พิมพ์หน้านี้
|
เส้นทางสายพญาค
( -1 - ) เริ่มต้น กมฯ O ตอนอาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน เริ่มต้นที่นี่หมอชิตด้วยบัสโดยสาร กรุงเทพฯ - อ.บึงกาฬ 05.30 น. ชื่นเช้าตลาดหนองคายอากาศยังหนาวเย็น ขึ้นสู่ทางหลวงหมายเลข 212 ผ่าน กิ่งอ.รัตนวาปี, อ.ปาคาด จนถึง เป้าหมายสุดท้าย อ.บึงกาฬ ลงจากรถก็เกือบ 2 โมงเช้าเข้าไปแล้ว ( เสร็จภาระกิจที่นี่ เดินทางต่อ ... ) 11.00 น. ของรุ่งขึ้นอีกวัน กำลังยืนแบกเป้ กำลังรอรถโดยสารกลับเข้าเมืองหนองคาย ก็ได้พบผู้ใหญ่ใจดี ชื่อพี่สมัย ฯ ( ต้องขอชื่นชมเอ่ยนามฯ) ถามว่าจะไปไหน .. พอแจงวัตถุประสงค์และที่หมายให้ทราบ ท่านพี่สมัยก็เรียกให้ติดรถวีโก้ (คันหรู ) ให้เข้าเมืองหนองคายด้วย แถมยังแวะตำจอกกับน้องรุ่นน้องมาเป็นนิติกรฯ ที่กิ่งอ.รัตนวาปี ด้วยอีก จนตะวันโพล็เพล้ ( เกรงใจจริง ๆ ...)
พี่สมัย ฯ เป็นพ่อค้ายางพารา และยังมีลูกสาวจบปริญญาตรีและอีกคนกำลังเรียนต่อต่างประเทศอีกคน เวลาพี่แกพูดถึงลูกๆ ดวงตามีประกายความสุขตามประสาแก้วตาดวงใจของพ่อ เพื่อนเดินทางอย่างพี่ สมัย ฯ หายากมากในสมัยยุคน้ำมันแพง ผู้คนแวดระแวงกันและมากด้วยอาชญากรรมต่างๆ เต็มบ้านเมือง ( - 2 - ) เส้นทางสายพญานาค เริ่มต้นที่ทางหลวงหมายเลข 212 ตามรายทางยังคงมีป้ายบอกจุดชมบั้งไฟพญานาคเป็นระยะ ร้านรวงระหว่างเส้นทางสายยุทธศาสตร์ 212 ร้างโรยแล้ว ในยุคสมัยหนึ่งว่ากันว่าถนนเส้นทางนี้ เอาไว้เป็นรันเวย์สำหรับลงเครื่องบิน เท่าที่สังเกตุก็น่าจะมีความเป็นเนื่องจากเสาไฟฟ้าแรงสูงอยูไกลจากถนนมากเกือบ 30 เมตร และไหล่ถนนก็กว้างเสมอกัน มีต้นไม้สลับริมทาง หลุมบ่ออุกาบาศก์ก้ไม่มี ( 555 !! ) แลเบื้องหน้านี้ ก็คือ ..แม่น้ำที่กำลังหลับสบาย ภายหลังเหน็ดเหนื่อยกับการต้อนรับ ผู้มาเยี่ยมยามถามข่าวมากมายทั่วสารทิศเกือบทุกมุมโลก เพื่อมาชมบั้งไฟพญานาค แม่น้ำโขงและบั้งไฟพญานาคเป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อจากผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเรื่องเมืองบาดาลของพญานาคที่อยู่ใต้แม่น้ำโขงดังจะเห็นได้ร่องรอยแห่งความคิดความเชื่อจากพื้นที่สาธารณะต่างๆไม่ว่าจะเป็นตามวัดวาอาราม แม้กระทั่งในพื้นที่เฉพาะอย่างบ้านช่องห้องหอ ก็จะมีความเชื่อเรื่อง พญานาค สถิตอยู่ การทำลายแม่น้ำโขงจึงเป็นการล่วงเกินเทพผู้ทรงอำนาจ ซึ่งคอยปกป้องคุ้มครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขมาโดยตลอด
ขณะที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณนครเวียงจันทน์มีที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ ได้มีการค้นพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเก่าแก่ยุคประมาณ 500 ปี ก่อนคริสตกาล บริเวณดังกล่าวมีความสัมพันธ์ทางอารยธรรมกับเวียดนามเหนือแถบลุ่มน้ำแดง ทำให้ตัวเมืองเวียงจันทน์เมื่อ 1,000 กว่าปีก่อนเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่ติดต่อระหว่างดินแดนภายในลุ่มแม่น้ำโขงกับชายฝั่งทะเลของเวียดนาม
