความโปร่งใสทางประชาธิปไตย ไม่ใช่ไปทำลายโดยการออกแบบระบบเลือกตั้งที่ไม่เอื้ออำนวยให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ปัญหาของ รธน. ปี ๔๐ คือเราแยก ส.ส. ออกจากรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาด
ซึ่งร่าง รธน. ฉบับนี้ก็แก้ไข คือไม่แยก ส.ส. กับรัฐมนตรีออกจากกัน ทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ในสภาทำได้ง่ายขึ้น แก้ในทิศทางนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ถ้าคุณเลยไปถึงการทำลายฐานของระบบเลือกตั้ง ทำลายแนวคิดเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองในระดับชาติ สร้างความไม่เสมอภาคในการออกเสียงลงคะแนนให้แก่ประชาชน ผมคิดว่าคุณผิดทางแล้ว พูดง่ายๆ คือคุณสวิงจากขั้วหนึ่งที่รัฐบาลเข้มแข็งมาก แล้วปรับทอนกลไกทุกอย่างลงไปเป็นอีกขั้วหนึ่ง
เพียงเพราะคิดถึงใบหน้าของคุณทักษิณเท่านั้น ประเด็นถัดไปคือ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา รธน. ปี ๔๐ กำหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน เกิดข้อครหาเรื่องสภาผัวเมีย เรื่อง ส.ว. เป็นพวกเดียวกับฝ่ายการเมือง ผมเรียนนะครับว่า ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจธรรมชาติทางการเมืองก่อน วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งถือเป็นองค์กรทางการเมือง ต้องยอมรับสภาพความเป็นการเมืองของมัน จุดอ่อนของ รธน. ปี ๔๐ คือพยายามปิดบังความเป็นองค์กรทางการเมืองของวุฒิสภาเอาไว้ พอเขาเป็นกลางทางการเมืองไม่ได้ ก็ไปโจมตีว่าเขาไม่เป็นกลางทางการเมือง ผมถามว่าเราจะกลัวอะไรถ้าเราได้ ส.ว. ที่กล้าแสดงความเห็นทางการเมือง แล้วตรวจสอบกันตรงๆ วิจารณ์เขาเต็มที่ ดีชั่วแบบองค์กรทางการเมือง ไม่ใช่องค์กรผู้วิเศษ
เพราะมันไม่มีหรอกครับเทวดาทางการเมือง ถ้ารับหลักการตรงนี้ คุณสร้างกลไกในการที่จะทำให้เขาใช้อำนาจอยู่ในกรอบอันสมควร อย่าสร้างกลไกที่บอกว่าต้องเป็นกลางทางการเมือง แล้วพอเป็นกลางไม่ได้ก็ไปทำลายตัวกลไกตรงนี้
โดยเปลี่ยนใหม่ให้ ส.ว. มาจากการสรรหา ผมถามว่าแล้วใครเป็นคนสรรหา อำนาจของคุณมาจากไหนที่จะมาสรรหาผู้แทนปวงชนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเข้าไปนั่งในสภา แล้วใช้อำนาจตรงนี้ไปแต่งตั้งคนในองค์กรอิสระต่อ ถ้า ส.ว. มีอำนาจถึงขั้นถอดถอนนายกฯ ถอดถอนรัฐมนตรี คุณไม่มีทางอื่นครับนอกจากต้องเชื่อมกับประชาชน ต้องมีฐานความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง จะโดยตรงโดยอ้อมว่ากันอีกที แต่ถ้า ส.ว. ไม่มีอำนาจถอดถอนนักการเมือง ไม่ได้ตั้งคนเข้าสู่องค์กรอิสระ เป็นสภาพี่เลี้ยงคอยกลั่นกรองกฎหมาย เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ
ผมรับได้ถ้าจะมีกระบวนการสรรหาคนที่มีความรู้เข้าไปช่วยในทางเทคนิค ในส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งตามร่าง รธน. ฉบับนี้ก็มีปัญหา
ถามว่าอะไรคือฐานคิดของ ส.ว. จังหวัดละ ๑ คน จังหวัดใหญ่มีประชากร ๑๐ ล้านคน แต่มี ส.ว. ๑ คน เท่ากับจังหวัดเล็ก คุณตอบคำถามนี้ได้อย่างไรในเรื่องวิธีคิด
นี่คือการกลับมาอย่างเห็นได้ชัดของกลุ่มพลัง ข้าราชการระดับสูง ซึ่งจะมีผู้แทนจากองค์กรตุลาการเป็นตัวนำ
