สอง มือเร่งสร้างโลก ตลอดสวรรค์
ตีน หยัดคู่แข็งขัน ค่าล้น
ถือ เพลิงประกายฉัน ฉายช่วง
ธรรม แห่งเราเขาปล้น ปากยิ้มแสยะแสยง
ยานีรจนา
ใครเลยจะรู้สึก ถึงสายเลือดซึ่งไหลแดง
ใครเลยจะเห็นแรง ชโลมเหงื่อในโรงงาน
ความหิวอันแหบโหย ทะลักโปรยใส่ลมปราณ
ความทุกข์แสนทรมาน อยู่กลางแดดและกลางดิน
ใครเล่าจะหนาวเหน็บ เหมือนเราเจ็บอยู่อาจิณ
ใครเล่าที่หลั่งริน กองกระดูกออกดาษดา
ป่วยการจะบ่นกล่าว กับศาลเจ้าอุจาดตา
ป่วยการตะโกนหา ยุติธรรมจากนายทุน
นายทุนนั้นคือทาก คอยแทะเลือดอย่างทารุณ
นายทาสก็นั่งถุน เสวยเหงื่อสังวาสเงิน
มีเพียงแต่มือพอง คอยผลักดันให้ก้าวเดิน
มีตีนที่แตกเยิน จะสร้างโลกให้รังรอง
น้ำแรงที่บ่าไหล จะกวาดไล่ความเศร้าหมอง
น้ำเหงื่อที่เนืองนอง จะกวาดล้างพวกกาลี
การสู้ไม่เคยสาย ไม่เคยเสียเพราะไม่มี
การสู้จึงต้องพลี ชีวิตเพื่อเป็นเดิมพัน
กรรมกร จะกร้าวกล้า และชาวนาจะกร้าวฉกรรจ์
กรรมกร ต้องโรมรัน และชาวนาต้องเริงแรง
ยิ่งร้าวยิ่งลึกซึ้ง ถึงสายเลือดที่ไหลแรง
ยิ่งกลั่นยิ่งกร้าวแกร่ง ยิ่งกร้าวกร้านยิ่งกรากกรำ
สองมือต้องถือศีล และสองตีนต้องสร้างธรรม
มือดำและตีนดำ จึงสร้างโลกละออตา
- คมทวน คันธนู -
(ข่าวคนงาน ๕ สิงหาคม ๑๕๒๒) ,
(จากเล่ม ดาวระยิบฟ้า ๒๕๒๔ หน้า ๑๘๐-๑๘๑)
----------------------------
๙. ให้แก่คนหนุ่มสาว
มันเป็นบาปสำหรับการรับรู้
ถ้าหากเธอยังอยู่กับความหลง
ก้าวไปกับความอ่อนไหวไม่มั่นคง
และพะวงว่าที่นี่จะมีภัย
ทางข้างหน้าหนทางจะว่างเปล่า
แดดจะเผาผิวผ่องเธอหมองไหม้
ที่ตรงโน้นมีหุบเหวมีเปลวไฟ
ถ้าอ่อนแอจะก้าวไปอย่างไรกัน
เธอลองมองออกไปให้รอบข้าง
มองผ่านสิ่งต่างต่างซึ่งขวางกั้น
ในที่ไกลแสนไกลออกไปนั้น
ศึกษามันให้เห็นความเป็นจริง
แบกภาระท่ามกลางทางสายนี้
เป็นหน้าที่ซึ่งภูมิใจได้อย่างยิ่ง
ควรทำมันให้ตลอดหรือทอดทิ้ง
เลือกแต่สิ่งง่ายง่ายใกล้ใกล้ตัว
ความอ่อนไหวในอารมณ์ข่มให้นิ่ง
ใช้สมองตรองทุกสิ่งให้ถ้วนทั่ว
วางระแวงหวั่นหวาดความขลาดกลัว
ซึ่งเป็นรั้วรอบรายเธอไว้นั้น
เธอจะยืนได้มั่นคงเดินตรงเส้น
และดีเด่นด้วยงานการสร้างสรรค์
เป็นผู้ตาม, เป็นผู้นำ คนสำคัญ
สมกับที่เรามุ่งมั่นมานานนับ
จากที่นี่คือคืนวันการเริ่มต้น
เราทุกคนเป็นเปลวไฟที่ใกล้ดับ
แต่ก่อนแสงสุดท้ายจะหายลับ
เราต้องการไฟสำหรับการดับไฟ
- กรวิก ๒๕๑๒ -
--------------------------------------
๑๐. สงครามยังไม่สิ้น
นานมาแล้วศตวรรษลมพัดผ่าน
หุบเขาการต่อสู้ วิญญูเถื่อน
จากถ้ำและราวป่ามาบ้านเรือน
และลอยเลื่อนเรื่อยไปในหมอกเทา
ข้ามลำธารสีเลือดรอเหือดแห้ง
จุดไฟแห่งความโหดให้โรจน์เร่า
เช็ดน้ำตาความพ่ายด้วยปลายเท้า
ท่วนถ่านเถ้าที่ระอุรอคุโชน
ซึ่งดอกไม้บานอยู่เหนือสุสาน
จากเมื่อวานถึงวันนี้ นี่และโน่น
สันติภาพรินพรอันอ่อนโยน
อยู่ที่โพ้นไกลมากจากหัวใจ