ความยาวของแม่น้ำโขงจากต้นกำเนิดถึงบริเวรที่แม่น้ำไหลออกสู่ทะเลจีนใต้มีความยาวถึง 4,909 กิโลเมตร เฉพาะในกลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งหมายถึงพื้นที่ประมาณ 86 % ของกัมพูชา 97% ของลาว 20% ของเวียดนาม และ 35% ของประเทศไทย มีพื้นที่รวมกันประมาณ 810,000 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ชุมน้ำ 795,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีปริมาณน้ำไหลลงสู่ทะเลจีนใต้เฉลี่ย 475,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
จากข้อมูล แม่น้ำโขง : การพัฒนาโดยรัฐชาติ ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา แม่น้ำสายนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยสงครามและสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติทั้งในบริเวณลำน้ำ และที่ราบน้ำท่วมถึงแหล่งจับปลาและป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของประชาชนลุ่มน้ำโขงที่เปลี่ยนไปภายใต้แผนพัฒนาต่างๆ เช่น แผนพัฒนาลุ่มน้ำโขงภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง
ต่อมาประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างทั้ง 4 ประเทศก็ได้ลงนามใน ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน ร่วมกันที่จังหวัดเชียงราย ข้อตกลงครั้งใหม่นี้ทำให้ คณะกรรมการแม่น้ำโขง(
* ในปี 2536 ประเทศในเขตลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน คือ จีน พม่า ลาว ไทย มีความเห็นที่จะพัฒนาการขนส่งทางน้ำในแม่น้ำโขง เนื่องจากปัจจุบันนี้สายน้ำที่กั้นระหว่างผาฟ้ากับบ้านน้ำยอน ( ฝั่งลาว) การขนส่งทางเรือใช้เรือสินค้าขนาด 50 ตัน และหากได้รับการปรับปรุงร่องน้ำสายนี้โดยการระเบิด แก่ง ผา ดอน บางส่วนในน้ำแม่โขงออกไป จะสามารถเดินเรือขนาด 500 ตันได้ ข้อมูลอย่างเป็นทางการยังได้ทำการสำรวจพบว่า ตั้งแต่มุดพรมแดน พม่า จีน จุดระวางที่ 243 จนถึงบ้านห้วยทรายของประเทศลาว ( ฝั่งตรงข้ามเชียงของ) มีสภาพเป็น แก่ง ผา ดอน กว่า 100 แห่ง ที่ถูกระบุว่าเป็นร่องสายน้ำอันตรายในการ เดินเรือ ในโครงการนี้ ยังได้มีการจัดทำแผนพัฒนาแบ่งพื้นที่การปรับปรุงร่องน้ำออกเป็น 3 ระยะ คือ.- ระยะแรก : ระเบิด 11 แก่ง 10 กลุ่มหิน (เพื่อให้สามารเดินเรือระรางบรรทุกได้อย่างต่ำ 100 ตัน) ระยะที่ 2 : ระเบิดอีก 51 แก่ง และดอนต่างๆ (เพื่อให้สามารเดินเรือระรางบรรทุกได้อย่างต่ำ 300 ตัน) ระยะสุดท้าย : ปรับปรุงทางน้ำให้มีลักษณะคล้อยลำคลองปรับสภาพพื้นดินริมฝั่ง(เพื่อให้สามารเดินเรือระรางบรรทุกได้ตามเป้าหมาย 500 ตัน ) เมื่อครบ 3 ระยะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ในข้อตกลงยังระบุ ห้ามมิให้วางข่าย หรือเครื่องมือใดๆที่เป็นการกีดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือขนาดใหญ่...ฯลฯ บทสรุปในเรื่องการปรับปรุงเส้นทางสายใหม่นี้ ก็คือ การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นเส้นทางการค้าเสรีเต็มรูบแบบ วิถีสายน้ำแห่งชีวิตของชาวบ้านริมสองฟากฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงอาจจะถึงกับล่มสลายไป