คุณจะเป็นกลางได้อย่างไร โดยสารัตถะของอำนาจตุลาการ ลักษณะการใช้อำนาจนั้น passive เพราะว่ามันแลกมากับการให้คำพิพากษาของศาลเป็นที่สุด ขณะที่อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารเป็นอำนาจที่ active
เพราะเป็นอำนาจในทางการเมืองและอำนาจในทางปกครอง ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าก็โดยอำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร แต่ประเทศชาติจะสงบร่มเย็นเป็นสุขในทางกฎหมายก็โดยอำนาจตุลาการ แต่ละอำนาจมีภารกิจที่แตกต่างกันและมีหลักกำกับความเป็นไปหรือมีดุลยภาพแห่งอำนาจของมันอยู่ เพราะฉะนั้น ตามหลักคนที่เป็นตุลาการต้องห้ามในแง่การเข้ามาทำกิจการในทางปกครองหรือทางบริหาร เพราะมันขัดกับสภาพของอำนาจหน้าที่หรือตำแหน่งของตัว ด้วยระบบที่ผ่านมาเราค่อนข้างเคร่งครัด จึงทำให้ศาลดำรงตนอยู่เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน รธน. ปี ๔๐ ทำให้อำนาจบริหารขยายมากและการตรวจสอบทำได้ยาก ซึ่งก็กำลังจะมีการปรับปรุงแก้ไขกันอยู่ แต่ร่าง รธน. ฉบับนี้จะทำให้ดุลยภาพแห่งอำนาจเสียไป โดยหนักไปในทางตุลาการ ในทางทหาร ในทางข้าราชการ ถ้าเราดูบริบทในทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้พร้อมๆ กับกฎหมายอื่นๆ ที่จะออกมา เช่น ร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ หรือบทบัญญัติเรื่องการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เขียนไว้ในมาตรา ๗๗ ซึ่งมันก็สอดรับกับการเพิ่มงบประมาณอย่างก้าวกระโดดของทหารในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ทั้งหมดนี้มันสถาปนาพลังของกลุ่มข้าราชการ กลุ่มทหาร และกลุ่มตุลาการขึ้น กลายเป็นกลุ่มคนที่กำหนดทิศทางความเป็นไปของประเทศในอนาคต
โดยมีกลุ่มนักวิชาการ ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ร่วมอยู่ในทางความคิด เพราะฉะนั้นเฉพาะคนที่มีความคิดในลักษณะเดียวกันเท่านั้นจึงจะสืบทอดตรงนี้ต่อไป บุคคลที่มาจากการสรรหาก็ถูกครอบงำโดยฐานความคิดที่เชื่อว่ากลุ่มคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้เป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม จึงมีสิทธิในการกำหนดชะตาของบ้านเมือง นี่คือการสืบทอดในความหมายของผม
ซึ่งมันอาจจะไปรับกับเรื่องการลงจากตำแหน่งของ คมช. ด้วย ก็เพราะในเชิงความคิดเขาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีการรัฐประหาร ฐานความคิดนี้ยังดำรงอยู่และครอบงำในหมู่ชนชั้นนำทั้งหมดว่าสังคมไทยต้องเดินไปในทิศทางนี้ ภายใต้การกำกับของกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่าทรงคุณธรรมและจริยธรรมแบบนี้ ซึ่งมันจะไม่รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก มันจะทานกระแสของประชาธิปไตยไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็ว
ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า เดิมทีมาตรานี้ปรากฏอยู่ในร่าง รธน. ฉบับรับฟังความคิดเห็น ว่าให้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีการดำเนินการเป็นอิสระ แต่ไม่ได้บอกให้คณะรัฐมนตรีชุดไหนเป็นคนตั้ง ซึ่งความจริงควรจะเป็น ครม. ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ แต่ว่าในฉบับลงประชามติกลับเขียนไว้ให้ ครม. ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคนแต่งตั้ง ผมถามว่าคุณมีความชอบธรรมอะไรมาแต่งตั้งคณะทำงานปฏิรูปกฎหมาย แล้วมันเร่งด่วนประการใดที่จะต้องให้ ครม. ชุดนี้ตั้งไว้ก่อน
