• ฅนไทบ้าน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kon_thaiban@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 16020
  • จำนวนผู้โหวต : 25
  • ส่ง msg :
ฅนไทบ้าน
ฮักเฮือน ฮักฮีต ก่อไทบ้าน สร้างไทเมือง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/konthaiban
วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550
เส้นทางสายพญานาค
Posted by ฅนไทบ้าน , ผู้อ่าน : 683 , 11:10:47 น.   | หมวดหมู่ : ฅนค้นฮีตบ้าน-ฮีตเมือง  
พิมพ์หน้านี้


เส้นทางสายพญาค



( -1 - )

เริ่มต้น กมฯ O  ตอนอาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน

          เริ่มต้นที่นี่หมอชิตด้วยบัสโดยสาร     กรุงเทพฯ  -   อ.บึงกาฬ

05.30  น. ชื่นเช้าตลาดหนองคายอากาศยังหนาวเย็น   ขึ้นสู่ทางหลวงหมายเลข 212

ผ่าน  กิ่งอ.รัตนวาปี, อ.ปาคาด  จนถึง เป้าหมายสุดท้าย อ.บึงกาฬ   ลงจากรถก็เกือบ 2 โมงเช้าเข้าไปแล้ว    

( เสร็จภาระกิจที่นี่    เดินทางต่อ ... )

11.00  น. ของรุ่งขึ้นอีกวัน   กำลังยืนแบกเป้  กำลังรอรถโดยสารกลับเข้าเมืองหนองคาย  ก็ได้พบผู้ใหญ่ใจดี  ชื่อพี่สมัย ฯ  ( ต้องขอชื่นชมเอ่ยนามฯ)  ถามว่าจะไปไหน  .. พอแจงวัตถุประสงค์และที่หมายให้ทราบ   ท่านพี่สมัยก็เรียกให้ติดรถวีโก้ (คันหรู )  ให้เข้าเมืองหนองคายด้วย  แถมยังแวะตำจอกกับน้องรุ่นน้องมาเป็นนิติกรฯ ที่กิ่งอ.รัตนวาปี  ด้วยอีก

จนตะวันโพล็เพล้  ( เกรงใจจริง ๆ ...)   

 

          พี่สมัย ฯ เป็นพ่อค้ายางพารา และยังมีลูกสาวจบปริญญาตรีและอีกคนกำลังเรียนต่อต่างประเทศอีกคน  เวลาพี่แกพูดถึงลูกๆ ดวงตามีประกายความสุขตามประสาแก้วตาดวงใจของพ่อ  เพื่อนเดินทางอย่างพี่ สมัย ฯ หายากมากในสมัยยุคน้ำมันแพง ผู้คนแวดระแวงกันและมากด้วยอาชญากรรมต่างๆ   เต็มบ้านเมือง         

 ( - 2 - )

“   เส้นทางสายพญานาค ”

           เริ่มต้นที่ทางหลวงหมายเลข 212  ตามรายทางยังคงมีป้ายบอกจุดชมบั้งไฟพญานาคเป็นระยะ  ร้านรวงระหว่างเส้นทางสายยุทธศาสตร์  212  ร้างโรยแล้ว  ในยุคสมัยหนึ่งว่ากันว่าถนนเส้นทางนี้  เอาไว้เป็นรันเวย์สำหรับลงเครื่องบิน  เท่าที่สังเกตุก็น่าจะมีความเป็นเนื่องจากเสาไฟฟ้าแรงสูงอยูไกลจากถนนมากเกือบ 30 เมตร  และไหล่ถนนก็กว้างเสมอกัน  มีต้นไม้สลับริมทาง  หลุมบ่ออุกาบาศก์ก้ไม่มี  ( 555 !! )   

              แลเบื้องหน้านี้ ก็คือ ..แม่น้ำที่กำลังหลับสบาย ภายหลังเหน็ดเหนื่อยกับการต้อนรับ ผู้มาเยี่ยมยามถามข่าวมากมายทั่วสารทิศเกือบทุกมุมโลก เพื่อมาชมบั้งไฟพญานาค

             แม่น้ำโขงและบั้งไฟพญานาคเป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อจากผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเรื่องเมืองบาดาลของพญานาคที่อยู่ใต้แม่น้ำโขงดังจะเห็นได้ร่องรอยแห่งความคิดความเชื่อจากพื้นที่สาธารณะต่างๆไม่ว่าจะเป็นตามวัดวาอาราม  แม้กระทั่งในพื้นที่เฉพาะอย่างบ้านช่องห้องหอ  ก็จะมีความเชื่อเรื่อง “ พญานาค ”   สถิตอยู่  การทำลายแม่น้ำโขงจึงเป็นการล่วงเกินเทพผู้ทรงอำนาจ  ซึ่งคอยปกป้องคุ้มครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขมาโดยตลอด


