ครั้งนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ ได้ ทิ้งร่องรอยอนุสาวรีย์การพัฒนาให้ชาวร้อยเอ็ดไว้ดูต่างหน้าคือ การขุดลอก บึงพลาญชัย และขุดลอกคลองคูเมือง
ขณะที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า...
เราแพ้โรคร้อยเอ็ดจริงๆ !!!
คำเปรียบเปรย โรคร้อยเอ็ด นับเป็นความเจ็บปวดของชาวจังหวัดเกินร้อย นับจากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 30 ปี
การซื้อสิทธิ์ การขายเสียง ยังถ่วงความเจริญและกัดกินฐานราก
ประชาธิปไตย เมืองไทยอย่างต่อเนื่อง
* ข่าวการซื้อเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศในครั้งนี้ คาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยซื้อเสียงเสียงละ 200-1,000 บาทนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงที่วันจะมีการรับสมัครผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 (คืนสุนัขเห่าหอน)
และต่อไปนี้ คือ ลักษณะพฤติกรรม...อาการเกิด และการติดต่อที่เป็นเบื้องต้นหรือรุนแรงหรืออาจจะถึงขั้นเฉียบพลันของ โรคร้อยเอ็ด ที่นำมาเผยแพร่เชื้อเป็นยุทธวิธีให้ที่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใช้เพื่อเอาชนะ การเลือกตั้ง ในทุกครั้ง
1.การซื้อเสียงโดยงบประมาณของรัฐ ที่ทำกันต่อเนื่องและในฤดูกาลการเลือกตั้ง ตั้งแต่การนำโครงการที่มีเงินเข้าไปสู่ชุมชน/หมู่บ้าน จนถึงคนแต่ละคน การแจกพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ขุดสระแจกน้ำเชื้อพ่อพันธุ์วัว ฯลฯ การซื้อเสียงจึงไม่ใช่แค่ช่วงมีกฤษฎีการเลือกตั้งแล้วเท่านั้น มันมากกว่าที่พวกเราคิดและเป็นระบบต่อเนื่อง
2.การพาไปศึกษาดูงานต่างประเทศและแถมเงินช็อปปิ้ง โดยใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐต่างๆ ซึ่งทำกันทุกปีและมีความผูกพันต่อเนื่องกับหัวคะแนน
3.การใช้เงินคืนบัตรเครดิตและซื้อบัตรเติมเงินให้ คนละ 200-300 บาท วิธีนี้ไม่รู้ว่ากฎหมายและมาตรการต่างๆ จะไล่จับทันอย่างไร? ว่าเขาพากันจ่ายเงินกันตอนไหน? ที่ไหน?
4.การบริการรถรับ-ส่งพร้อมน้ำดื่ม ตลอดเวลา สำหรับไปโรงพยาบาลยามเจ็บป่วย ไปวัดงานศพ ไปงานเลี้ยงวันเกิด ไปทำบุญบ้าน ฯลฯ
5.การซื้อหวยใต้ดินโดยไม่ต้องจ่ายเงิน เมื่อไม่ถูกเลขก็ไม่ต้องจ่ายหรือมีคนไปจ่ายให้ภายหลัง
6.การอุปถัมภ์ โดยการฝากลูกเข้าโรงเรียนหรือทำงานใน อบต.เทศบาล อบจ.หน่วยงานต่างๆ และบริษัทเอกชน
7.การจ่ายเงินนอกพื้นที่ เขตเลือกตั้ง/ข้ามจังหวัดหรือไม่จ่ายเงินกันในชายแดนต่างประเทศลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม
8.การจ่ายเงินภายหลัง การเลือกตั้งสิ้นสุดและรู้ผลคะแนนว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่?