เภรีรบเริงร่านผ่านอดีต
รายพวงหรีดในละอองการร้องไห้
ริ้วธงชาติหมาดเลือดจนเหือดไป
นกเขาไฟไม่กลับมาจากป่าควัน
บทโศลกรินสู่ตามหมู่บ้าน
คลุมด้วยม่านสีดำการห้ำหั่น
และในท่ามความปวดร้าว วันเหล่านั้น
เขาเรียกมันเหล่านี้ วีรชน
พรุ่งนี้นกเขาไฟยังไม่กลับ
อาจหยุดซับสายเลือดที่เผือดฝน
เหนือหลุมศพ สุสานการดิ้นรน
ซึ่งมีคนร้องให้ ใช่ อาจมี
- สุรศักดิ์ ศรีประพันธ์ ๒๕๑๑ -
-----------------------------
๑๑. ความเรียงเรื่องตีน
จากใจอันกตัญญุตาปสาทะ
คารวะตีนที่มีไว้ก้าว
โลกเจริญเดินหน้ามานานยาว
ก็ด้วยชาวโลกได้ใช้ตีนเดิน
มันสำคัญแค่ไหนใครก็รู้
แต่มีผู้ว่าร้ายให้ขัดเขิน
ถ้ามันคิด... คงพลอยน้อยใจเกิน
คนประเมินค่าตีนสิ้นราคา
โถ! ของดีมีค่าหาว่าต่ำ
ตีนด้านดำดั้นด้นอดทนฝ่า
ไม่ออเซาะเจ็บไข้ให้เยียวยา
ยังไม่เห็นคุณค่าน่าน้อยใจ
คำด่าทอก็เอาตีนเข้าเปรียบ
ค่าเปรียบเทียบ ไอ้ส้นตีน ยินเสียวไส้
งานใดถ่อยด้อยค่าก็ด่าไป
ว่าเหมือนใช้ตีนทำ ช้ำเต็มที
เราตีนหนาหน้าบางเพราะห่างสุข
ใช้ตีนทุกเวลาทำหน้าที่
จงรักมันหมั่นย่างสู่ทางดี
เลี้ยงชีวีโดยซื่อด้วยมือตีน
ใช่แค่เราชนชั้นปัญญาหย่อน
พึงสังวร ปัญญาชน, คนมีศีล
เดินขบวนตีนใช้เข้าป่ายปีน
ฝรั่ง, จีน, แขก, เป็นกันเช่นนี้
จึงขอเขียนคารวะตีน สะอาด
ที่ด้านดาดเดินกรำงานดำปี๋
ที่ไม่ข้ามคนล้มข่มคนดี
และตีนที่บางกว่าหน้าบางคน..
- จินตนา ปิ่นเฉลียว / ๒๕๐๕ -
-----------------------------------------
๑๒. ตื่นเถิดเสรีชน
ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
หอกดาบกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา
แผ่นดินมีหินชาติ ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา ประโยชน์เข้าเฉพาะตน
จงสู้จนสุดฤทธิ์ แม้ชีวิตจะดับพ้น
ศักดิ์ศรีมนุษย์ชน ไม่ยอมทนเป็นทาสใคร
โถมคลื่นของมวลชน กระหน่ำจนศัตรูพ่าย
ยืนหยัดปานมัดหวาย กระหน่ำให้มันได้คิด
เจ็บแล้วจักต้องจำ อย่าหลงคำเคลือบยาพิษ
คำหวานสมานจิต กลพิชิตศัตรูมี
หากหวังเสรีภาพ หวังโลกราบรื่นราศรี
สันติภาพจักมี เพราะการที่เราต่อสู้
- รวี โดมพระจันทร์ -
๓ พ.ย. ๒๕๑๕ เศษศาสตร์
เฉลิมฉลองวาระเปิดตึกเรียนใหม่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๕
----------------------------------
๑๓. ปลูก
ฉันปลูกอินถวาไว้หน้าบ้าน
ใครผ่านไปมาได้ชมชื่น
กลิ่นหอมอ่อนหวานผ่านวันคืน
สีขาวนวลยั่งยืนในดวงใจ
ฉันปลูกมะลิที่ข้างบ้าน
กิ่งก้านทอดยาวยื่นไสว
อบร่ำฉ่ำประทิ่นรินไกล
ฝังในใจฝันนิรันดร์มา
ฉันปลูกหงอนไก่ไว้หลังบ้าน
ฉาดฉานสีสันชวนหรรษา
นมแมวพวงย้อยห้อยระย้า
พันกิ่งกระดังงาริมท่าน้ำ
ฉันปลูกว่านสี่ทิศริมทางเท้า
ทั้งแดงแสดแดดเผายังบานฉ่ำ
สีสดอดทนรอฝนพรำ
เป็นลำนำธรรมชาติพิลาสพิไล
ฉันปลูกดอกไม้ไว้ทั่วบ้าน