            หากจะย้อนไปในเชิงศาสตร์ศึกษาดูเหมือนว่า   ความเชื่อเรื่อง “ พญานาค ”   อันนี้ไม่ปรากฏในลุ่มน้ำโขงตอนบน  สะท้อนให้เห็นว่า แม่น้ำโขงแต่ละช่วงไม่ได้มีความสำคัญเหมือนกัน
ลำน้ำโขงตอนบนที่ต่ำกว่าทะเลสาบต้าลี่ใน กระทั่งเกือบถึงสิบสองปันนานั้น ไหลผ่านโขดเขา ซอกหิน  กระแสน้ำแรง  ไม่เหมาะกับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์  

          ขณะที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณนครเวียงจันทน์มีที่ราบลุ่มขนาดใหญ่  ได้มีการค้นพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเก่าแก่ยุคประมาณ  500  ปี  ก่อนคริสตกาล

บริเวณดังกล่าวมีความสัมพันธ์ทางอารยธรรมกับเวียดนามเหนือแถบลุ่มน้ำแดง  ทำให้ตัวเมืองเวียงจันทน์เมื่อ  1,000  กว่าปีก่อนเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่ติดต่อระหว่างดินแดนภายในลุ่มแม่น้ำโขงกับชายฝั่งทะเลของเวียดนาม             


            ดังนั้น   ดินแดนบริเวณเวียงจันทน์ลงมาถึงเขตภาคอีสานของไทยเป็นดินแดนที่รองรับการเคลื่อนย้ายประชากรจากเขตชายฝั่งทะเลของเวียดนาม  และกลายเป็นเขตวัฒนธรรมย่อยของแม่น้ำโขง  ซึ่งมีความเชื่อเรื่องพญานาคร่วมกัน


            แม่น้ำโขง นั้น   เริ่มต้นในประเทศจีนบริเวณเทือกเขาหิมาลัยมีชื่อเรียกว่า ‘ ลานซางเจียง”   ไหลผ่านประเทศพม่า  เมื่อเข้าสู่เขตแดนไทย-ลาว เรียกว่า “แม่น้ำของ” หรือ “แม่น้ำโขง”เมื่อไหลลงไปถึงกัมพูชาจะไหลรวมกับโตนเลสาป   และไหลไปสู่ทะเลสาบเขมรหลังจากนั้นแม่น้ำโขงไหลสู่ดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่ประเทศเวียดนาม ก่อนไหลลงสู่ทะเลจีนใต้คนเวียดนามเรียกแม่น้ำโขงว่า “ เกาลอง ” หรือ  “   เก้ามังกร ” 

          ความยาวของแม่น้ำโขงจากต้นกำเนิดถึงบริเวรที่แม่น้ำไหลออกสู่ทะเลจีนใต้มีความยาวถึง 4,909 กิโลเมตร เฉพาะในกลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งหมายถึงพื้นที่ประมาณ

86 % ของกัมพูชา

 97% ของลาว  

20% ของเวียดนาม และ 35% ของประเทศไทย

มีพื้นที่รวมกันประมาณ 810,000 ตารางกิโลเมตร

มีพื้นที่ชุมน้ำ 795,000 ตารางกิโลเมตร 

โดยมีปริมาณน้ำไหลลงสู่ทะเลจีนใต้เฉลี่ย 475,000 ล้านลูกบาศก์เมตร


            แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ของโลก  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับสามรองจากแม่น้ำอเมซอนในอเมริกาใต้ 
แม่น้ำแซร์ในทวีปแอฟริกา  มีการสำรวจพบพันธุ์ปลา 450-1,300 ชนิด สัตว์น้ำเหล่านั้นมีความสำคัญต่อความมั่นคงในวิถีชีวิตของประชาชนกว่า 70 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง


            การตั้งถิ่นฐาน  และกิจกรรมต่างๆ  ของมนุษย์จนถึงกลางศตวรรษที่ 20 ก่อผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อแหล่งปลาในลุ่มน้ำโขงบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำสาขาสายหลักๆ  ของแม่น้ำ  ทั้งยังพบว่าจากน้ำอูทางตอนเหนือของหลวงพระบางในลาว ถึงเซซานทางตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา  พื้นที่ป่าบุ่งป่าทามในบริเวณแม่น้ำสงครามทางภาคอีสานของประเทศไทย  ทะเลสาบเขมรและดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนเหนือก็ถือได้ว่ายังมิได้ถูกบุกรุกมากนัก


            สิ่งที่ต้องย้อนกลับไปดูก็คือ  แนวทางการพัฒนาแม่น้ำโขงโดยสร้างเขื่อนจำนวนมากมายในแม่น้ำสายนี้นั้น  สะท้อนให้เห็นว่าการที่เราพยายามแก้ปัญหาโดยเอามนุษย์เป็นตัวตั้งเป็นศูนย์กลาง  โดยเฉพาะเหล่าผู้คนที่มีอำนาจในสังคมที่มักจะตัดสินใจทำลายทุกอย่างเพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่างมาสนองความต้องการของเขาโดยไม่ใส่ใจหรอกว่า ผู้คนร่วมแผ่นดินจะเป็นอยู่กันอย่างไร