9.การขนคนกลับ โดยรถแท็กซี่หรือรถตู้ โดยจ่ายค่าโดยสารหรือค่าเหมารถให้พร้อมค่าอาหารระหว่างทาง ผู้มีสิทธิในชนบทส่วนใหญ่เป็นคนอพยพออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน
การที่พวกเขาจะกลับบ้านมาเลือกตั้งเพียงวันเดียว ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิน 1,000 บาทขึ้นไป คนหาเช้ากินค่ำ นอกจากจะไม่ได้หาเงิน/ค่าแรงในวันเลือกตั้งแล้ว ยังต้องเสียเงินจำนวนมาก
ยิ่ง กกต.ต้องการให้คนไปใช้สิทธิ 70% ขึ้นไป แสดงว่าต้องมีคนกลับบ้านไม่น้อยกว่า 30% โดยเฉพาะชาวอีสาน เพราะในยามปกติมีแต่คนแก่และเด็กน้อยอยู่ในหมู่บ้านราว 40% ที่มีสิทธิเลือกตั้ง ในอดีต โรคร้อยเอ็ด ก็มีการขนคนไปเลือกตั้งแบบนี้จำนวนมาก และประสบชัยชนะด้วย
และยังมีเอกสารทางวิชาการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อสรุปลักษณะพฤติกรรมที่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใช้เพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง
มาให้พิจารณาลักษณะพฤติกรรม... เพิ่มเติม คือ
.
1. ระบบขายตรง หัวคะแนนจัดหาคนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค อาจมีการทำบัตรสมาชิกที่มีรูปนักการเมืองติดอยู่
2. โรคร้อยเอ็ดการใช้เงินแจกจ่ายเพื่อสร้างคะแนนนิยมในตัวผู้สมัคร
3. ท่อลำเลียง หัวหน้าพื้นที่หาเสียงจะพิจารณาว่าผู้ใดมีศักยภาพพอจะได้รับเลือก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้หัวหน้าพรรคเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มจะดำเนินการชักนำให้คนผู้นั้นลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม ของพรรคตน ในสภาพดังกล่าวมีการจัดทีมงานบริหารทรัพยากรเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผู้ สมัครเพื่อให้ผู้สมัครได้รับเลือกตั้ง
4. เบิกกระสุน ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย (ท่อลำเลียง) จ่ายให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งผ่านคณะเสนาธิการ จากนั้นจะทำการเช็คคะแนนเสียง เรียกว่า " เช็คหัว "
5. เช็คหัว พฤติกรรมของหัวคะแนนหรือผู้นำชุมชน (ในหลายกรณีเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ครู เจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาเอกชน) ที่จะทำการสอบนับคะแนนเสียง ภายหลังจากแจกเงินให้กับประชาชนเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับผู้สมัคร
6. หัวย่อย ประเภทของหัวคะแนนที่แยกเป็นหัวตำบล หัวหมู่บ้าน หัวอำเภอ และหัวย่อย (มักเป็นชาวบ้านทั่วๆ ไป) หัวย่อยจะทำหน้าที่คุมคะแนนเสียงในแต่ละระดับที่ตนเองกำกับคะแนนอยู่ อัตราค่าตอบแทนระดับหัวหมู่บ้านและอำเภออยู่ที่ 500,000 บาท (เมื่อปี พ.ศ.2543) หัวย่อยมีอัตรา 10,000 บาท ในบางกรณีมีการตอบแทนเป็นรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ
7. สอบซ่อม จ่ายซ่อม หากหัวคะแนนไม่เข้มแข็งพอที่จะกุมคะแนนเสียงได้ก็จะมีการทุ่มราคาหรือ รับรองว่าจะมีการตอบแทนในรูปของสาธารณูปโภคหรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ หรือการที่พรรคใดพรรคหนึ่งถูกแย่งหัวคะแนนไป จึงต้องหาหัวคะแนนมาทดแทนโดยการจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่าเดิม
8. เป้ายิง ผู้ดำเนินงานพรรคการเมืองพิจารณาว่าจะใช้เงินจำนวนเท่าใดในพื้นที่ต่างๆ โดยพิจารณาจากรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ฐานเสียง อัตราการแข่งขัน ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2544 มีอัตราที่หัวละ 100-500 บาท ตั้งแต่เริ่มก็จะประเมินค่าใช้จ่ายรายหัวเป็นกระสุน หากจ่ายไปแล้วไม่ได้ผล (กระสุนด้าน) ก็จะจ่ายใหม่หรือเรียกว่าการยิงซ้ำ
และหากผู้สมัครรายใดมีโอกาสมากกว่าคนอื่นในกรณีการเลือกแบบพวง ก็จะเลือกจ่ายเงินจูงใจให้ประชาชนเลือกผู้สมัครเพียงรายเดียว เรียกว่ายิงโดดในระยะ 7 วันก่อนวันลงคะแนน, กรณีจำเป็นอาจมีการจ่ายหน้าคูหาเรียกว่า ยิงหน้าหน่วย จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในการนี้อาจสูงถึง 1,000-5,000 บาทต่อครัวเรือน
9. วางเรือใบ การปิดกั้นไม่ให้พรรคคู่แข่งเข้าถึงหมู่บ้านที่เป็นฐานคะแนนเสียงของคน จึงต้องกีดกันโดยการนำเอาบัตรประชาชนมาเก็บรวบรวมไว้
10. ยิงเสือเหลือง ขอร้องให้พระสงฆ์เป็นหัวคะแนนหรือผู้สนับสนุน
11. การเวียนเทียนพลร่ม การใช้บัตรประชาชนมาเวียนลงคะแนนอีก หรือชักชวนคนมาลงคะแนนตามหน่วยต่างๆ
12. ไพ่ไฟ การใช้กรรมการหน่วยหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง กาบัตรลงคะแนนเลือกตั้งแทนคนที่ไม่มาใช้สิทธิ มักทำก่อนเวลาลงคะแนนหรือหลังปิดหีบลงคะแนน
13. หวย ส.ส หวยผู้แทน หวยการเมือง การหักเหพฤติกรรมการเลือกตั้งโดยใช้การพนันเพื่อสร้างแรงจูงใจในการพลิกผัน คะแนนเสียง โดยเฉพาะการทุ่มพนันขันต่อให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในกรณีนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้ามือหวยใต้ดิน
14. บัตรเดียว 100 คะแนน การลักลอบนำบัตรออกจากหน่วยเลือกตั้งแล้วนำไปให้ประชาชนที่รับเงินจากหัว คะแนนนำไปหย่อนลงหีบลงคะแนน ทั้งนี้ ผู้จ่ายเงินจะกาหมายเลขไว้แล้วเพื่อประกันว่ามีคะแนนสนับสนุนฝ่ายตน ในขณะที่บัตรเลือกตั้งใหม่ที่ได้รับก็ต้องนำออกมาคืนให้กับหัวคะแนน
15. การจัดทัศนศึกษา การใช้งบฯส่วนตัว หรืองบฯทางราชการจัดดูงานหรือทัศนศึกษาเพื่อให้ประชาชนและหัวคะแนนได้สร้าง ความคุ้นเคยกับฐานเสียงและสร้างความมั่นใจว่าฐานเสียงจะไม่เอนเอียงไปทาง ฝ่ายอื่น และลงคะแนนให้เป็นการตอบแทน มักกระทำผ่านกลุ่มสตรี กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพ
16. การเล่นการพนัน การสร้างการต่อรองพนันขันต่อเพื่อหักเหคะแนนเสียงโดยใช้หัวคะแนนไปท้าพนัน
17. แชร์ลูกโซ่ การเสนอค่าตอบแทนนอกหนือจากการซื้อเสียงปกติ โดยเสนอเงินให้กับผู้ที่สามารถหาคะแนนเสียงเพิ่มเติมได้เป็นรายหัว เช่น ปกติจะได้รับ 100 บาท แล้วถ้าสามารถหาสมาชิกที่รับรองว่าจะลงคะแนนให้อีกได้ 5 คน ก็จะได้รับ ค่าตอบแทนอีกหัวละ 100 บาท รวมมูลค่าที่หัวคะแนนรายนี้จะได้คือ 600 บาท
18. เกมเศรษฐี การตั้งคำถามง่ายๆ ระหว่างการปราศรัยหรือพบประชาชนเพื่อจงใจแจกสิ่งของตอบแทน หรือจัดการขายสินค้าราคาถูกโดยให้พรรคพวกฝ่ายตนเป็นผู้ขายหรือลดราคาถูกจน เกินจริง
19. การปูพรมล่วงหน้า การจ่ายเงินให้ชาวบ้านล่วงหน้า เช่นการจ่ายเงินแลกกับการสมัครเป็นสมาชิกพรรค
20. การทำสัญญาเงินกู้ การจัดทำสัญญาเงินกู้เทียมเพื่อปล่อยกู้ให้กับกลุ่มหรือองค์กรทางสังคมหาก ผู้สมัครชนะเลือกตั้งก็จะฉีกสัญญาทิ้ง เป็นการประกันว่าตนเองจะได้รับเลือกตั้งหากไม่ได้รับเลือกตั้งก็จะทำให้ กลุ่มคนดังกล่าวตกเป็นลูกหนี้
21. การซื้อยกหมู่บ้าน การจ่ายเงินก้อนให้กับชุมชน เพื่อแจกแกนนำชาวบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเพื่อสร้างคะแนนนิยม หรือการให้เงินสนับสนุนกลุ่มสตรีหรือกลุ่มทางสังคมอื่นๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจและคะแนนนิยมในตัวผู้สมัคร
22. การทำสัญญาซื้อขาย การทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินโดยการวางมัดจำ เช่น การวางมัดจำซื้อที่ดิน เมื่อไม่มีการจ่ายเงินที่เหลือคู่สัญญาก็สามารถริบมัดจำ จึงเท่ากับเป็นการจ่ายเงินโดยเลี่ยงกฎหมาย
23. การสร้างหลักฐานเท็จหรือพฤติการณ์ที่ให้ร้ายแก่ฝ่ายตรงข้าม เพื่อใส่ร้ายคู่ต่อสู้ทางการเมืองเช่น การรับเอาบัตรเผยแพร่ของพรรคฝ่ายตรงข้ามแล้วในไปปิดผนึกหน้าบ้านของประชาชน ด้วยกาวแป้งเปียก ทำให้บริเวณดังกล่าวสกปรกยากต่อการทำความสะอาด เพื่อให้ประชาชนเกลียดชัง
24. การสร้างเอกสารเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามยุติการหาเสียง การสร้างเอกสารปลอมหรือจงใจให้มีลักษณะคล้ายหนังสือราชการจากหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งส่งไปแจ้งให้ฝ่ายตรงข้ามยุติการหาเสียง
25. การจ้างคู่แข่งขันให้ยุติการหาเสียง หรือล้มมวย พบมากในภาคกลาง
26. การสร้างข่าวลือสร้างสถานการณ์เท็จ หรือข่าวลือเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด เช่น ปล่อยข่าวว่าพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามจะแจกเงิน ให้ไปรอรับ ณ จุดนัดหมาย แต่เมื่อประชาชนไปถึงไม่มีผู้ใดจ่ายเงิน (กรุงเทพฯ), การปล่อยข่าวว่าคู่แข่งถูกถอนสิทธิ (กรุงเทพฯ) หรือข่าวว่าคู่แข่งป่วย อายุมาก หรือใกล้เสียชีวิต หรือถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุ (พิษณุโลก)