เป็นผลงานเพื่อมนุษย์พิสุทธิ์ใส
ใครใคร่ดอมดมภิรมย์ใด
เปิดประตูหัวใจไปลิ้มรส
- ประยอม ซองทอง -
๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๐
------------------------------------
๑๔. ดาวศรัทธายังจ้าโชนแสง
และแล้วอาทิตย์ก็ต่ำสู่ด้านตก
ดนตรีจากเสียงนกกังวานขรม
ระย้าจากความมืดก็ยืดปม
ชักม่านห่มประเทศไทยอยู่ไปมา
ที่ขอบฟ้าไกลลิบละลิ่วโน้น
ดาวหนึ่งโชนสายแสงขึ้นเจิดจ้า
ทอวาวพราวพรายสายศรัทธา
เปิดแผ่นฟ้ามืดมิดสนิทนั้น
แผ่นดินมืดมืดมิดสนิทมาก
ทุกหนแห่งหลุมขวากล้วนขวางกั้น
ดาวชี้ทิศ ดวงหนึ่ง, จึงสำคัญ
ที่จะสาดแสงปันให้พื้นพราย
ที่จะสาดหัวใจให้คนทุกข์
ให้กล้าลุกลืมตาขึ้นมาได้
ที่จะปลุกศรัทธาคนกล้าตาย
ให้สานแสงแห่งสายศรัทธาไป
และแน่นอนวันหนึ่งฟ้ามืดนั้น
ก็จะพลันเจิดจ้าเป็นฟ้าใหม่
เมื่อดาวแสนล้านดวงโชติช่วงไฟ
โชติลงทาบอาบใจประชาชน...ฯ
...ตำนานเก่าเก่าเล่าว่า
มันฆ่ามันขยี้เสียปี้ป่น
ไม่มีแม้คำ...จำนน
เหล่ามารมืดมนหนทาง
ดับดาวดับฤาจักดับได้
แตกดับสลายเพียงร่าง
แสงยังโชติรางชาง
เป็นเยี่ยงเป็นอย่างสืบมา...ฯ
...ที่ขอบฟ้าไกลมืดมิดสนิทโน้น
ดาวนับล้านฉายโชนประกายจ้า
ทอวาวพราวพรายสายศรัทธา
ยิ่งนานยิ่งเต็มฟ้ายิ่งพร่าพราว...ฯ
- พนม นันทพฤกษ์ -
โลกหนังสือ พฤษภาคม ๒๕๒๒
(จากเล่ม ยืนต้านพายุ ๒๕๒๔)
---------------------------------
๑๕. อ้าสูผู้สร้างโลก
อ้าขานั่นขาสู กำยำดูชูราศรี
มัดกล้ามกรำแกร่งดี บ่รอรีทัดทานงาน
อ้าแขนนั่นแขสู กำยำดูชูประสาน
มัดกล้ามกรำการงาน ประกอบการประจัญตี
อ้าบ่านั่นบ่าสู ทั้งไหล่คู่ชูศักดิ์ศรี
แกร่งกายชาย_สตรี ดุจระวีที่ร้อนแรง
งามหยดของหยาดเหงื่อ ที่รินเจือสะท้อนแสง
แดดเปรี้ยงตะวันแดง ฤากำแหงจะแข่งขัน
งามใสในน้ำจิต บ่มีพิษคิดประหาร
ซื่อใสในการงาน ประกอบการมั่นในธรรม
อ้าสูผู้สร้างโลก อย่ารอโชคชะตานำ
แรงงานสูสู้ทำ จะพลิกคว่ำส่ำศัตรู
- รวี โดมพระจันทร์ -
๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๖
(จากเล่ม บทกวีเพื่อชีวิต ๒๕๑๘)
-------------------------------------
๑๖. คนคนนี้แหละคน
คนคนนี้แหละคน คือมวลชนอันไพศาล
เข้มแข็งแกร่งแรงงาน โลกก้าวมาด้วยมือคน
หลายยุคคนต่อสู้ กับศัตรูประชาชน
รู้เล่ห์อุบายกล อันต่ำช้าที่ล่ามกาย
คนนี้จะยอมตัว ยอมเอาหัวเป็นถวาย
เพื่อโค่นสังคมร้าย สร้างยุคใหม่ให้ระบิล
ถึงร้อยที่ร้อยคำ จะเหยียบย่ำให้จมดิน
ก่นโคตรให้แหลกสิ้น แต่คนยังประกาศตัว
ถึงเกือกกระทืบทับ จนแหลกยับก็ไม่กลัว
น้ำเลือดที่นองตัว จะดื่มกินให้สาใจ
ถึงปืนก็เถอะปืน เจ้าข่มขืนก็เพียงกาย
แต่ใจนี้สู้ตาย ไม่ยอมแพ้แก่ปลายปืน
ถึงคุกก็เถอะคุก เจ้าฝากทุกข์ก็ชั่วคืน
กฎปืนอำนาจปืน จะแข็งขืนจนยามตาย
ฟ้ามืดกาฬทมิฬ จะโหดหินสักเพียงใด
กดหัวให้กลัวตาย อา...เจ้าหมิ่นความเป็นคน