นี่คือการวางตัวคนให้อยู่ในองค์กรปฏิรูปกฎหมาย เพื่อที่จะกุมอำนาจในแง่ของการกำหนดทิศทางของกฎหมายของประเทศต่อไป ผ่านตัวบุคคลซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดย ครม. ชุดนี้ใช่ไหม
ความจริงการนิรโทษกรรมทำไปแล้วใน รธน. (ชั่วคราว) ปี ๔๙ ไม่มีความจำเป็นต้องทำในร่าง รธน. นี้อีก แล้วถ้อยคำในมาตรานี้ก็เป็นการเขียนแบบครอบจักรวาล อ่านโดยรวมแล้วได้ความว่า '....บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ (แม้ว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ (แม้ว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ' อันตรายที่สุดครับ มันเป็นการทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ เป็นการดูถูกเจตจำนงของประชาชน คือให้ประชาชนไปออกเสียงประชามติ โดยเอาบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพเรื่องจริยธรรมมาล่อประชาชน พร้อมกับแฝงบทบัญญัติเรื่องนิรโทษกรรมไว้ด้วย เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ มันสถาปนาระบบใหม่ขึ้น การกระทำใดที่แปลกปลอมจากรัฐธรรมนูญนี้ก็ต้องถูกชี้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าวันนี้ คมช. กระทำการโดยไม่สุจริตในการใช้อำนาจหน้าที่ เอางบประมาณไปใช้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขณะนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้น การกระทำนั้นก็ถูกวัดโดยรัฐธรรมนูญนี้ ถามว่าการกระทำที่ตอนนี้ไม่ชอบ คุณรับว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หมายถึงตรวจสอบไม่ได้ใช่ไหม หนักไปกว่านั้น เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คมช. ยังไม่พ้นจากอำนาจจนกว่าจะมีการเลือกตั้งได้ ครม. ชุดใหม่ ผมถามว่าหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คมช. กระทำการอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
คุณยังถือว่าการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งหมายถึงตรวจสอบไม่ได้ใช่ไหม อ่านจากถ้อยคำ มันคือใช่ครับ
การนิรโทษกรรมนี้หมายถึงการนิรโทษกรรมในสิ่งซึ่งมันไม่ชอบ ทั้งไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรมในอดีตเท่านั้นนะครับ แต่ยังเป็นการนิรโทษกรรมในปัจจุบันซึ่งเรา ไม่รู้เลยว่ามีอะไรบ้าง และนิรโทษกรรมไปในอนาคตด้วย
นี่คือผลอันรุนแรงที่สุดของมาตรา ๓๐๙ ส่งผลให้การกระทำทุกอย่างที่ได้กระทำไปไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบนั้น มันถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญซึ่งต่อไปจะมีคนอ้างว่าผ่านประชามติว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ บางคนบอกว่าบทบัญญัตินี้รับรองเฉพาะการมีองค์กร คตส. ผมก็บอกว่าคุณจะรับรองอะไรคุณเขียนเป็นเรื่องๆ ไม่ใช่เขียนครอบจักรวาล
นี่คือเทคนิคการเขียนกฎหมายในช่วงหลังๆ ที่พัฒนาไปสู่จุดสูงสุด คือการเขียนกฎหมายรับใช้อำนาจ ให้มีผลย้อนหลังก็ได้ นิรโทษกรรมไปข้างหน้าก็ได้