            จากข้อมูล แม่น้ำโขง  : การพัฒนาโดยรัฐชาติ   ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา  แม่น้ำสายนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยสงครามและสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน  สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติทั้งในบริเวณลำน้ำ และที่ราบน้ำท่วมถึงแหล่งจับปลาและป่าไม้  ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของประชาชนลุ่มน้ำโขงที่เปลี่ยนไปภายใต้แผนพัฒนาต่างๆ   เช่น

        แผนพัฒนาลุ่มน้ำโขงภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง

 
            ความคิดในการพัฒนาลุ่มน้ำโขง  มีเค้าโครงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 โดยสหรัฐอเมริกาเข้ามาผลักดันให้เกิดแผนการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคที่แฝงไว้ด้วยข้อตกลงทางการเมืองและการทหาร  เช่น  การก่อสร้างเขื่อนโครงการที่ได้รับความสนใจและมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากคือ  เขื่อนผามอง   เนื่องจากต้องอพยพชาวบ้านประมาณ 400,000 คน  และมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมจึงเกิดกระแสคัดค้านจนไม่สามารถสร้างเขื่อนผามองได้   และในที่สุดแผนการผลักดันการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในฐานทัพ  และการสร้างถนนให้เป็นถนนสายยุทธศาสตร์ในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ต้องหยุดชะงักลงเมื่อสงครามอินโดจีนได้อุบัติขึ้น


            อาจกล่าวได้ว่าความพยายามในการร่วมกันจัดตั้งกลไกระหว่างรัฐบาลของลุ่มน้ำโขง ไม่เคยหยุดชะงัก  โดยประเทศกัมพูชา  ไทย  เวียดนาม  และประเทศลาว  ได้ตกลงร่วมกันในการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน เพื่อการสำรวจแม่น้ำโขงขึ้นในปี พ.ศ. 2521  เพื่อพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง  โดยมุ่งเน้นการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า และการชลประทาน เช่น  เชื่อนอุบลรัตน์   เขื่อนสิรินธร  เขื่อนน้ำกก   เขื่อนปากมูล  หรือเขื่อนน้ำงึมในประเทศลาว   รวมทั้งโครงการปรับปรุงการเดินเรือในลำน้ำโขงให้สะดวกมาขึ้น

            

     ต่อมาประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างทั้ง 4  ประเทศก็ได้ลงนามใน   “  ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน  ”    ร่วมกันที่จังหวัดเชียงราย

    ข้อตกลงครั้งใหม่นี้ทำให้ “คณะกรรมการแม่น้ำโขง”(Mekong committee) กลายเป็น    “  คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง  ”  (Mekong  RiverCommission   หรือ   MRC)  ในปัจจุบัน

 

          * ในปี  2536 ประเทศในเขตลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน  คือ จีน พม่า ลาว ไทย   มีความเห็นที่จะพัฒนาการขนส่งทางน้ำในแม่น้ำโขง   เนื่องจากปัจจุบันนี้สายน้ำที่กั้นระหว่างผาฟ้ากับบ้านน้ำยอน  ( ฝั่งลาว)  การขนส่งทางเรือใช้เรือสินค้าขนาด  50  ตัน      และหากได้รับการปรับปรุงร่องน้ำสายนี้โดยการระเบิด  แก่ง  ผา  ดอน บางส่วนในน้ำแม่โขงออกไป  จะสามารถเดินเรือขนาด 500  ตันได้

ข้อมูลอย่างเป็นทางการยังได้ทำการสำรวจพบว่า    ตั้งแต่มุดพรมแดน  พม่า – จีน  จุดระวางที่ 243  จนถึงบ้านห้วยทรายของประเทศลาว  ( ฝั่งตรงข้ามเชียงของ)  มีสภาพเป็น แก่ง ผา ดอน  กว่า  100  แห่ง   ที่ถูกระบุว่าเป็นร่องสายน้ำอันตรายในการ เดินเรือ

ในโครงการนี้  ยังได้มีการจัดทำแผนพัฒนาแบ่งพื้นที่การปรับปรุงร่องน้ำออกเป็น 3  ระยะ  คือ.-

       ระยะแรก : ระเบิด 11 แก่ง  10  กลุ่มหิน (เพื่อให้สามารเดินเรือระรางบรรทุกได้อย่างต่ำ 100 ตัน)

       ระยะที่ 2  : ระเบิดอีก 51 แก่ง  และดอนต่างๆ (เพื่อให้สามารเดินเรือระรางบรรทุกได้อย่างต่ำ 300 ตัน)

  ระยะสุดท้าย  : ปรับปรุงทางน้ำให้มีลักษณะคล้อยลำคลองปรับสภาพพื้นดินริมฝั่ง(เพื่อให้สามารเดินเรือระรางบรรทุกได้ตามเป้าหมาย  500 ตัน )