เล่ห์ร้ายอันกาลี คนหรือมีจะอับจน
คนคนนี้แหละคน จะกัดฟันสู้จนตาย
- รวี โดมพระจันทร์ -
๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๗
(จากเล่มตื่นเถิดเสรีชน ๒๕๓๓)
---------------------------------
๑๗. แขนของคำ
กากอาหารจานหนึ่งในตอนเช้า
รีดเป็นแรงระดมเข้าสู่เครื่องจักร
ลูกสูบดันคันชักเดินดังชึกชัก
เกร็งกล้ามเนื้อเหงื่อทะลัก _ หนักและนาน
คนเหล่านี้มีคำอยู่คนหนึ่ง
หญิงสาวซึ่งซมซานจากอีสาน
ทิ้งนาเช่าเข้ากรุงเทพฯเที่ยวหางาน
ทำด้วยการทุ่มแรงกายขายแรงกิน
คำจึงคือเครื่องจักรกลสองแรงแขน
ถูกลากแล่นต่อลมไปไม่ให้สิ้น
ทุกข์ร้อนหนาวผ่าวพิษไข้คำเคยชิน
เข็นชีวิตแหว่งวิ่นข้ามคืนวัน
วันหนึ่งคำขณะที่นั่งทอผ้า
เกิดมืดหน้าตามัวมือไม้สั่น
สะดุ้งวูบตะครุบด้ายสายพานพัน
พอเสียงลั่นขาดลงก็แหลกลาญ
เลือดกระเซ็นเปื้อนเส้นด้ายจนแดงคล้ำ
จากมือที่เคยทำเคยไถหว่าน
จากมือที่ทอผ้าพรรณตระการ
มือแห่งงานวันนี้ต้องถูกตัดไป
แขนของคำเหลือแต่ข้อศอกสั้น
แขนของคำข้างนั้นอยู่ที่ไหน
แขนที่ขาดของเธออยู่ที่ใคร
เสื้อสีสวยที่คุณใส่สิแขนคำ
- เรืองเดช จันทรคีรี -
๒๕๒๓ (จากเล่ม ๑๒ เรื่องสั้น ๙ บทกวี ๒๕๓๔)
-----------------------------------
๑๘. จากภูพานถึงลานโพธิ์
ดินสอโดมธรรมศาสตร์เด่นสู้ศึก
เพื่อจารึกหนี้เลือดอันเดือดดับ
หกตุลาเพื่อนเราล่วงลับ
มันแค้นคับเดือดระอุอกคุไฟ
เรามีเพียงมือเปล่ามันล้อมปราบ
ระเบิดบาปกระสุนบ้ามาสาดใส่
เสียงเสมือนแตรงานศพซบสิ้นใจ
สนามหญ้าคลุ้งกลิ่นไอคาวเลือดคน
มันตามจับตามฆ่าล่าถึงบ้าน
อ้างหลักฐานจับเข้าคุกทุกแห่งหน
เราอดทนถึงที่สุดก็สุดทน
จึงเปลี่ยนหนทางสู้ขึ้นภูพาน
อ้อมอกภูพานคือชีวิตใหม่
คือมหาวิทยาลัยคนกล้าหาญ
จะโค่นล้มไล่เฉดเผด็จการ
อันธพาลอเมริกาอย่าหวังครอง
สู้กับปืนต้องมีปืนยืนกระหน่ำ
พรรคชี้นำตะวันแดงสาดแสงส่อง
จรยุทธนำประชาสู่ฟ้าทอง
กรรมาชีพลั่นกลองอย่างเกรียงไกร
ในวันนี้ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์อาจเงียบหงอย
ก็เพียงช่วงรอคอยสู่วันใหม่
วันกองทัพประชาชนประกาศชัย
จะกลับไปกรีดเลือดพาลล้างลานโพธิ์
- วัฒน์ วรรลยางกูร -
(จากเนื้อเพลงชุดแรงบันดาลใจ ซึ่งมาจากบทกวีที่ผู้เขียนเขียนขึ้นในป่าหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙)
------------------------------
๑๙. ดอกข้าวโพด ดอกเบี้ย ดอกจันทน์
คืนพระจันทร์ร้องให้ มวลดอกไม้หมองแห้ง
รอตะวันสีแดง ยังไม่มายังไม่มา
ลมร้ายจากปลายไร่ โหมไฟการเข่นฆ่า
เผาผลาญมวลชีวา ทีละคนทีละคน
ฝนเอยไม่ยอมตก น้ำตาตกแทนฝน
ความเมตตาเบื้องบน จะร้องขอรอใคร
ขีดกำหนดความตาย วันสุดท้ายผ่านไป
หยาดน้ำตาชาวไร่ ท่วมอกอันกันดาร
ดอกข้าวโพดเหี่ยวแห้ง ดอกเบี้ยแพงผลิบาน
ดอกไม้จันทน์ส่งสัญญาณ แห่งความตายแห่งความตาย