ชนชั้นนำของสังคมในเวลานี้ พยายามขันนอตสังคมให้เกลียวมันแน่นขึ้นๆ บังเอิญนอตที่ขันมันผิดล็อก แต่ก็ยังขันไปเรื่อยจนในที่สุดจะถอยก็ไม่ได้ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ของง่าย
เพราะเวลารัฐธรรมนูญประกาศใช้กลไกพวกนี้มันเดิน การจะแก้ได้ต้องใช้พลังในทางสังคม พลังในทางวิชาการ พลังหลายภาคส่วนกดดัน สู้กับกลุ่มผลประโยชน์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญเป็นลำดับจนกลไกมันดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์
คำถามคือพลังแบบนั้นมันจะเกิดไหมล่ะหลังจากที่ร่าง รธน. นี้ประกาศใช้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่ารับไปก่อนแล้วค่อยแก้ ไม่ง่ายหรอกครับ
พร้อมกับปลดล็อกเรื่องการสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แล้วจัดการเลือกตั้งโดยไม่ต้องทำกฎหมายเลือกตั้งใหม่ ให้เลือกตั้งในระบบเดิม โดยเลือกตั้ง ส.ส. ก่อน แล้วเลือกตั้ง ส.ว. ทันที ดังนั้น เมื่อร่าง รธน. ไม่ผ่านประชามติ คมช. จึงสามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้เลยภายใน ๗ วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ คมช. และ ครม. ว่าจริงใจในการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนมากแค่ไหน การเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ให้อำนาจกลับมาอยู่ในมือประชาชน แล้วกำหนดวาระความเป็นไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐประหารกลับเข้ากรมกองไป คดีของ คตส. โอนมาให้ ป.ป.ช. ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม
นี่คือทางออกที่ไม่บีบเราไปทางใดทางหนึ่ง เรายังไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญที่จะทำขึ้นใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยให้คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีฐานความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยของประชาชนร่วมกำหนด อะไรที่มันเขม็งเกลียวขึ้นจะคลายตัวลง
เวลานี้มันเป็นเรื่องของสิทธิในทางการเมืองที่ประชาชนมีอยู่ประการเดียวคือสิทธิในการออกเสียงประชามติ แม้ว่ากระบวนการทำประชามติตั้งแต่ต้นจนจบนั้นหาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนไม่ได้เลยก็ตาม แล้วก็ไม่ควรพูดว่ารับแล้ว สมานฉันท์ มันไม่เกี่ยวแล้วครับตอนนี้ เพราะว่าคนซึ่งทำให้ความสมานฉันท์ไม่เกิดก็คือคนที่ทำรัฐประหาร ซึ่งมันพิสูจน์มาทั้งโลกนี้แล้วว่ามันแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วมันจะค่อยๆ พิสูจน์ตัวมันเองให้เห็นเรื่อยๆ ตอนนี้พิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องยกหน้าคุณทักษิณขึ้นมา ให้คุณทักษิณกำหนดวาระความเป็นไป
คุณทักษิณเลยกลายเป็นของขม เราจะทำให้คุณทักษิณต้องหลอกหลอนพวกเราไปอีกนานแค่ไหน ผมอยากถามว่าการยกหน้าคุณทักษิณขึ้นมาชู ทำให้ใครต่อใครได้ประโยชน์กันไปมากเท่าไรแล้วในเวลานี้ มันไหวหรือครับสังคมแบบนี้ ฅนต้นเรื่อง ขอขอบคุณ : ท่านอาจารย์ รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ท่านอาจารย์ รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ [ เชิงอรรถ ]
(๒) ภาพประกอบเรื่อง www.j-dom.org เพลง "ใต้ฟ้าประชาธิปไตย" - แอ๊ด คาราบาว |