          เมื่อครบ 3  ระยะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว  ในข้อตกลงยังระบุ “   ห้ามมิให้วางข่าย  หรือเครื่องมือใดๆที่เป็นการกีดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือขนาดใหญ่...ฯลฯ   ” 

          บทสรุปในเรื่องการปรับปรุงเส้นทางสายใหม่นี้  ก็คือ  การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นเส้นทางการค้าเสรีเต็มรูบแบบ  วิถีสายน้ำแห่งชีวิตของชาวบ้านริมสองฟากฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงอาจจะถึงกับล่มสลายไป  

 

          เส้นทางเศรษกิจสายใหม่   ที่บังอาจทับถมวิถีชีวิตเส้นทางเดิมของชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่น

          แก่งอาฮง   ที่อยู่เบื้องหน้านี้ คือส่วนที่แคบที่สุด แต่ที่นี่แหละเป็นส่วนที่ลึกที่สุด  จนมีชื่อเรียกกันว่า   “ สะดือแม่น้ำโขง ”  และยังเชื่อกันว่าบริเวณใต้ผืนน้ำนี้เอง  คือ  เมืองหลวงของ นครบาดาลเมืองบาดาล    ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า ใต้ผืนน้ำแก่งอาฮงนี้   มีถ้ำที่เชื่อมต่อฝั่งไทยไปถึงภูเขางูในเขตประเทศลาว

      โครงสร้างของธรรมชาติแม่น้ำโขง ที่มีแก่ง ผา ดอน  ยังเป็นตัวบังคับให้สายน้ำโขงไหลไปตามร่องตามรอย  ละเป็นการรักษาสภาพลำน้ำลึก  แก่งบางแห่งยังทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สายน้ำไหลเชี่ยวกรากมากเกินไป 

          นอกจากนี้แก่งยังเป็นปอดเป็นตับ  ที่ฟอกแม่น้ำ   สร้างออกชิเจนให้แม่น้ำอีกด้วยในบางขณะเมื่อน้ำกระพื่มขึ้นลง จึงเหมือนว่า สายแม่น้ำโขงกำลังสูดลมหายใจ

เพื่อสร้างออกชิเจนให้ปลาใหญ่น้อยนั่นเอง

 

          ความเชื่อเรื่อง “ พญานาค ” ของชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่นริมสองฟากฝั่ง  ยังคงอยู่ยืนยงสืบเรื่อยไปด้วยการโอบอุ้มเข้าด้วยวิถีชีวิตแห่งสายน้ำแม่น้ำโขง  ผสมผสานวัฒนธรรมความเชื่อและพิธีกรรม   คำสอนของศาสนา ตราบชั่วลูกชั่วหลานต่อไป

             เส้นทางสายพญานาค    ก็ยังคงเป็นไปตามครรลองปกติ 

    

          แต่เมื่อใดก็ตามที่สายน้ำแม่โขงป่วยไข้ด้วยโรคติดต่อทุนนิยมที่ร้ายแรง   ถูกปิดกั้นด้วยเขื่อน หรือระเบิด แก่ง  จนพินาศ    ด้วยการแผ่อำนาจและการเมือบกินของยักษ์ใหญ่ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์   

           “ เส้นทางเศรษกิจสายใหม่ ”  อาจจะทับถมวิถีชีวิตเส้นทางเดิมของชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่นซึ่งอดีตเมื่อครั้งหนึ่งเคยเล่าขานว่าเป็น  “  เส้นทางสายพญานาค ”    เป็นแน่แท้ ฯ   

          ในความคิดของผู้เล่าเรื่อง ก็เห็นด้วยกับข้อเขียนของท่านพี่ใหญ่ใจดี  จิตติมา   ผลเสวก ที่ได้ให้นิยามเชิงอุดมคติว่า “ นาค  ” ก็คือ   ผู้คนท้องถิ่นของทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง

            ผู้คน  ชาวบ้านชุมชนที่เป็นเผ่าพันธุ์ ลูกหลานของ พญานาค  ที่ทอดตัวเลาะเลื้อย  ซอกซอนไปตามผืนดิน   โขดหิน  แก่ง ดอน ร่องสายน้ำ  และดงป่า  ตลอดถึงเมืองใหญ่ .. ฯ


ฅนขอบคุณ

* พากลางเว็นท่านนิติกร  อบต.ชุมช้าง  กิ่งอ.รัตนวาปี ฯ

      * ข้อเขียนเล่าเรื่อง “ แผ่นดิน เมือใหม่ ของท่านพี่ใหญ่ใจดี  จิตติมา ผลเสวก

* ชุมชนคนรักป่า/ สำนักพิมพ์สานใจคนรักป่า  พันธมิตรภาคเหนือ

* ข้อมูล MRC และภาพ  จาก  www.sentangonlin


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 24
ณชาติหนึ่ง วันที่ : 11/12/2007 เวลา : 10.33 น.
http://www.oknation.net/blog/nnnnnn
_ข้าพเจ้าเป็นสุขกับทางโลก...เสมอด้วยทางธรรม_

ข้าพเจ้าตามมาฟังเรื่องเล่าขานในวันวานที่ห่างหายของท่านพี่

เป็นอย่างนี้นี่เองดอกหนา ทุกข์ทรมานปานสิ้นใจเชียวหรือนี่

ใช้เวลาอ่านอยู่นาน กระทั่งมาเจอบทสรุปสุดท้าย อ่านแล้วแสนดีใจ

พี่ท่านเลิกได้จะเป็นผลบุญอันประเสริฐเป็นแน่แท้เจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 23
นายสิบหมื่น วันที่ : 11/12/2007 เวลา : 09.59 น.
http://www.oknation.net/blog/namsean
ลูกชาวนา...ลูกอีสาน...