คืนพระจันทร์ซีดเซียว ใบไม้เขียวเหี่ยวหาย
ดวงดาวยิ่งเดียวดาย ในวิญญาในวิญญา
แสงตะวันยังไม่มี แสงระวียังไม่มา
สองมือสิใฝ่หา ร่วมสร้างแสงตะวัน
กอบตะวันคนละกอบ หอบเอามารวมกัน
ให้ฉายฉานเฉิดฉัน เพื่อชนชั้นกรรมาชน
ฉายไปสู่โลกใหม่ เพื่อท้องทุ่งไร่อุดมผล
พืชพันธุ์ตะวันดล งามเรียงรายงามเรียงราย
แสงฉานตะวันออก เผาดอกเบี้ยให้แห้งหาย
เผาคนคดให้ตาย พวกสัตว์ร้ายกินแรง
- วัฒน์ วรรลยางกูร -
อักษรศาสตร์พิจารณ์ ๒๕๑๘
(จากเล่ม ฝันให้ไกลไปให้ถึง ๒๕๒๓)
-------------------------------
๒๐. สอยดาวสาวเดือน
โอ้ละหนอดวงเดือนเอย
ล่วงเลยลับลาเดือนฟ้าหลวง
แก้วโกสุมฝันหายละลายดวง
ฤาโศกทรวงซบหน้าน้ำตาริน
ดวงเดือนดับหายจากปลายฟ้า
ดวงตาแววหวังยังถวิล
พรุ่งนี้เช้าเอาอะไรที่ไหนกิน
พรุ่งนี้เช้าอาจสิ้นลมหายใจ
อันพราวตาวาวแวมทั้งแรมรุ่ง
ย่อมมองมุ่งหมายถามความหมายใหม่
เจ้าดวงเดือนดับดวงร่วงที่ใด
แท้ร่วงในธนาคารเคียงมารชน
โอ้เจ้าสาวคำดวงสิ้นคำหยาด
เขาผูกขาดเข้มแข็งทุกแห่งหน
คนกับคนทำนาประสาคน
ค่าคนจนเพียงฤดีธุลีดิน
เขาสอยดาวสาวเดือนดูเกลื่อนด้าว
มือยาวยาวแย่งยื้อกำมือสิ้น
มื้อสั้นสั้นสั้นสูบซูบซมฟุบดิน
แว่วสุดท้ายได้ยินเสียงปลุกเตือน
เจ้าเพื่อนแก้วโกสุมอย่าสุ่มเสี่ยง
คนเดินเคียงประชาชนถูกเชือดเฉือน
คอยคำดวงไปสอยดาวไปสาวเดือน
ดินสะเทือนฟ้าสะท้านสุดทานทน
เมื่อมีปากเปิดกู่อย่าอยู่นิ่ง
มีตีนวิ่งเบิกสร้างทางถนน
ในเงาปืนยืนประจัญยันประจญ
อุษาสรวลมากชนจะโอบเดือน
- วัฒน์ วรรลยางกูร -
๒๕๑๙ (จากเล่ม ฝันให้ไกลไปให้ถึง ๒๕๒๓)
------------------------------------
๒๑. อิสระและเสรี
เราพร้อมที่จะพบ กับหลุมศพและเลือดสี
เพื่อแลกกับเสรี และประชาธิปไตย
ตีตรวนทั้งสองตีน เราจะปีนจะป่ายไป
ขวางขวากหรือกองไฟ เราจะฝ่าจะลุยฟืน
สายฝันที่เราฝัน เราจะขวั้นทั้งวันคืน
ถักฝันอันฟุบฟื้น ให้เฟื่องฟูเป็นดวงไฟ
จุดไฟแห่งความฝัน ไปสู่วันที่ฝันใฝ่
คมดาบหรือคมใด เราพร้อมจะปะทะคม
ต้องคมให้เนื้อขาด ให้เลือดสาดลงซบซม
มีแรงและมีลม ถึงอยู่ปลายกระบอกปืน
ขรมขรมและครืนครืน ซึ่งเสียงปืนจะปลุกเรา
มิใช่ทาสที่ทุกข์ทน มิใช่คนที่ขลาดเขลา
หยดเลือดจะหยาดเร้า เร่งให้รักสิทธิ์เสรี
กระสุนจะเปล่าเปลือง กึงก้องเมืองอยู่อึ่งมี่
ตายหมื่นเราจะมี อีกทบเท่าเป็นตัวแทน
ตายหนึ่งเราเกิดสิบ และตายสิบเราเกิดแสน
วันหนึ่งในดินแดน เราจะเริงเสรีเรา
มืดครึ้มจะชูคบ ร้องเพลงรบให้โลดเร่า
เพลงรบจะเร่งเร้า อิสระและเสรี...อิสระและเสรี
- วาณิช จรุงกิจอนันต์ -
อาทิตย์ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๒๑
(จากเล่ม ดาวระยิบฟ้า ๒๕๒๔ หน้า ๑๙๓)
--------------------------------
๒๒. สิบสี่ตุลา
ครบรอบปี_ สิบสี่ตุลา
ประชาชนถ้วนหน้าก็ร่ำไห้
ดวงวิญญาณวีรชนอยู่หนใด
วันนี้ร้อยมาลัยมาบูชา
.