เส้นทางเศรษกิจสายใหม่ ที่บังอาจทับถมวิถีชีวิตเส้นทางเดิมของชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่น แก่งอาฮง ที่อยู่เบื้องหน้านี้ คือส่วนที่แคบที่สุด แต่ที่นี่แหละเป็นส่วนที่ลึกที่สุด จนมีชื่อเรียกกันว่า สะดือแม่น้ำโขง และยังเชื่อกันว่าบริเวณใต้ผืนน้ำนี้เอง คือ เมืองหลวงของ นครบาดาลเมืองบาดาล ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า ใต้ผืนน้ำแก่งอาฮงนี้ มีถ้ำที่เชื่อมต่อฝั่งไทยไปถึงภูเขางูในเขตประเทศลาว โครงสร้างของธรรมชาติแม่น้ำโขง ที่มีแก่ง ผา ดอน ยังเป็นตัวบังคับให้สายน้ำโขงไหลไปตามร่องตามรอย ละเป็นการรักษาสภาพลำน้ำลึก แก่งบางแห่งยังทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สายน้ำไหลเชี่ยวกรากมากเกินไป นอกจากนี้แก่งยังเป็นปอดเป็นตับ ที่ฟอกแม่น้ำ สร้างออกชิเจนให้แม่น้ำอีกด้วยในบางขณะเมื่อน้ำกระพื่มขึ้นลง จึงเหมือนว่า สายแม่น้ำโขงกำลังสูดลมหายใจ เพื่อสร้างออกชิเจนให้ปลาใหญ่น้อยนั่นเอง
ความเชื่อเรื่อง พญานาค ของชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่นริมสองฟากฝั่ง ยังคงอยู่ยืนยงสืบเรื่อยไปด้วยการโอบอุ้มเข้าด้วยวิถีชีวิตแห่งสายน้ำแม่น้ำโขง ผสมผสานวัฒนธรรมความเชื่อและพิธีกรรม คำสอนของศาสนา ตราบชั่วลูกชั่วหลานต่อไป เส้นทางสายพญานาค ก็ยังคงเป็นไปตามครรลองปกติ
แต่เมื่อใดก็ตามที่สายน้ำแม่โขงป่วยไข้ด้วยโรคติดต่อทุนนิยมที่ร้ายแรง ถูกปิดกั้นด้วยเขื่อน หรือระเบิด แก่ง จนพินาศ ด้วยการแผ่อำนาจและการเมือบกินของยักษ์ใหญ่ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ เส้นทางเศรษกิจสายใหม่ อาจจะทับถมวิถีชีวิตเส้นทางเดิมของชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่นซึ่งอดีตเมื่อครั้งหนึ่งเคยเล่าขานว่าเป็น เส้นทางสายพญานาค เป็นแน่แท้ ฯ ในความคิดของผู้เล่าเรื่อง ก็เห็นด้วยกับข้อเขียนของท่านพี่ใหญ่ใจดี จิตติมา ผลเสวก ที่ได้ให้นิยามเชิงอุดมคติว่า นาค ก็คือ ผู้คนท้องถิ่นของทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง ผู้คน ชาวบ้านชุมชนที่เป็นเผ่าพันธุ์ ลูกหลานของ พญานาค ที่ทอดตัวเลาะเลื้อย ซอกซอนไปตามผืนดิน โขดหิน แก่ง ดอน ร่องสายน้ำ และดงป่า ตลอดถึงเมืองใหญ่ .. ฯ ฅนขอบคุณ * พากลางเว็นท่านนิติกร อบต.ชุมช้าง กิ่งอ.รัตนวาปี ฯ * ข้อเขียนเล่าเรื่อง แผ่นดิน เมือใหม่ ของท่านพี่ใหญ่ใจดี จิตติมา ผลเสวก * ชุมชนคนรักป่า/ สำนักพิมพ์สานใจคนรักป่า พันธมิตรภาคเหนือ * ข้อมูล MRC และภาพ จาก www.sentangonlin |