ขอบคุณหลายๆคับสำหรับข้อมูลดีของการตั้งชื่อลูกคับ
ความคิดเห็นที่ 22
ฅนไทบ้าน วันที่ : 09/12/2007 เวลา : 00.21 น.
http://www.oknation.net/blog/konthaiban

มวลมิตรอันเป็นที่รักยิ่ง ของ ข้าพเจ้า ..ฯ
พบกันคราค่ำ. . เมื่อวันพ่อมาบรรจบที่ล่วงเลยแล้ว



ขอบคุณทุกท่านที่ได้แวะหามาเฮือนบ้านฯ
อภัย ..ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมยามถามไถ่ ท่านทั้งหลายตามสมควร ด้วยเพราะอันเนื่องมีเหตุสุดวิสัยด้วยอาการกำเริบชนิดเฉียบพลันรุนแรงของโรคพิษสุราลงคอล่วงหล่นทับหลอดกล่องเสียงบวมอักเสบ


จึงจำต้องนอนกระสับกระส่ายซดน้ำนมและหยดน้ำข้าวต้มอยู่หลายชาม อีกทั้งยังต้องกรอกยาแก้ปวดต้านพิษ จนเมายาแผนปัจจุบันยิ่งกว่าน้ำเมาเสียอีก
ผลของยาทำให้ต้องนอนซมเพราะพิษไข้ป่วยเจ็บหน็บหนาวสั่นร้าวลึกเข้าถึงกระดูกและกระดอกหัวใจ นี้ฯ

- ไม่เห็นแม้เดือนเพ็ญกระจ่าง ฤา พลุเฉลิมพระเกียรติแด่พ่อเหนือหัว
- ไม่ได้ยินแม้เสียงเสนาะคำพรจากบพ่อบังเกิดเกล้า........

และว่าทุกสรรพสำเนียงเงียบสงบระหว่างบานพับหน้าต่างริมระเบียง และ ลมหนาวที่ยื่นหอกมาถิ่มแทงอกจนร้อนระบม ทรมานอะไรปานนี้ ..ฯ


ขอบคุณยาใจฯ ที่คอยส่งน้ำ,ส่งยา และทั้งถีบทั้งลากไปหาหมอ (ซึ้งใจจริงๆ ฮือๆ..)


(๑)

หลายปีที่ผ่านมา
ร่างกายคงจะประท้วงด้วยการรัดวงจรภายในด้วยระบบตัดตัวเองอัตตโนมัติ
ว่า “ ประกาศนี่เป็นการเตือนครั้งสุดท้าย ถ้าไม่หยุด ตูเอามรึง' ตายยยแน่ ! กึ๊ย ๆ”

( อันนี้ ข้าน้อยฯ คิดเพ้อไปเอง เออ .. หรือจะจริงหว่า ! )

เท่าที่นึกได้ปีที่ผ่านมา นับเป็นการกรำทั้งงาน ราษฏร์-หลวง-วัด-ขอแรง ฯลฯ
กำ(ตำ)ทั้งจอก ก็หนักๆ ให้พอดีพอเพียงกับงาน แบบพอดิบพอดีจริงๆ ๕๕๕ !!!


พลันที่เคาะแป้น นี้ ! ลิ้นชักความทรงจำทำให้ข้าน้อยฯ นึกถึง ท่านอาวุโส .. ผู้หนึ่ง !



(๒)

เป็นท่าน...โกวเล้ง ฉายามังกรโบราณ
[* ชื่อจริง นามว่า .. นายสงย่าวฮว๋า ชาวจีน เชื้อสายเจียงซี เกิดในฮ่องกงเติบโตต่อสู้เผชิญชีวิตอย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่อายุ 14 ปี ที่ไต้หวัน]


มังกรโบราณอาวุโสท่านนี้ ได้เคยผ่านชีวิตในวงนักเลงตั้งแต่วัยรุ่น เคยถูกทำร้ายด้วยมีดจนอาการสาหัสแต่ก็รอดมาได้ เคยแต่งงาน เคยหย่า เคยมีความรัก เคยขาดคนใส่ใจ เคยแร้นแค้น ยากจน เคยรุ่งเรืองฟุ่มเฟือยทั้งเงินทองและชื่อเสียง เคยตกต่ำจนไร้คนมอง