มโหรีจะโหมโรงเป็นละลอก
มหกรรมในนอก_จะแน่นหนา
และผู้คนทุกชนชาติจะยาตรา
โปรยมาลาจุดธูปคลุ้ง_ทุ่งพระเมรุ
.
ครบรอบปี...สิบสี่ตุลา
ราชดำเนินเลือดทาปรากฏเด่น
วีรกรรมอาชีวะที่กะเกณฑ์
ก็หนุนเนื่องเนืองเห็นเป็นประจำ
.
รอยเลือดแลกเลือดเดือดพล่าน
อาจหาญโหมรุกบุกกระหน่ำ
สามัคคีมิตรสหายออกร่ายรำ
มุ่งนำประชาธิปไตยหมายทุน
.
ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
.
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดินฯ
- วิสา คัญทัพ -
๒๕๑๗ จากเล่ม เราจะฝ่าข้ามไป ๒๕๓๒
---------------------------------
๒๓. กล่อมวีรชน
(เกริ่น)
ครานั้นนิสิตนักศึกษา
บรรดานักเรียนทั้งเหนือใต้
ไพร่ฟ้าประชากรทั่วไป
ลุกฮือร้องไห้ทั้งนคร
(เจริญศรี)
อายุเยาวเรศรุ่นเจริญศรี
พลังมีร่วมมิตรสโมสร
เกี่ยวก้อยร้อยแขนไม่คลายคลอน
รบรอนเผด็จการอันตราย
(ลาวเล่นน้ำ)
พ่อคุณเอ๋ย ยังบ่เคยพบเห็น
ถูกปืนกระเด็น กลับเต้นเข้าสู้ตาย
หาใดไป่เหมือน เห็นเพื่อนวางวาย
ยืนเคียงเรียงราย โดยไม่มีอาวุธเลย
(ลาวกระตุกกี่)
จะหางามสามโลกก็เหลือหา
สละแล้วแก้วตาพ่อคุณเอ๋ย
ยังอ่อนวัยไม่เสียดายชีวิตเลย
สักคำหนึ่งไม่เอ่ยยินดีตาย
ถูกปืนโปรยโรยลงตรงหน้าอก
ไม่วิตกแม้น้ำตาเป็นสายสาย
จนเดือนดับวับว่าวดาวกระจาย
พระนครยังไม่ได้สิทธิ์เสรี
(ลาวกระแตเล็ก)
ครานั้น
เผด็จการครองเมืองเรืองศรี
อยู่สะพานผ่านฟ้ากลางธานี
และสวนรื่นฤดีบัญชาการ
ป้อมพระกาฬไม่เคยรับทัพพม่า
แต่ถูกไทยกันเองมามุ่งประหาร
คลองโอ่งอ่างกระถางแตกก็แหลกลาญ
เพราะฝีมือเผด็จการทุกทุกคน
(เกริ่น)
ครานั้นแสงทองส่องสว่าง
ทิศตะวันออกกว้างโรยถนน
บรรดานกผกผินบินข้างบน
ดอกไม้ขาวราวฝนมาโปรยโปรย
ทรราชหวาดผวาอนาคต
เผด็จการทั้งหมดก็กลับหาย
เหมือนภูเขาทั้งลูกถูกทำลาย
มวลมนุษย์หญิงชายสวัสดี
(ดอกไม้เหนือ)
หอมกลิ่นดอกไม้คล้ายคล้ายหอม
พุ่มพวงดวงพยอมริมวิถี
เคล้ากลิ่นน้ำตาธานี
และคาวเลือดสดสีวีรชน
แย้มยิ้มพริ้มพรายทายทัก
ดอกไม้กลีบหักกลางถนน
ดอกประชาธิปไตยในสากล
กำลังผลิอยู่บนหัวใจไท
(ลาวเฉียง)
คึกคักหนักแน่นดังแผ่นผา
กลมเกลียวแกล้วกล้าสดใส
ฟันเฟืองฟาดฟันบรรลัย
กนกห้าสิบให้ชีวิตพลี
(สร้อย)
เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี
มือเปล่าตีนเปล่าก้าวหน้า
ยอมให้เข่นฆ่าไปเป็นผี
ถือหลักศักดิ์สิทธิ์เสรี
พูดกันดีดีแล้วตั้งนาน
(สร้อย)
เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี
กดขี่ข่มเหงคะเนงร้าย
เผด็จการก้าวก่ายเสียทุกด้าน
ชาวนาเป็นศพกบดาน
ชาวบ้านเป็นซากยากจน
(สร้อย)
เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี
มือเปล่าตีนเปล่าห้าวหาญ
แกว่งกระบองคลุกคลานกลางถนน
นี่คือพลังของประชาชน
ทุกคนสืบเลือดบางระจัน
(สร้อย)
เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี
มาเถิดมาสร้างเมืองใหม่
สร้างประเทศเราให้เป็นสวรรค์
ใครมาข่มเหงรังแกกัน
ประชาชนเท่านั้นลุกฮือเลย
(สร้อย)
เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี
- สุจิตต์ วงษ์เทศ -
แต่งให้วงดนตรีไทย เจ้าพระยา
ทำนองตับพระลอเสี่ยงน้ำ ธันวาคม ๒๕๑๖
--------------------------------------
๒๔. คือ พ่อ
หนูคิดถึงพ่อไหม
ถ้าอยากกอดพ่อ
อยากได้ความรักจากพ่อ
หนูต้องอดทน
เพราะนั่นคือสัญลักษณ์
แห่งความรัก
