พิมพ์หน้านี้
|
โอทอป [ OTOP ] หนึ่งตำบลหนึ่งเจ็บซ้ำ . อีกด้านหนึ่งของตัวเลขสวยงามที่รัฐบาลประกาศความสำเร็จของโอทอป[OTOP] คือ ปัญหาและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับชุมชนทั่วประเทศ เรื่องที่ทุกฝ่ายไม่ควรหลับตา และมัวชื่นชมแต่ตัวเลข การเติบโตเป็นร้อยเท่า โดยไม่เคยนับว่า ร้อยเท่านั้นอยู่บนซากศพเท่าไร หนี้สินเท่าไร น้ำตาและความเจ็บปวด ความแตกแยกและความสับสนวุ่นวายในชีวิตของคนอีกกี่แสนกี่ล้าน ลองคิดถึงสุรากลั่นที่รัฐให้การส่งเสริมสนับสนุนเมื่อสองปีก่อน เปิดงานใหญ่โต ชาวบ้านแห่จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เพื่อจะได้ผลิตถูกต้องตามกฎหมายถึง 1,800 กลุ่ม แค่ปีเดียว ตัวเลขทางการบอกว่าเหลือเพียงไม่ถึง 100 กลุ่ม หรือร้อยละ 5 เท่านั้น นอกนั้นเจ๊ง ! ล้ม ! ปิดกิจการ ลองคิดถึงกระชายดำที่เลื่องลือนักว่ากินแล้วซู่ซ่า โปรโมทกันเป็นบ้าเป็นหลัง อำเภอหนึ่งในจังหวัดเลยที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้มีโรงงานทำไวน์ที่ได้การสนับสนุนจากรัฐผุดขึ้นมาถึง 22 โรง ชาวบ้านปลูกกระชายดำแบบเอาเป็นเอาตาย ไปกู้ ธ.ก.ส.บ้าง กองทุนหมู่บ้านบ้าง รวมทั้งนายทุนหน้าเลือดบ้าง เพราะแรกๆ ราคาถึงกิโลละประมาณ 2,000 บาท ชาวบ้านฝันว่าไม่รวยชาตินี้แล้วจะรายชาติไหน วันนี้เห็นเสนอข่าวกันหลายฉบับว่าชาวบ้านไม่มีเงินไปคืน ธ.ก.ส. และเจ้าหนี้นายทุนหน้าเลือด กู้กันมาคนละหลายหมื่นบาท ถามพี่น้องที่อยู่จังหวัดเลยได้ความว่า วันนี้กระชายดำกิโลละกรัมแค่ 5 บาท ยังขายไม่ได้เลย ห่วย ! ตัวเลขแค่นี้ก็คงพอ ไม่ต้องพูดถึงหัตถกรรม ผ้า เสื้อผ้า อาหารแปรรูป สมุนไพร แชมพู ครีม น้ำผลไม้ ซึ่งผลิตกันล้นบ้านล้นเมือง แย่งกันให้ได้ดาวเยอะๆ จะได้ไปเมืองทองธานี จะได้มีคนมาติดต่อส่งออกให้ พูดแค่นี้ก็มองเห็นภาพของความแตกแยกในหมู่บ้าน ในตำบล อำเภอ ที่ถูกนำเข้าสู่ระบบการแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย และหลายคนก็ตายตามปรารถนาเรียบร้อยแล้ว ความจริงที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้ ทำให้ชาวบ้านได้เข้าใจผิด คิดว่าโอทอป คือ .. ทางรอดของชุมชน ต้องผลิตให้ได้ ขายให้ดี จะได้มีเงินมากๆ อย่างที่พูดกรอกหูกันทุกวัน ซึ่งไม่ได้ต่างจากสี่สิบกว่าปีที่ผู้ใหญ่ลีไปชวนชาวบ้านเลี้ยงเป็ดและสุกรเลย ด้วยความปรารถนาดีเดียวกันให้หมู่บ้านเจริญพัฒนา มีน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ เพราะงานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข ปัญหาของโอทอป[OTOP] อยู่ที่ปรัชญาของการพัฒนาที่แยกส่วน และเอาเงินนำหน้า (ปัญญาหนี้สิน ปัญหาชุมชนตามหลัง) @ ไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนโอทอป[OTOP] โดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง @ ไม่ได้สร้างปรัชญาชีวิตแบบพอดี พอเพียง พออยู่ พอกิน เป็นตัวตั้ง @ ไม่ได้เอาความสุขเป็นเป้าหมาย แต่เอาเงิน เอารายได้ เอาการขาย เอากำไร เอาตัวเลขเป็นตัวตั้ง เป็นเป้าหมาย โอทอป [OTOP] ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานคิด ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็เพราะว่าเศรษฐกิจแบบพอดี พอเพียง พออยู่ พอกิน มีฐานการพึ่งตนเองของครอบครัว เป็นฐานล่างสุด ถัดขึ้นไปคือฐานการพึ่งพาอาศัยกันในชุมชนและเครือข่าย ก่อนที่จะกลายเป็นโอทอปออกไปแข่งขันในตลาดใหญ่ ภายนอกหรือต่างประเทศ โอทอป [OTOP] แบบนี้มีระบบความปลอดภัย ( เซฟตี้เนทของชุมชน ) แต่ชาวบ้านถูกเชื้อชวนให้เร่งผลิตให้เร่งขาย โดยส่งเสริมเงินกู้มาลงทุนแบบต่อเนื่อง [ หนี้ระยะยาว ] ทุกวันนี้โอทอป [OTOP] ... ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างหนักแน่นมั่นคง ยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ ถูกจับให้ทำตัวเป็นนักกายกรรมตีลังกาบนอากาศ โดยไม่มีสลิงค์รัดเอว ไม่มีตาข่ายขึงไว้รองรับข้างล่าง ชาวบ้านกี่คนที่พลาดตกลงมาแข้งหัก ขาหัก คอหักตายหรือไม่ก็พิการอย่างที่เห็นกันทั่วประเทศวันนี้ โอทอป [OTOP] จึงเป็นเรื่องแยกส่วนโดดเดี่ยวออกมาจากระบบเศรษฐกิจและวิถีของชุมชนเอาเรื่องการขายและรายได้ล่อใจ รู้ว่าใครๆก็อยากรวย ปัญหาแยกส่วน คือ... ปัญหาของวิธีคิดที่ไม่เน้นที่การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน แต่เน้นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เหมือนการปลูกต้นไม้หลายต้น แทนที่จะปลูกป่า ระบบเศรษฐกิจชุมชน ที่มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐาน เป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ในวิถีของชุมชนเข้าด้วยกัน กิจกรรมเหล่านี้เกิดมาจากการเรียนรู้ การประมวลข้อมูลที่สำรวจวิจัยและสังเคราะห์ร่วมกันของชุมชน ก่อให้เกิดกิจกรรมนำเอาทุนต่างๆ ของชุมชน ทั้งทรัพยากร ความรู้ภูมิปัญญา และโภคทรัพย์ต่างๆ มาแปรให้เป็นทุนชีวิต ไม่ใช่แค่ทุนเงินอย่างเดียว จึงเป็นดั่งวิถีแปลงชีวิตให้เป็นทุนเศรษฐกิจ [ หนี้ภาคครัวเรือน ให้ยืดยาวออกไปจนถึง .. เสียชีวิต โน่นฯ ] ระบบเศรษฐกิจชุมชนขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้เพราะวิธีคิดที่ว่าด้วยระบบ เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ หลายสิบกิจกรรมให้เกื้อกูลกัน (cluster) เกิดผลเป็นทวีคูณ (synergy) กิจกรรมเหล่านี้คือการประกอบการของชุมชน ที่เรียกกันวันนี้ว่าวิสาหกิจชุมชน (SMCE) ปัญหาของชุมชนวันนี้เป็นปัญหาวิธีคิด ไม่ใช่วิธีทำ ไปบอกไปสอนชาวบ้านทำอะไรก็ทำได้ทำเป็นหมดชาวบ้านถูกสอนให้สนใจแต่เพียงว่า"ทำอย่างไร" ( เทคนิค วิธีการ สูตรสำเร็จ ) ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า " ทำไปทำไม " ถูกทำให้คิดเอาง่ายๆ ว่า ทำแล้วรวย กระโดดเข้าใส่ โดยไม่เคยสรุปบทเรียนที่ผ่านมา 40-50 ปีของการพัฒนาแบบนี้ว่ามันให้ผลอย่างไร การพัฒนาแบบนี้ ชาวบ้านทำตัวเป็นคนซื้อหวยที่คิดว่าจะถูก จะรวย แต่ไม่ถูกและไม่รวยสักที ได้แต่หนี้ที่ท่วมจ่อคอหอยทุกคืนวัน รัฐเองก็ทำตัวเป็นเจ้ามือหวย ส่งคนไปขายหวยตามหมู่บ้านทั้งในเมืองและในชนบท ประกาศเสียงดังว่า " พรุ่งนี้รวย" " วันนี้รวย " ! ความจริงก็คือ ... ชาวบ้านทุกคน ก็..อยากรวย และ อยากรวยเร็ว รอไม่ได้ รัฐบาลเองก็รอไม่ได้ เพราะใกล้เลือกตั้ง เพราะต้องการการแรงสนับสนุนของภาคประชาชน เพราะอีกหน่อยฤดูการเลือกตั้งที่จะมาถึง นักการเมืองภาคพรรคประชานิยมทั้งหลาย จะมีภาคีสัญญาไว้กับชาวบ้าน ว่า จะเพิ่มเงินให้กับกองทุนหมู่บ้านเพิ่มขึ้นอีกสักหนึ่งล้าน สองล้าน ฤา จะให้งบประมาณ SML จะให้วัว จะให้ควาย จะให้โรงสี และอะไรอีกสารพัด ซึ่งที่สุดก็เป็นได้เพียงเศษเนื้อข้างเขียงของคนมีอำนาจเท่านั้น ภาคราชการเองก็อ้างเวลาใช้เงินตามงบประมาณ อ้างว่า ... @ เงินตกเบิกมาช้า ไม่มีเวลา ต้องรีบ ไม่งั้นต้องคืนหลวง ปีหน้าก็จะมีปัญหาของบประมาณเพิ่ม อ้างว่าท่านรัฐมนตรีสั่งให้ " ทำยอด" ให้ได้ ....... อย่างโอทอป [OTOP] ปีนี้ ต้องให้ได้กี่หมื่นล้าน ข้าราชการก็วิ่งกันหน้าตั้งเพื่อทำยอดตามคำสั่งหน่วยเหนือ ข้ออ้างทั้งหมดนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาที่ต้องการการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลา เพราะการเรียนรู้แบบนี้เรียนจากการปฏิบัติ ไม่ใช่ไปนั่งท่องจำแล้วเอาไปสอบตามทฤษีในตำรา การเรียนรู้ของชุมชนวันนี้ ต้องเริ่มจากการปลดปล่อยตัวเอง .. ปลดแอกชุมชนจากวิธีคิดแบบเก่าๆ คิดเป็นสูตรสำเร็จ คิดเรื่องจะรวย คิดเรื่องรายได้ คิดเรื่องขาย ไม่มีเวลาคิดและสร้างรากฐานให้ชีวิตของตนเอง โดยไม่คิดถึงเรื่องการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นเซฟตี้เนทของชุมชน (ความปลอดภัย) ไม่ได้คิดในเรื่องการลดรายจ่ายว่า เท่ากับเศษส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือไม่ ! นั่นเพราะ .. เงินทำให้หน้ามืดตาลาย คิดอะไรมากกว่าที่เป็นเงิน ไม่เป็น ! การเรียนรู้ของชุมชนตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศและทั่วโลกวันนี้เพราะ " การเรียนรู้ " " วิธีคิด" "แผนแม่บทชุมชน" เพราะ " ระบบเศรษฐกิจชุมชน" " วิสาหกิจชุมชน" โดยมีปราชญ์ชาวบ้านชื่อ ประยงค์ รณรงค์ * เป็นผู้นำและตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของทั้งหมดนี้ [*อาจารย์ ประยงค์ รณรงค์ ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาผู้นำชุมชน ประจำปี ๒๕๔๗ ศูนย์ฯไม้เรียง ไม้เรียง เป็นชื่อของตำบลหนึ่งในอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์ฯไม้เรียง อยู่ห่างจากตำบลฉวางประมาณ ๗ กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ ๗๔ กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ ๔๓ ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ ๑,๕๙๓ ครัวเรือน จำนวนประชากร ๗,๖๙๗ คน แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๐ หมู่บ้าน ปกครองโดยเทศบาลตำบล ๒ หมู่บ้าน อยู่ในเขตปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบล ๘ หมู่บ้าน ประชากรมีอาชีพหลักในการทำสวนยางพารา อาชีพรองคือการทำสวนผลไม้ รายได้เฉลี่ย ๒๒,๐๐๐ บาท ต่อ คน ต่อ ปี มีความเป็นอยู่เรียบง่าย มีความสุข ความสงบตามอัตภาพฯ .. ผู้เขียน ] การปลดปล่อยตัวเอง .. ปลดแอกชุมชนจากวิธีคิดแบบเก่าๆ โอทอป[OTOP] น่าจะเรียนรู้จากไม้เรียง จากอินแปง จากชุมชนอีกมากมายหลายแห่งที่ทำได้ดี เพราะมีฐานอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจชุมชน ไม่ได้เป็นอะไรโดดๆ โอทอปขายไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา เพราะเขาไม่ได้ทำเอาเป็นเอาตาย มีรายได้อย่างพอเพียงด้วยการจัดการเศรษฐกิจสังคมที่ดี โอทอป [OTOP] น่าจะเรียนรู้จาก โออิตะ * ให้มากและดีกว่านี้ [ * จังหวัดโออิตะ (
รัฐไม่ใช่เอาแต่เพียงรูปแบบมาจาก โออิตะ * แต่เข้าไม่ถึงปรัชญาและเนื้อหาสำคัญที่เน้น " ระบบเศรษฐกิจชุมชน " การผลิตในท้องถิ่นเพื่อให้คนมาบริโภคในท้องถิ่น ส่วนที่ดีมีคุณภาพที่สามารถแข่งขันได้ก็เอาออกไปขายข้างนอก ส่งออก แต่นั่นยังน้อยกว่าที่ โออิตะ* มีอาหารพื้นบ้าน 60-70 ชนิดที่เขามาวางให้รับประทานแบบบุฟเฟต์ ข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากวัตถุดิบจากท้องถิ่น บนฐานภูมิปัญญา อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่และความคิดสร้างสรรค์ โออิตะ * เน้น " ระบบเศรษฐกิจชุมชน " การผลิตในท้องถิ่นเพื่อให้คนมาบริโภคในท้องถิ่น ส่วนที่ดีมีคุณภาพ ที่สามารถแข่งขันได้ก็เอาออกไปขายข้างนอก ส่งออก แต่นั่นยังน้อยกว่าที่ผลิตขายให้คน 4-5 ล้านคนที่ไปเที่ยวโออิตะทุกปี เราส่งเสริมโอทอป [OTOP] โดยลืมวิเคราะห์จุดแข็งของชุมชนไทย ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ได้มีแค่กลุ่มฝีมือทำสินค้าชุมชนที่เป็นสินค้าส่งออกไปขายนอกชุมชน ซึ่งจะทำได้ไม่ได้หลายชนิดฝีมือนัก แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำให้คนนอกชุมชน มาเที่ยว มากิน มาใช้ในท้องถิ่นก็จะสามารถทำได้เป็นบูรณาการณ์ได้หลายร้อยเป็นพันอย่าง โดยไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร ให้เหนื่อย การท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพสูงมาก สถิติตัวเลขนักท่องเที่ยว 20 -30 ล้านคนต่อปีที่ต้องการได้ยังน้อยไป แต่ที่น่าตกใจคือความไม่พร้อมในการพัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่นของไทย ให้เงินบางหน่วยงานไปทำโครงการท่องเที่ยวในชุมชนโครงการละล้านสองล้าน ทำได้แค่หาป้ายหรูๆ ไปติดโชว์เอาไว้ข้างทางเท่านั้นเอง ปัญหาของชุมชน ในเรื่องการให้คนนอกชุมชนมาบริโภคในท้องถิ่น ก็คือ การเตรียมชุมชน การเรียนรู้ ระบบรองรับ มิเช่นนั้นนั้น เพียงแค่สักสองแสนคนต่อปี ถ้าแห่กันเข้าหมู่บ้านจริงๆ หมู่บ้านก็คงเละเป็นโจ๊ก เนื่องเพราะไม่มีการเตรียมชุมชน ไม่มีระบบรองรับที่ดี ตัวอย่างก็เช่นที่ โออิตะ* เขามีระบบที่ชุมชนเป็นเจ้าของ เป็นผู้ดำเนินการ มีฐานมั่นคง เขาเรียนรู้และพัฒนากันมากว่า 20 ปี เสียดายว่า ... ! โอทอป [OTOP] ที่ทำกันอยู่ การส่งเสริม การฝึกอบรมเน้นแต่การพัฒนาด้านเทคนิคการผลิต การจัดการ การตลาด แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจชุมชน โอทอป... แบบนี้ไม่ได้ต่างจากไม้ในกระถาง เขารดก็สดชื่น เขาไม่รดก็เหี่ยวเฉา เรา*ไม่อยากให้ โอทอป [OTOP] ของชุมชนไทย ประสบชะตากรรมแบบเดียวกับนโยบายทางการเมืองมากมาย ที่เกิดขึ้นเพราะการหาเสียงและการสร้างภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบอุปถัมภ์และไม่ยังยืนให้กับวิถีชาวบ้านชุมชนไทย
เมื่อวิถีชาวบ้านชุมชนไทย จัดระบบความมั่นคงและสวัสดิการเองไม่ได้จึงหวังแต่ว่ารัฐจะจัดให้ เป็นรัฐสวัสดิการ ประชานิยมจึงเป็นนโยบายที่ " โดนใจ" คนสมัยนี้ ที่พึ่งตนเองไม่ได้ ต้องพึ่งรัฐบาล ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะยั่งยืนแค่ไหน เพราะชาวบ้านก็เอาแต่รอรับความช่วยเหลือจากรัฐ สังคมทุนนิยมทำให้ชุมชนล่มสลาย ครอบครัวอ่อนแอ เป็นสังคมตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา สังคมที่ใครโกงเก่งก็จะรวย ทำให้ใครๆ หาทางโกงกันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะเป็นวิธีรวยลัดที่มาจากแนวคิด ว่า " ใครๆ ก็ทำกัน "
..ถึงเวลา ปลดปล่อยตัวเอง .. ปลดแอกชุมชน แล้วหรือยัง !... ฅนขอบคุณ [๑.] สนง.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความเวทีเสวนานานาสาระ .. โอทอป [otop] ความจริงอีกด้าน ! [๒.] ภาพถ่าย [OTOP] จาก www.pcoc.moc.go.th . . เพลง ตำบลของหนู - คาราบาว |