ที่เป็นตำนานเลื่องลือก็คือ...การได้เสพสุรารสจนเป็นวิสัย เคยเลิกดื่มสุรา
และในนาทีสุดท้ายของชีวิต เขาเสพสุราอีก...คำรบ

ท่านมังกรอาวุโสเคยรำพึงวาทะอันสะท้านยุทธจักร ..ว่า

" ... บนโลกนี้มีของเหลวล้ำค่าอยู่เพียงชนิดเดียว
ของเหลวนี้คือ.... สุรา

เพราะนอกเสียจาก ความตาย มีเพียงสุราเท่านั้น
ที่สามารถบันดาลให้คนลืมเรื่องที่เขาไม่ควรจะคิดถึง
มีเพียงสุราเท่านั้นที่สามารถทำให้คนลืมเรื่องบางเรื่องได้
ด้วยทัศนะต่อชีวิตที่ว่า คนคนหนึ่งหากยังสามารถรับประทานอาหารได้ หากยังดื่มสุราได้
เขาผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่มีโชคดี ... "


แต่แล้ววันหนึ่ง โกวเล้ง ก็ถูกหมอสั่งห้ามดื่มสุราอย่างเด็ดขาด
เขาปฏิบัติตามก่อนที่จะหวนกลับไปดื่มใหม่ ซึ่งต้องทำให้เขากลับเข้าโรงพยาบาลอีก วนเวียนอยู่แบบนี้สามครั้งสามครา

ความตาย…! มีเพียงครั้งเดียว ไม่มีครั้งที่สองอย่างแน่นอน

หลายคนเชื่อกันว่าการตายของโกวเล้ง เป็นการฆ่าตัวตาย
ทั้งนี้เนื่องจากเขามักแสดงออกให้รับรู้กันว่า เขาไม่อาจทนชีวิตที่ปราศจากสุราได้

ก่อนเสียชีวิต 3 วัน
ท่านโกวเล้ง ดื่มสุราที่ย่ายเป่ยโถวชาน ไทเปติดต่อกันทั้งสามวันสามคืนนั้น จนกระทั่งสลบไป
ต่อมาแพทย์วินิจฉัยพบว่า ตับของเขาแข็งไปแล้วโดยสิ้นเชิง

ในที่สุดวันที่ 21 กันยายน 2528 เวลา 18.06 น. มังกรโบราณก็คืนหลับสู่ฟากฟ้า...


ในงานศพของโกวเล้ง มิตรร่วมดื่มผู้รู้ใจ

๑ คือ หวางหยู่ ผู้เป็นจอมยุทธทั้งนอกจอและในจอภาพยนตร์ ได้บรรจุสุรา เฮนเนสซี่เอ็กซ์โอจำนวน 48 ขวด ตามอายุของผู้ล่วงลับลงไปในโลง
ก่อนปิดฝาโลง

อีกหนึ่งสหายคือ ... หนีควัง นักเขียนบทภาพยนตร์ สหายสนิทและพี่น้องร่วมสาบาน ใช้สำลีจุ่มเหล้าแล้วบรรจงบีบมันให้หยดลงใส่ลงไปในปากของ โกวเล้ง
ขณะที่เพื่อนพ้องร่วมดื่มให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย


นั่นเป็นสุราหยดสุดท้ายที่เขาได้ดื่ม
แม้ขณะไร้ลมหายใจ!


*************************************
เพื่อเป็นการให้โบนัสกับร่างกายอันบอบบางอันน้อยๆพองามนี้ ข้าน้อยจะขอให้โบนัสวันหยุดกำ(ตำ)ทั้งจอกไปสักระยะ ( แบบหักดิบให้งงไปเลย ๕๕๕! )

*************************************
ชื่นเช้าวันเสาร์ น้องสหายเอ็ดฯ ร่วมหอเดียวกัน นำมาจากบ้านที่เจียงฮายหอบเหล้าอุมัดใส่ถุงมาฝาก บททดสอบแรกที่สร่างไข้ บังเอิญจริงๆๆ ........


“ ไม่ได้หรอก ว่ะ เอาไว้ห้องเอ็งนั่นแหล่ะ ช่วงนี้ถือศีล 8 ทำดีเพื่อพ่อ ”

สหายน้องฯ ค่อนข้าง งง ! กับเหตุแปรผันเหมือนเจอสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่น่าเป็นไปได้


(๓)

เป็นครั้งแรก ที่เห็นเหล้าแล้ว น้ำลายไม่ร้สึกเหนียวรื่น
ข้าน้อยฯ เร่งรุดไปงานสัมนาฯ ด้วยหัวที่ใจปลอดโปร่งดีจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 21
หนาแป้นปีก วันที่ : 08/12/2007 เวลา : 17.55 น.
http://www.oknation.net/blog/hanpanpeek

ลุ่มน้ำซี เป็นลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขง เลยแวะมาเยี่ยมยาม
ความคิดเห็นที่ 20
มุสิกะตะวัน วันที่ : 07/12/2007 เวลา : 12.11 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

หายป่วยเร็วๆ นะสหาย
ความคิดเห็นที่ 19
มุสิกะตะวัน วันที่ : 05/12/2007 เวลา : 07.53 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

วันที่ 7 ธันวาเวลาเย็นๆ ถ้าท่านว่างเชิญมาพบปะ ในงานมหกรรมรวมพลคนกินปลา ที่ถนนพระอาทิตย์ ดูรายละเอียดที่บล็อค มุสิกะตะวัน
ความคิดเห็นที่ 18
Ch.Minivet วันที่ : 29/11/2007 เวลา : 17.32 น.
http://www.oknation.net/blog/ChMinivet
สัมมนาประสาเหยี่ยว (TRG Raptor Seminar) วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2551 ณ ห้องบรรยาย 1 อาคารเรียนและปฏิบัติการ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตร ถ.พหลโยธิน กทม.  ..ฟรี  “เรียนเชิญนักดูนกและถ่ายภาพนกทุกท่านเพื่อร่วมสังสรรค์ก่อนฤดูกาลดูเหยี่ยวอพยพ”

อ๋อ! นั่นเอง.." เส้นทางสายพญานาค"..อีกความเข้าใจ..
... ... ...
ไม่ได้แวะเข้ามานาน..ยังอ่านทัน..
ความคิดเห็นที่ 17
ปี๊นปี๊น วันที่ : 28/11/2007 เวลา : 20.02 น.
http://www.oknation.net/blog/peanpean
"ไม่ได้อะไรก็ไม่เป็นไร แค่มีคุณธรรมก็พอแล้ว"


ความคิดเห็นที่ 16
ณชาติหนึ่ง วันที่ : 23/11/2007 เวลา : 13.22 น.
http://www.oknation.net/blog/nnnnnn
_ข้าพเจ้าเป็นสุขกับทางโลก...เสมอด้วยทางธรรม_

ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านพญานาคป่วยไข้
แต่ก็คงทำได้แค่ไม่อยากเทานั้น...

มาช่วนพี่ท่านไปร่ำกลอนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 15
มุสิกะตะวัน วันที่ : 22/11/2007 เวลา : 11.57 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

ทานโทษ มาจาก นิราศพระบาท ต่างหากเล่า
ความคิดเห็นที่ 14
มุสิกะตะวัน วันที่ : 22/11/2007 เวลา : 10.45 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

๏พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัทม์
เป็นครุฑอัดยืนเหยียบภุชงค์ขยำ
หยิกขยุ้มกุมวาสุกรีกำ
กินนรร่ำรายเทพประนมกร
ใบระกาหน้าบันบนชั้นมุข
สุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัสสร
ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคนธร
กระจังซ้อนแซมใบระกาบัง
นาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อย
ใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง
เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง
วิเวกวังเวงในหัวใจครัน

สุนทรภู่ จากนิราศเมืองแกลง
ความคิดเห็นที่ 13
ปี๊นปี๊น วันที่ : 21/11/2007 เวลา : 20.48 น.
http://www.oknation.net/blog/peanpean
"ไม่ได้อะไรก็ไม่เป็นไร แค่มีคุณธรรมก็พอแล้ว"

มีสิ่งมากมายครับที่เรายังไม่รู้
ตัวผมเองไม่เคยรู้อะไรเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 12
มุสิกะตะวัน วันที่ : 21/11/2007 เวลา : 13.48 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

สบายดี ทนายพงษ์
ความคิดเห็นที่ 11
ณชาติหนึ่ง วันที่ : 20/11/2007 เวลา : 12.09 น.
http://www.oknation.net/blog/nnnnnn
_ข้าพเจ้าเป็นสุขกับทางโลก...เสมอด้วยทางธรรม_


ท่านฅนไทบ้าน กลับมาอีกที ครานี้นำพญานาคมาด้วยซิ
ใจตรงกันเลยค่ะ ที่บ้านข้าพเจ้าก็มีพญานาคเหมือนกันค่ะ
คิดถึงนะคะ ห่างหายไปเสียนานเลย
ความคิดเห็นที่ 10
joeyman วันที่ : 18/11/2007 เวลา : 21.51 น.
http://www.oknation.net/blog/inmind

มีจริงแล้วเราได้อะไร ไม่มีแล้วเราได้อะไร
ความคิดเห็นที่ 9
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 17/11/2007 เวลา : 20.54 น.
http://www.oknation.net/blog/guide007
โลกนอกห้องเช่ามันช่างปลอดโปร่งเสียเหลือเกิน...