ที่พ่อภาคภูมิใจ
เมื่อหนูมีสิ่งเหล่านี้
อ้อมกอดของพ่อก็จะเป็นจริง
แล้วหนูจะอบอุ่น
ประโยชน์อะไรจะเกิดขึ้น
ถ้าปล่อยให้หนูฝันอย่างไร้สาระ
คุกนี้ยากจะกักขังพ่อไว้ได้ทั้งชีวิต
ส่วนของร่างกายอาจถูกจองจำ
แต่วิญญาณของพ่อเป็นอิสระ
ไออุ่นแห่งอ้อมกอดพ่อ
ลอยละล่องไปทั่วทั้งผืนแผ่นดิน
ถ้าหากหนูอดทน ก็จะรู้ถึงสัมผัสนั้น
อ้อมกอดของพ่อที่อ่อนแอ
จะมีคุณค่าอะไรสำหรับลูกเล่า
ความผูกพันทางด้านความรัก
ก็จะกลายเป็นสิ่งหลอกลวง
พ่อผู้หาญกล้าต่างหาก
คือพ่อที่แท้จริง
พ่อที่สร้างสรรค์สังคมต่างหาก
คือพ่อที่เป็นพ่อ
ถ้าหนูคิดถึงพ่อ
จงคิดถึง คนยากคนจน
เขาเหล่านั้นเป็นชีวิตของพ่อ
ถ้าอยากกอดพ่อ
จงกางแขนของหนูออก
โอบอุ้มคนยากจนเอาไว้
ประชาชนผู้ทุกข์ทรมานเหล่านั้น
คือ....พ่อ
- อารมณ์ พงศ์พงัน -
(หนังสืองานศพ อารมณ์ พงศ์พงัน ๒๕๒๓)
-----------------------------------
๒๕. เสรีภาพ
มนุษย์ต้องมีเสรีภาพ
ดุจตะวันเปล่งปลาบประกายฉาย
ความเป็นฅนมั่นคงไม่คลอนคลาย
เสรีภาพไม่ตายไปจากฅน
มิใช่เสรีตามอำนาจกิเลส
เป็นเสรีปฏิเสธความฉ้อฉล
เป็นเสรีที่จะผละกิเลสตน
เป็นเสรีที่จะพ้นความต่ำทราม
ต้องต่อสู้เพื่อมีเสรีภาพ
ดุจพิราบแห่งฟ้ากล้าฝ่าข้าม
วีรภาพแห่งประชาสง่างาม
ศักดิ์ศรีความเป็นฅนในตนตัว
เราต้องเชิดชูเสรีภาพ
ร่วมกำจัดความบาปและความชั่ว
พ้นจากความพินาศพ้นหวาดกลัว
พ้นมืดมัวสู่เสรีที่แท้จริง
- เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ -
-----------------------------
๒๖. ดอกไม้จะบาน
ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน
บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ
สีขาว หนุ่มสาวจะใฝ่
แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา
เรียนรู้ ต่อสู้มายา
ก้าวไปข้างหน้า เข้าหามวลชน
ชีวิต อุทิศยอมตน
ฝ่าความสับสน เพื่อผลประชา
ดอกไม้ บานให้คุณค่า
จงบานช้าช้า แต่ว่ายั่งยืน
ที่นี่ และที่อื่นอื่น
ดอกไม้สดชื่น ยื่นให้มวลชน
- จิระนันท์ พิตรปรีชา -
--------------------------------------------
๒๗. นกสีเหลือง
กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าบิน...ไปสู่เสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย ฮืม...ฮืม...
เจ้าเหินไปสู่ห้วงหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร
อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด ฮืม...ฮืม...
พูด) คุณจำได้ไหมเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 15 ตุลาคม
คุณจำได้ไหม รอยเลือดคราบน้ำตา และฝันร้ายของผู้คน
วีรชนคนหนุ่มสาว ของเรา ได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา
ตายไปขณะชูสองมืออันว่างเปล่า ขึ้นเรียกร้องหาเสรีภาพ
ณ บัดนี้ ขอให้พวกเราจงพากันหยุดนิ่ง
และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น
อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
และจะได้เป็น กำลังใจ สำหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้ต่อไป
จงบินไปเถิดคนกล้า ความฝันสูงค่ากว่าใด
เจ้าบินไปจากรวงรัง ข้างหลังเขายังอาลัย
กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าคือ...วิญญาณเสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย
ฮืม...ฮืม...
เจ้าคือ...วิญญาณเสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย
- วินัย อุกฤษณ์ -
----------------------------------------
๒๘. รำลึกทวนรอยเท้าแห่งวิถี
นกกระดาษตระหนกพล่านบินร่านร่อน ว่ายว่อนเวิ้งฟ้าน้ำตาเจิ่ง
โครมครืนตื่นเตลิดกระเจิดกระเจิง เปิดเปิงปืนอีโบ๊ะรัวโละเละ
สาดกระสุนลูกชำมะเลียงรัวกระหน่ำ เจ้าตาคมล้มคว่ำลงโผละเผละ
ลูกตาตกแตกแหละเละ เลือดหยดหมาดหยาดเหมะดังเม็ดมณี
เนื้อนวลปริแตกแยกออก ลิ่มหลาวยาวกว่าศอกตอกเต็มที่
โหยกรีดหวีดร้องก้องปฐพี ค่าแค่เสียงแมลงหวี่วู่วี่ดัง
โยกเอยโยกเยก น้ำท่วมเมฆมิหยุดหลั่ง
กระต่ายน้อยลอยคอท้อประดัง เหนี่ยวยอดฟ้าคว้าหวังก็พังครืน
ปีศาจรุ้งพุ่งพาดฟาดสาย พุ่งปลายทะลวงอกอันตกตื่น
รุ้งดื่มเลือดจนเหือดร่างฟ้าครางครืน ระคนเสียงประเปรี้ยงปืนกำราบปราม
ต้นมะขามต้นนี้หรือต้นไหน เปีย จุก แกละร่ำไห้สะอื้นถาม
กิ่งนี้หรือกิ่งไหนเล่าไม้งาม ที่นงราม เจ้าเนื้อแน่นถูกแขวนคอ
ลมวูบ กิ่งไหว ร่างไกวแกว่ง ถูกตีต่อยห้อยต่องแต่งถีบเตะต่อ
ไม่ครวญคร่ำไม่ร่ำไห้ไม่ตัดพ้อ เชือกรัดคอแน่นซิหนอจึงเงียบไป
เจ้าตาปลิ้นลิ้นห้อยย้อยถึงคาง มือสองข้างกำแน่นแค้นไฉน
แค้นเคืองขอให้ขาดพร้อมขาดใจ เขาฌาปนกิจให้ด้วยเผายาง
เขาเอามือป้องปากเป็นลำโพง กุข่าวป่าวโปงอยู่โป้งป้าง
ว่าเราเป็นกลากเกลื้อนแถมเรื้อนกวาง ว่าหัวแดง พุงด่าง ก้นเป็นดวง
ว่าแล้วเขาปาระเบิดลูกมะกอก ปืนอีโบ๊ะหมื่นกระบอกก็รับช่วง
ห่ากระสุนลูกชำมะเลียงก็ลิ่วทะลวง ปลดชีวิตปลิดร่วงลงนอนราย
ไม่ตายหรอกกรอกลูกหว้ายาวิเศษ ที่นอนรายตาย{^_^}ก็พลิกหงาย
ฆ่าไม่ตาย ค่าไม่ตาย ข้าไม่ตาย เจ็บก็หาย ตายก็ฟื้น ตื่นใจจริง
ยังไม่ตาย เรายังอยู่ สู้ยืนหยัด ฝันและหวังยังแจ่มชัดจรัสยิ่ง
เลือกจำแนกแยกแยะและคัดทิ้ง เก็บบางสิ่ง ทิ้งบางอย่างหาทางชนะ
เธอฝ่ายหนึ่ง ฉันฝ่ายหนึ่งพึงแจ่มชัด แตกต่างอย่างยืนหยัดถือสัจจะ
ข้ามขุนเขาอวิชชาสู่อารยะ เอาชนะด้วยปัญญาสมค่ามนุษย์
เคียดแค้นเคืองใจดังไฟเผา บาปหนหลังระหว่างเราให้สิ้นสุด
ศัตรูยังคงอยู่ให้สัประยุทธ์ คือโมหะแห่งมนุษย์ฉุดสำนึก
เถิดเหน็บปืนก้านกล้วยไว้ข้างฝา สร้างเสริมปัญญาไว้สู้ศึก
ให้เจนจัดรัดกุมลุ่มลึก ตรึกตรอกครรลองศึกสันติวิธี
หก ตุลา สอง ห้า หนึ่ง เก้า รำลึกทวนรอยเท้าแห่งวิถี
( หักนิ้วทีละนิ้วนิ้วละปี หมดมือตีนพอดีนะเพื่อนรัก
หักนิ้วนับจากวันนั้นจนวันนี้ ยี่สิบปีพอดีแล้วเพื่อนรัก )
หักนิ้วนับจากวันนั้นจนวันนี้ ยี่สิบปีพอดีแล้วเพื่อนรัก
- ศักดิ์สิริ มีสมสืบ -
--------------------------------------------
คารวะครู.. วิญญาณห้องหับแห่งหัวใจเสรี
ตุลย์ " ๕๐.
โอม ...ขอสันติภาพ จงบังเกิดมีแก่โลก ด้วยเทอญฯ... อมิตพุทธเจ้าข้า สาธุ !

แลขณะก้าวผ่านสู่ช่วงที่ ๓ ของชีวิต แล้วฯ
" Heaven and Earth
ฅนขอบคุณ ;
รูปภาพนก www.noknoi.com
เพลง " Heaven and Earth " by Kitaro [ชอบ] !