| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
"เราจากบ้านมาหวังมาเรียนรู้โลกกว้าง เสียงเพลง "ศรัทธาเมื่อมาค่าย" ดังขึ้นครั้งใด ก็หมายความว่าถึงฤดูการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทของเหล่านิสิตนักศึกษาอีกแล้ว การออกค่ายฯ จะทำกันในช่วงที่ปิดเทอม แต่การติดต่อประสานงานนั้นต้องทำกันตั้งแต่ก่อนปิดเทอมหลายเดือนทีเดียว ปัญหาใหญ่ๆ ก็คือ เรื่องขออนุญาตจากคณะฯ จากมหาวิทยาลัย การขออนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ ซึ่งในสมัยนั้นบางพื้นที่ที่เราออกค่ายฯ ยังเป็น "สีชมพู" อยู่เลย บรรดานายอำเภอทั้งหลายก็ต้องพิจารณากันนานพอสมควร เพราะข่าวคราวและความเชื่อของชาวบ้านที่มีต่อนักศึกษายังไม่ค่อยดีนัก แล้วการติดต่อสื่อสารก็ไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ต้องระดมให้คนไปออกค่าย ต้องหาทุนไปออกค่ายฯ ต้องไปขอสปอนเซอร์กันวุ่นไปหมด แต่นี่คือภาพแห่งความภูมิใจของนิสิตนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในสมัยนั้น ทุกคนทำงานกันอย่างเสียสละ ไม่ได้หวังเกียรติยศชื่อเสียงอะไร ความภาคภูมิใจอย่างสูงล้นตอนปิดค่ายฯ ก็คือ ดอกไม้และรอยยิ้มจากชาวบ้านที่มาช่วยงานสร้างถาวรวัตถุและสาธารณูปโภค..นั่นก็เพียงพอแล้ว "มีไม้กระดาน กระเบื้องมุงหลังคา มีเสาเอามาไม่รอช้าสร้างบ้านเรา เสียงเพลงกระตุ้นระหว่างทำงานในค่ายๆ เรียกรอยยิ้มได้จากชาวค่ายฯ กันเองและชาวบ้านที่มาช่วย..จริงๆ ชาวบ้านนั่นแหละเป็นตัวหลักเลย เพราะนักศึกษาน่ะตอกตะปู 10 ตัวจะตรงสัก 2 ตัว...ในขณะที่เสียงเพลงในชนบทดังนั้น เสียงเพลงในเมืองเล่า..เป็นอย่างไร ตอนนั้นมีวงดนตรีอย่างวงโฮป วงสองวัย คีตาญชลี เข้ามาเล่นบ่อยมากจนเกือบจะเป็นบ้านของวงดนตรีเหล่านี้ไป จนกระทั่ง "คาราวานคืนรัง" ในคอนเสิรต ฟอร์ ยูนิเซฟ ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ในปี 2525 เนื้อหาของเพลงเพื่อชีวิตก็เบาลงไปมาก เนื้อเพลงจะเป็นการถามปัญหาสังคม หลังจาก" เหล่านกน้อยโผคืนสู่รัง" ก็มีนักแต่งเพลงจากราวไพรกลับมาสู่เมืองมากขึ้น เพลงต่างๆ ที่แต่งที่ร้องในป่า ก็ได้แพร่กระจายไปสู่นิสิตนักศึกษามากขึ้น แต่เพลงเหล่านี้มักจะถูกดัดแปลงเนื้อหาให้เบาลง หนึ่งในจำนวนนักดนตรีนักแต่งเพลงนี้ ก็มี "ธีระศักดิ์ อัจจิมานนท์" หรือ "ตือ กงล้อ" เขาได้นำเพลงมาให้วงดนตรีของ กศน. (กรรมการนักศึกษาคณะนิติศาสตร์) ชื่อวง "ปณิธาน" มาร้องด้วย เพลงนั้นคือ "รัตติกาล" ในนามผู้แต่งชื่อ "พันดาว" ซึ่งถือว่าแปลกใหม่สำหรับแนวเพลงเพื่อชีวิตด้วย ในลีลาการขับร้องคู่ และท่วงทำนองของดนตรี ก็ไม่ออกแนวดุดัน ปลุกเร้า แต่กระนั้นเพลงนี้ก็ได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่นักศึกษาขณะนั้น จนวง "ปณิธาน" สามารถผ่านเข้าไปในรอบชิงชนะเลิศในการประกวดโฟล์กซองของธรรมศาสตร์ได้ ถ้าจำไม่ผิด "ตือ กงล้อ" มาเล่นไวโอลินให้ด้วย แม้ว่าสุดท้ายจะได้แค่รองชนะเลิศโดยถูกวงโฟล์กซองจากรัฐศาสตร์ เฉือนชนะไปด้วยเพลง "Street of London" นั่นยิ่งทำให้เพลง "รัตติกาล" แพร่หลายขึ้น จนมีการนำเพลงนี้ไปออกเทปโดยมีคุณสุเทพ วงศ์กำแหง และคุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ร้องคู่กันในเพลงนี้ ต่อมาคุณธานินทร์ อินทรกำแหงและคุณทิพวรรณ ปิ่นภิบาลก็นำเพลงนี้ไปร้องคู่กันอีก และเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการบันทึกเสียงจาก OctoberZone Concert จากนักร้องคู่ใหม่ พลธรายุท ทิพยุทธ-คีตะญา สุตะระ อีกด้วยซึ่งทั้งสามวาระที่นำมาออกเทปนั้นก็ถือว่าขับร้องได้อย่างไพเราะ แม้ว่าเสียงเพลงนี้ในความทรงจำที่ร้องโดยวง "ปณิธาน" จะเร็วและได้อารมณ์กว่า นั่นก็อาจจะเป็นเพราะเป็นอารมณ์ร่วมที่อยู่ในเหตุการณ์นั่นเอง หลังจากผ่านพ้นช่วงนั้นไปแล้ว เพลงเพื่อชีวิตเริ่มแพร่หลายไปในหมู่ประชาชนมากขึ้น ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมมาก มีวงดนตรีใหม่ๆ จากหลายค่ายเทปออกเพลงและโฆษณาว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งในความคิดของผมนั้น เพลงเพื่อชีวิตได้เดินทางถึง "รัตติกาล"ของมันไปแล้ว สิ่งที่ออกมาอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นเสียงเพลงของคนเคยร้องเพลงเพื่อชีวิต ที่มาร้องตามผับเพื่อชีวิต ร้านเหล้าเพื่อชีวิต..แค่นั้นจริงๆ ขอจบชุดเพลงเพื่อชีวิตฯ ด้วยเนื้อเพลงอันเป็นผลงานของ "ตือ กงล้อ" ผู้ล่วงลับ และท่วงทำนองเพลงจากเสียงของนัร้องระดับบรมครู สุเทพ-เพ็ญศรี เนื่องจากเพลงชุดนี้หาฟังได้ยากในปัจจุบัน
รัตติกาล (ช) "รัตติกาลนี้มัวมน ฟ้าหม่นมืดมิดทรมา (ญ) ฟ้าดับเดือนลับลาดิน หรือสิ้นความหวังวางวาย (ช) ฟ้ามัวมน ดาวยังพร่างพรายดาษดื่น (ญ) ขอเธอเป็นดังดาวสกาวผ่อง (ญ) ดาวยังเด่นดังเย้ยฟ้ามัวมน (ญ) แม้นยืนหยัดต่อสู้ต่อไป มีบล็อกที่เคยนำเสนอเพลงทั้งสามเวอร์ชั่นนี้แล้ว คือ ขอบคุณ "วิหคพลัดถิ่น" เอื้อเฟื้อเพลงให้สองเวอร์ชั่น , ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต อ่านความเดิมตอนที่ 1 - "เธอผู้เสียสละ" |