27. การข่มขู่หัวคะแนนของผู้สมัครรายอื่น จนถึงการฆาตกรรม เพื่อให้ยุติการหาเสียง เช่น การฆาตกรรมหัวคะแนนคู่แข่ง
ข้อมูลการเลือกตั้ง ของ จังหวัดร้อยเอ็ด ประกาศแบ่งเขต 3 เขต มีจำนวน ส.ส. 8 คน จาก 20 อำเภอ [ อัตราเฉลี่ย ส.ส.1คน ต่อประชากร 163,756.88 คน ]
เขตเลือกตั้งที่ 1. มี ส.ส.ได้ 3 คน อำเภอเมืองร้อยเอ็ด 154,080 คน อาจสามารถ 74,903 คน ธวัชบุรี 68,327 คน โพธิ์ชัย 57,039 คน จังหาร 47,645 คน ศรีสมเด็จ 37,072 คน เชียงขวัญ 27,795 คน และอำเภอทุ่งเขาหลวง 24,086 คน
รวม 8 อำเภอ จำนวนประชากร 490,947 คน
เขตเลือกตั้งที่ 2. มี ส.ส.ได้ 3 คน อำเภอสุวรรณภูมิ 116,899 คน เกษตรวิสัย 99,014 คน พนมไพร 74,967 คน ปทุมรัตต์ 52,826 คน โพนทราย 27,561 คน หนองฮี 25,657 คนและอำเภอเมืองสรวง 23,604 คน
รวม 8 อำเภอ จำนวนประชากร 501,991 คน
เขตเลือกตั้งที่ 3. มี ส.ส.ได้ 2 คน อำเภอเสลภูมิ 121,650 คน โพนทอง 108,229 คน หนองพอก 64,732 คน และอำเภอเมยวดี 22,498 คน รวมในเขตนี้ 4 อำเภอ จำนวนประชากร 317,109 คน
รวมประชากรในจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้ง 20 อำเภอ จำนวนประชากร 1,310,047 คน
จังหวัดร้อยเอ็ด มีอดีตนักการเมืองที่ถูกตุลาการรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิการเมือง (111) 2 คน คือนายระวี หิรัญโชติ กับ นายเอกภาพ พลซื่อ
ถึงเวลาที่พี่น้องชาวร้อยเอ็ด 1.3 ล้านคน ตื่นจากฝันร้าย และอาการปวดเจ็บจากแผลดวงใจที่ร้าวลึกมายาวนาน จะต้องกู่ประกาศอิสระภาพจาก โรคร้อยเอ็ด ให้หายขาดเสียที
ตลอดชั่วระยะ 30 ปี ที่ผ่านมา ..... ในนามแห่งสายเลือดเนื้อเชื้อไข ของ ลูกหลานชาวร้อยเอ็ดฯ โดยการเกิดทั้งกายและใจ ที่ได้เกิดมาด้วยความภาคภูมิใจสายเลือดแผ่นดินแม่ฯ ณ. อาณาจักรข้าวหอมมะลิโลก กระเพาะอาหารของคนโลก และ ด้วยความเป็นกระดูกสันหลังของชนชาติสยามประเทศนี้ฯ
แม้พาหนะ .... อันเป็นที่มาของเชื้อโรคร้ายอันโสมมนี้ ยังมี DNA ที่ฝังรากลึกสู่เผ่าพันธ์นักการเมืองรุ่นลุก/หลาน ของพวกพ่อค้าและศักดินาเต็มเมืองร้อยเอ็ดและเต็มสยามประเทศนี้
บนแผ่นดินแม่บังเกิดเกล้าฯ .. ของ ข้าพเจ้า และ ของเราทั้งหลาย
วันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้ ฯ
จรดปลายปากาเลือกฅนที่เลวน้อยที่สุด ไปทำหน้าที่แทนเรา กันเถอะครับ !
ฅนขอบคุณ
1.] กกต. ร้อยเอ็ด โทรศัพท์หมายเลข 043-522816-7
2.] วัชรินทร์ เขจรวงศ์ บทความข้อมูลจากนสพ แนวหน้า (สกู๊ปพิเศษ)
เลือกตั้ง '50
3.] ภาพจาก www.pwa.co.th /province
4.] ข้อมูลวิจัย อาจารย์ประสพ วงศ์หนองหว้า