เรื่องราวงูยักษ์แห่งสายน้ำที่ได้รับการรับรองในฐานะแหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์ไปแล้ว

ในแง่คติความเชื่อ พญานาค น่าจะหมายถึง แม่น้ำของ นะ
ความคิดเห็นที่ 8
ภาษาหลากสี วันที่ : 17/11/2007 เวลา : 19.01 น.
http://www.oknation.net/blog/pasalarksee
นิดนรี

เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากค่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
vpts439 วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 15.55 น.
http://www.oknation.net/blog/vpts439dependent
vpts439- - - - - - - - - ->@/\_/\@


ขอบคุณพี่ ฅนไทบ้าน สำหรับบทความนี้
ผมเคยไปเยี่ยมพี่ชาย ถึงแต่ ท่าบ่อ และไปเที่ยวในตัวเมืองหนองคายครับ ยังไม่เคยไปดูหรือ เที่ยวที่อื่นเลย

แต่ครั้งแรกที่ผมได้เห็นแม่น้ำโขง ผมว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากครับ ..... ผมชอบแม่น้ำโขง และผมชอบหนองคายด้วย เพราะอากาศดีมากๆๆ
ความคิดเห็นที่ 6
มุสิกะตะวัน วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 15.25 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

ยอดเยี่ยมครับ นาคาสัญจร
ความคิดเห็นที่ 5
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 14.01 น.
http://www.oknation.net/blog/NARKA

คือทั้งฝรั่งเจ้าตำรา หรือคนไทยที่ไปศึกษามาก็จะวิจัยค้นข้อมูล ค้นหาสถานที่ต่างๆตาม หลักการวิจัยเชิงสังคมศาสตร์
ผลลัพธ์ของข้อมูลทฤษฎี เชิงประจักษ์ก็คือชาติพันธ์ของมนุษย์นั่นเอง
แต่ในความเป็นจริง วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ถึงมิติต่างๆอันเร้นลับได้
การที่มนุษย์ตั้งชิ่อเผ่าพันธ์ของตนเองนั้นอนุมานได้ว่าตั้งชื่อตามสิ่งที่พบเห็นนั่นเอง มิใช่ว่ามีแต่มนุษย์แต่ไม่มีพญานาค ตามที่นักวิจัยค้นคว้ามา
แท้จริงพญานาค เป็นภพภูมิอีกมิติหนึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าค้นพบแบบเข้าไปในมิตินั้นๆได้
ทฤษฎีขดลวด ที่กล่าวถึงมิติต่างๆคู่ขนานไปกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ เหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ของโลกต่างยอมรับแล้วว่าเป็นจริง
ดังนั้นสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต หรือพลังงานทางจิตของพระป่าผู้ปฏิบัติธรรม ที่สามารถล่วงรู้หรือสามารถเข้าถึงมิติเหล่านี้ได้จึงเป็นความจริง
เนื่องจากพญานาค อยู่คนละภพภูมิกับมนุษย์หรือคนละมิติกัน
ดังนั้นการพบเห็นพญานาคส่วนใหญ่มักจะเป็นอุปทาน หรือ ธรรมชาติจริงๆเช่นเจองู เจอรอยต่างๆแล้วทึกทักกันว่าใช่ เห็นบั้งไฟพญานาคก็ทึกทักกันว่าจริง แล้วเชื่อ
โดยแท้ที่จริงก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเท่านั้น
ผู้ที่สามารถพบเจอพญานาคตัวจริงที่ออกจากมิติของเขามายังโลกมีน้อยรายมาก ส่วนใหญ่เป็นพระป่าสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
นอกนั้นก็เป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่บังเอิญพบเจอบ้างเล็กน้อย
เพราะบางทีเจอเขาแต่ก็ไม่รู้จักก็มีมาก เพราะเขาสามารถเปลี่ยนรูปเป็นสัตว์เป็นคนได้ จึงไม่มีผู้ที่รู้จัก
พระบางองค์ปฏิบัติยังไม่ถึง เขามาทักทายก็กลัวจนภาวนาไม่ได้ก็มี
แต่ถ้าใครศรัทธาเรื่องของพระป่า ที่ท่านยืนยันว่าพญานาคมีจริง ก็ต้องเชื่อท่านร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
แต่อย่าไปหวังว่าจะได้พบเจอ ในเมื่อยังมีกิเลศอยู่เต็มดวงใจ ตายสิบชาติร้อยชาติก็ไม่มีวาสนาได้เจอพญานาค แล ฮา
ความคิดเห็นที่ 4
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 13.10 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เศร้าเนาะ..
ความคิดเห็นที่ 3
เมอร์ซีไซด์สีแดง วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 12.37 น.
http://www.oknation.net/blog/LIVRED


รู้สึกเสียดายครับ ถ้าเส้นทางสายพญานาคถูกทำลายไปจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 2
นายสิบหมื่น วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 11.47 น.
http://www.oknation.net/blog/namsean
ลูกชาวนา...ลูกอีสาน...

ผมกะเป็นลูกหลานเผ่าพันธ์พญานาคครับ

ตอนนี้ต้องห่างจากลุ่มน้ำถินฐานของเจ้าของ
ซัดเซมาหาอยู่หากินไกลหม่องคับ
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 11.21 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ไม่อยากเป็นพญานาคที่ต้องกลืนกินวิถีชีวิต จิตวิญญาณของตนเองค่ะ ... เอาเขื่อนคืนไป เอาวิถีชีวิตดั้งเดิมคืนมา...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น: