• คนโทใส่น้ำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kontosainam@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-16
  • จำนวนเรื่อง : 229
  • จำนวนผู้ชม : 81065
  • จำนวนผู้โหวต : 804
  • ส่ง msg :
<< พฤษภาคม 2007 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550
Seven nights in Bangkok
Posted by , ผู้อ่าน : 938 , 13:03:33 น.  
พิมพ์หน้านี้


          วันนี้เลขาฯ ได้นำซองจดหมายมาวางบนโต๊ะทำงานของผมแยกจากจดหมายธุรกิจทั่วๆ ไปอีกครั้ง เป็นคำสั่งของผมเองว่า ถ้ามีซองจดหมายสีฟ้าลายดอกซากุระ เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษ ติดสแตมป์รูปซากุระ ให้แยกออกมาต่างหาก เพราะจดหมายนี้จะส่งมาถึงผมเดือนพฤษภาคมปีละครั้งเท่านั้น และจดหมายนี้เป็นฉบับที่ 21

          แต่เมื่อเห็นความหนาของซองจดหมายที่ต่างจากทุกๆ ปี ลางสังหรณ์บางอย่างก็เกิดขึ้น ผมรีบเปิดซองจดหมายออกดูทันที  ปีนี้ต่างจากทุกปีที่ปกติจะมีกระดาษจดหมาย 1 แผ่นและรูปถ่ายขนาดโปสการ์ด 1 ใบ ตรงที่มีซองจดหมายลักษณะเดียวกันแต่ไม่ได้จ่าหน้าซองพับครึ่งแนบมาด้วย

          ผมเปิดกระดาษจดหมายออกมาก่อน พบว่าเป็นลายมือภาษาอังกฤษที่ไม่คุ้นเคย ระบุวันที่เขียนจดหมายก่อนจะมาถึงมือผม 7 วัน เนื้อความในจดหมายอ่านได้ความว่า


      “ไทซัง


      ยูมิได้ส่งจดหมายของคุณแม่ และรูปที่ยูมิเพิ่งไปถ่ายมาเมื่อวานนี้มาให้ และหลังจากนี้คุณแม่บอกว่าให้ยูมิเขียนจดหมายถึงไทซังทุกๆ ปีด้วย ซึ่งยูมิยินดีที่จะทำเพราะไทซังก็เหมือนญาติคนหนึ่งเพียงแต่ไม่เคยพบหน้ากันจริงๆ เท่านั้น


      ขอพระผู้เป็นเจ้าอวยพระพรแด่คุณด้วย


                                                ยูมิ”

          ผมหยิบรูปถ่ายมาดู เป็นรูปครึ่งตัวของสาววัยรุ่นญี่ปุ่นในเครื่องแบบของสถาบันที่เธอเรียน หน้าตาเธอไม่ได้สะสวยนัก แต่ผิวหน้าขาวใสไม่มีสิวฝ้าเลย คิ้วเข้ม ดวงตากลมโต มุมของปากเรียวแดงจิ้มลิ้มที่เหมือนกำลังยิ้มนั้นทำให้เกิดลักยิ้มขึ้นด้วย  ผมพลิกดูด้านหลัง เห็นเป็นลายมือเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “ยูมิ อายุ 21 ปี” แล้วผมก็เปิดลิ้นชักที่โต๊ะเพื่อจะเก็บรูปรวมกับรูปของยูมิอีก 20 ใบ ที่ผมได้รับจากแม่ของเธอมาตั้งแต่ตอนเธออายุ 1 ปี
 
          ซองจดหมายที่แนบมาด้วยนั้นไม่ได้ผนึกไว้ ผมจึงหยิบกระดาษจดหมายออกมา เพียงแค่ประโยคแรกที่อ่าน ความรู้สึกเหมือนมีอะไรมาฉุดกระชากพลังในตัวของผมออกจนหมด จากม่านน้ำตาที่ทำให้จดหมายพร่ามัวก็แปรเปลี่ยนเป็นสายน้ำจากตาที่ทำให้ผมไม่อาจจะอ่านจดหมายต่อไปได้

*********************

กรุงเทพมหานคร

ในวาระฉลองครบรอบ 200 ปี

            “สวยมาก สวยจริงๆ” มิยูกิพูดขึ้นก่อนจะก้มไปดูดน้ำมะพร้าวจากถุงพลาสติก เราสองคนกำลังนั่งอยู่ที่ฐานพระปรางค์วัดอรุณฯ “ไม่น่าเชื่อว่าอยู่ใกล้แค่นี้ ไทซังก็ยังไม่เคยมาดู” มิยูกิพูดต่อ

            “บางครั้งได้ชื่นชมอาจจะดีกว่าได้ใกล้ชิดนะ ดูอย่างพระจันทร์สิ มันสวยงามมาตั้งแต่ไหน จนมีรอยเท้าของนีล อาร์มสตรองนั่นแหละ” ผมพยายามแก้ตัว ทั้งๆ ที่มิยูกิพูดถูกต้อง

            “เราจะกลับไปโรงแรมกันก่อนไหม” ผมถาม และมิยูกิก็พยักหน้ารับ ตอนนี้หน้าของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อ แก้มสองข้างแดงเปล่งปลั่งด้วยความร้อน เธอลุกขึ้นยืนปัดกระโปรงยีนส์ที่ยาวเลยเข่า ก่อนจะหยิบเป้สัมภาระมาคล้องไหล่ ผมเป็นคนแนะนำให้เธอใส่กระโปรงและเสื้อที่ไม่หนานัก เพราะบางสถานที่ที่เราไปไม่อนุญาตให้นุ่งกางเกง ส่วนอากาศยามนี้เหมาะที่สุดสำหรับเสื้อบางเบา

            เราเดินออกมาเรียกสามล้อที่ริมถนน โดยผมต้องให้เธอเกาะแขนผมไว้ ผมบอกปลายทางและต่อรองราคาเล็กน้อย ก่อนที่จะให้มิยูกิก้าวขึ้นบนรถก่อน เมื่อรถวิ่งมาบนสะพานพุทธ ลมเย็นๆ จากแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้สดชื่นขึ้น แล้วผมก็คิดไปถึงเมื่อวานนี้

            “เอี๊ยด..ด...ด..” เสียงเบรกรถดังลั่นถนนตรงมุมโรงละครแห่งชาติ เมื่อรถหยุดนิ่งผมก็วิ่งเข้าไปดูพร้อมๆ กับคนขับรถแท็กซี่คันที่เบรก ข้างๆ รถแท็กซี่คันนั้นมีหญิงสาววัยรุ่นกำลังนั่งยองๆ เก็บข้าวของที่ร่วงกระจายบนพื้นถนนเก็บใส่เป้ของเธอ

            “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” คนขับแท็กซี่ถามด้วยสำเนียงทางภาคอิสาน แต่ดูเหมือนเธอจะฟังไม่เข้าใจ

            “คุณบาดเจ็บหรือเปล่าครับ” ผมถามเธอเป็นภาษาอังกฤษ “ต้องการให้พาไปโรงพยาบาลมั้ย” เธอสั่นศีรษะ

            “เขาว่าอย่างไรครับ” คนขับแท็กซี่ถาม ผมก็บอกเขาไป

            “ยังงั้นผมไปส่งผู้โดยสารต่อนะ” คนขับแท็กซี่บอก ผมก็บอกเธอไป เธอพยักหน้า ผมเลยขอชื่อคนขับและจดเลขทะเบียนไว้ เผื่อมีปัญหาทีหลัง ก่อนที่แท็กซี่คันนั้นจะแล่นออกไปจากที่เกิดเหตุ

            “ขอบคุณมากนะคะ” เธอพูดกับผม พร้อมกับจะลุกขึ้นยืน แต่เธอก็ต้องเสียหลักจนตัวเอียง ผมรีบเข้าประคองเธอเดินกลับขึ้นมาบนทางเท้า

            “สงสัยจะข้อเท้าเคล็ดล่ะมั้ง ไปหาหมอที่คลินิกแถวนี้มั้ย” ผมถามเพราะเห็นว่าข้อเท้าเธอคงจะเคล็ดเพราะเสียหลักล้ม เนื่องจากตกใจ รถแท็กซี่คันนั้นไม่ได้เฉี่ยวหรือชนเธอหรอก

            “ขอบคุณค่ะ ถ้าคุณจะกรุณาพาฉันไป” เธอยอมจำนน เพราะคงจะเห็นว่าข้อเท้าเธอเคล็ด

            ผมจัดการเรียกสามล้อพาเธอไปคลินิกที่อยู่ตรงสี่แยกคอกวัว ในระหว่างนั้นผมกับเธอไม่ได้คุยกันเลย อาจจะเป็นเพราะต่างคนต่างพูดภาษาอังกฤษกันได้ไม่ดีนัก แต่ผมก็ต้องขอทราบชื่อเธอเพราะต้องแจ้งชื่อคนไข้ เธอหยิบพาสปอร์ตของเธอมาให้ดู ผมจึงทราบว่าเธอเชื่อ “มิยูกิ” และผมก็บอกชื่อตัวเองให้เธอรู้ระหว่างนั่งรอคิวตรวจ  หลังจากคุณหมอตรวจและให้ครีมนวดแก้เคล็ดมา ผมก็ละล้าละลังว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพราะมีนัดสังสรรค์กับเพื่อนๆ คืนนี้

            “ถ้าคุณไม่รังเกียจ ฉันจะขอเลี้ยงอาหารค่ำเป็นการตอบแทนจะได้ไหมคะ” มิยูกิพูดด้วยเสียงมั่นใจเหมือนกับได้ไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว

            “ไม่เป็นไรกระมังครับ ที่ผมทำวันนี้ไม่ได้หวังว่าคุณจะต้องตอบแทนอะไรเลย” เอ..ทำไมผมรู้สึกเขินๆ นะ

            “ตกลงนะคะ งั้นเดี๋ยวคุณพาฉันกลับโรงแรมก่อน แล้วค่อยออกมาหาอะไรกินกัน” พูดเสร็จ เธอก็คว้าแขนผม ผมทำท่าจะเบี่ยงแขนหลบ แต่นึกขึ้นได้ว่าเธอจะจับแขนผมเพราะเธอเจ็บข้อเท้า...ผมรู้สึกอายตัวเองจังเลย...ผมเลยเข้าไปยืนข้างที่เธอเจ็บข้อเท้าเพื่อรับน้ำหนักที่ข้างนั้น

            เมื่อลงมายืนริมถนนราชดำเนิน เธอขอให้ผมเรียกแท็กซี่ ผมถามชื่อโรงแรม เธอบอกว่า “โอเรียนเต็ล” ผมมองหน้าเธอแล้วถามว่า “ล้อเล่นหรือเปล่า” เธอบอกว่า “โอเรียนเต็ลจริงๆ ค่ะ”

            บนรถแท็กซี่เธอถามผมว่า “ทำไมคุณถึงคิดว่าฉันล้อเล่นเรื่องโรงแรม”

            “ก็ผมเข้าใจว่าโรงแรมนี้มีแต่พวกนักธุรกิจหรือพวกที่แต่งตัวหรูหราเข้าพัก...เอ่อ..”

            “และคุณก็เห็นว่าฉันแต่งตัวไม่เหมือนพวกนั้น?” เธอถามแทรกทันที แล้วเธอก็ก้มมองตัวเอง เธอใส่เสื้อและกระโปรงผ้าฝ้ายพริ้วๆ เหมือนกับที่ชาวญี่ปุ่นชอบใส่กัน

            “เปล่า ไม่ใช่เรื่องเสื้อผ้า แต่คุณดูเป็นเด็กเกินไป”

            “อ๋อ โอเรียนเต็ลห้ามเด็กเข้าพัก” เธอพูดกลั้วเสียงหัวร่อ ผมเพิ่งสังเกตว่าเสียงเธอใส กังวาน เป็นเสียงแบบคนมีความสุขตลอดเวลา

            เมื่อเดินเข้าไปในล็อบบี้โรงแรม ผมก็บอกกับมิยูกิว่าจะขอรออยู่ที่ล็อบบี้ แต่เธอบอกว่าให้ผมขึ้นไปล้างหน้าล้างตาได้ ผมก็มองไปรอบๆ ไม่เห็นพนักงานที่นี่มีท่าทางรังเกียจชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ของผมเลย ผมก็เลยตามไปที่ห้องพักของเธอ

..............................

            “อากาศดีจังเลยนะคะ” มิยูกิพูดขึ้นขณะที่เรือกลับลำแถวๆ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา

            “ผมก็เพิ่งเคยลงเรือมาถึงที่นี่แหละ อากาศดีจริงๆ ด้วย” เราสองคนเริ่มคุ้นกับภาษาอังกฤษแปลกๆ และการทำมือทำไม้ประกอบการพูด ใครมาเห็นคงจะนึกว่าคนใบ้สองคนคุยกัน

            ระหว่างอาหารค่ำบนเรือนั้น มิยูกิเล่าให้ผมคลายความข้องใจว่าทำไมเธอถึงมาเที่ยวเมืองไทยคนเดียว ทำไมถึงได้มาพักโรงแรมชื่อดังระดับโลก และยังเล่าด้วยว่าก่อนที่เธอจะเดินเหม่อลงไปให้รถแท็กซี่เกือบชนนั้น เธอไปเที่ยววัดสุทัศน์ วัดพระแก้วและพิพิธภัณฑ์มา ซึ่งเป็นการเที่ยววันแรกในกรุงเทพฯ ตามโปรแกรมที่เธอตั้งใจไว้ เธอเพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อคืนและเป็นการมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก

            ผมก็เล่าให้เธอฟังบ้างว่ากำลังจะกลับบ้าน..ทั้งๆ ที่จะไปสังสรรค์กับเพื่อน..พอเดินออกจากมหาวิทยาลัยจะไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าโรงละครก็เห็นเหตุการณ์พอดี

            มิยูกินั้นอายุน้อยกว่าผมปีเดียว เรียนจบอุดมศึกษาแล้ว และขออนุญาตครอบครัวซึ่งทำธุรกิจร้านอาหารมาเที่ยวเมืองไทย เพราะเคยอ่านหนังสือพบว่าเมืองไทยสวยงามน่าเที่ยวมาก จึงนัดกับเพื่อนไว้แต่บังเอิญเพื่อนมีธุระกะทันหัน ขอยกเลิก ด้วยความโกรธเพื่อนและทิฐิของเธอ ทำให้เธอตัดสินใจมาคนเดียว

            “ธุรกิจที่บ้านเธอคงดีใช่ไหม เพราะโอเรียนเต็ลนี่ได้ยินว่าราคาไม่ถูกเลยนะ” ผมยังข้องใจ

            “ร้านอาหารของคุณพ่อฉันมี 40 กว่าสาขาในโตเกียวและที่อื่นๆ อีก 2-3 เมือง” เธอเฉลยให้ผมหายข้องใจ

            “ครอบครัวของไทซังล่ะเป็นอย่างไรบ้าง”

            “พ่อผมมีสำนักงานทนายความเล็กๆ ผมก็เป็นลูกจ้างของพ่อนั่นแหละ”

            “เหมือนฉันเลย เอ้าดื่มฉลองให้นายจ้างของเราหน่อย” เธอหัวร่อจนเห็นฟันขาวสวย แล้วยกแก้วไวน์ให้ชน

            เมื่อตอนที่ผมมาส่งเธอที่ล็อบบี้โรงแรม มิยูกิก็เอ่ยปากถามผม

            “ไทซังจะรังเกียจไหม ถ้ามิยูกิขอเชิญเป็นเพื่อนไปเที่ยวด้วยกันอีกตลอด 7 วันที่เหลือ”

            ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจให้ผมตอบเธอไปทันที “ผมยินดีที่ได้เป็นเพื่อนเที่ยวกับมิยูกิครับ ถ้าหากว่าจะให้ผมช่วยจ่ายค่ารถค่าอาหารบ้าง”

            “มิยูกิดีใจมากค่ะ แต่เรื่องค่าใช้จ่ายเป็นหน้าที่ของมิยูกิเองนะคะ” ผมก็ได้แต่แบมือและยักไหล่ด้วยท่าที่คิดว่าเท่ที่สุด

            “งั้นคืนนี้ราตรีสวัสดิ์และฝันดีนะครับ”

            “ค่ะ มิยูกิจะฝันถึงไทซัง กู๊ดไนท์” เธอล้อผมเล่นอีกแล้ว

..................................

            คืนวันที่สองเราไปกินอาหารญี่ปุ่นกันที่ถนนธนิยะ ตลอดเวลาเราสองคนผลัดกันเล่าเรื่องราวต่างๆ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมเล่าเรื่อง “คู่กรรม” ให้เธอฟัง สีหน้าเธอเคลิบเคลิ้มกับเรื่องที่ผมเล่ามาก แต่สุดท้ายเธอก็บอกว่าผู้ชายญี่ปุ่นที่เธอรู้จักไม่เห็นเหมือน “โกโบริ” สักคน เธอบอกว่าจะเรียกผมว่า “โกโบริ” ผมบอกว่าไม่เอาหรอกไม่อยากเป็นพระเอก...แต่จริงๆ ผมอายต่างหาก เกิดเธอไปเรียกผมแบบนี้ต่อหน้าแม่ค้ากล้วยปิ้ง ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

            “คืนนี้ไทซังนอนกับฉันที่ห้องดีไหม เช้าๆ จะได้ไม่ต้องรีบตื่น” อยู่ๆ เธอก็พูดประโยคนี้ออกมา จนผมทำปลาดิบที่กำลังคีบอยู่หล่นบนโต๊ะ

            “เอ่อ ไม่ดีหรอกมั้งเดี๋ยวโรงแรมจะว่าเอา” ผมรีบบอก

            “นอนได้นะ จำไม่ได้เหรอว่าฉันจองห้องสองเตียงเอาไว้ แล้วฉันก็ไม่ได้ยกเลิกหรือเปลี่ยนห้องด้วย”

            “เอ่อ ผมไม่มีเสื้อผ้ามาเปลี่ยน” ผมพูดแบบรู้สึกเริ่มโกหกตัวเอง

            “โธ่ เดี๋ยวเราก็ซื้อที่ร้านแถวนี้ก็ได้ เมื่อกี้เดินผ่านเห็นขายเยอะแยะเลย”

            “เอ่อ..”

            “หรือว่าไทซังเบื่อมิยูกิแล้ว”

            “ไม่ใช่ๆ แต่ว่า..” ผมจะบอกเธออย่างไรดีล่ะ ว่ามันไม่เหมาะไม่ควร

            “งั้นเดี๋ยวออกไปซื้อเสื้อผ้ากันนะ นะ” เธอไปเป็นเซลส์ได้เลยนะเนี่ย

................................   

            แม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนสวยงามมาก แสงจันทร์สะท้อนระลอกคลื่นที่พลิ้วไหว ทำให้ผมอดใจฮัมเพลงไม่ได้ มิยูกิเดินออกจากห้องน้ำในชุดเสื้อคลุมออกมา โดยมีผ้าเช็ดผมโพกไว้บนศีรษะ

            “ไทซังฮัมเพลงอะไรน่ะ เพราะจังเลย ร้องให้ฟังได้ไหม”

            หลังจากอยู่กันมาสองวัน กับไวน์อีกขวดหนึ่งในคืนนี้ ความรู้สึกแปลกแตกต่างของเรา..หรือเฉพาะของผมนะ..เริ่มหายไป ผมเริ่มร้องเพลง “ลุ่มเจ้าพระยา” ให้เธอฟัง

            ลุ่มเจ้าพระยาเห็นสายธารา ไหลล่อง

            เพียง แต่มองหัวใจให้ป่วน

            น้ำไหลไป มักไม่ ไหลทวน

            ชีวิตเรา ไม่มีหวน ไม่กลับทวนเหมือนกัน

            เรา เกิดมา ผูกใจรัก กันดีกว่า

            เพราะว่าชีวา แสน สั้น

            เรา อย่าได้ สะเทือนหัวใจต่อกัน

            ทิ้งชีวิตอัน สุขใจ

            อย่าแตกกันเลยรักไว้ชมเชย ชิดมั่น

            จง ผูกพันรักกันด้วยใจ

            ขอจงเป็น เหมือนเช่น นกไพร

            ที่เหิรบินคู่กันไป หัว ใจ คู่กัน

            เรา เกิดมาผูกใจรัก กันดีกว่า

            เพราะว่าชีวา แสน สั้น

            เรา อย่าได้ สะเทือนหัวใจต่อกัน

            ทิ้งชีวิตอัน สุขใจ

            อย่าแตกกันเลยรักไว้ชมเชย ชิด มั่น

            จง ผูกพัน รักกันด้วยใจ

            ขอจงเป็น เหมือนเช่นนกไพร

            ที่เหิรบินคู่กันไป หัว ใจ คู่ กัน...

            “เพราะจังเลยค่ะ” เธอเดินเข้ามาหอมแก้มผม หน้าผมคงแดงก่ำและตึงด้วยฤทธิ์ไวน์นะเนี่ย

            “ไทซังรู้จักเพลงญี่ปุ่นบ้างไหมคะ”

            “นึกออกเพลงเดียวนะ เพลงโจโจซังไง ร้องได้ไหม” ตอนนี้นึกออกแค่นี้จริงๆ เพราะโรงแรมโอเรียนเต็ลคงกำลังหมุนอยู่แน่ๆ

            แล้วเธอก็ร้องเพลงนี้ให้ผมฟัง แต่สำเนียงร้องเศร้ากว่าที่ผมเคยได้ยิน ผมเห็นน้ำตาเธอคลอสะท้อนแสงจันทร์ด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้จะพูดหรือทำอะไร ก็เลยขอตัวไปอาบน้ำ

            “เพลงเนี้ย คุณแม่เคยพามิยูกิไปดูอุปรากรตั้งแต่เด็กๆ ร้องเพลงนี้แล้วก็คิดถึงคุณแม่ที่อายุสั้น ไทซังเคยได้ยินหรือเปล่า เรื่องมาดามบัตเตอร์ฟลายน่ะ” เธอพูดขึ้นเห็นผมเดินออกมาจากห้องน้ำ ผมพยักหน้ารับว่าเคยได้ยิน

            เราวางแผนเรื่องเที่ยวอยุธยากันในวันพรุ่งนี้ โดยผมจะยืมรถคุณพ่อมาใช้ตลอดเวลาที่มิยูกิอยู่เมืองไทย  หลังจากนั้นก็กู๊ดไนท์แยกย้ายกันไปนอนคนละเตียง

            ผมนอนลืมตาโพลงในห้องที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องแทรกเข้ามาทางหน้าต่าง คิดย้อนไปถึงสองวันที่ผ่านมา คิดไกลไปอีกหลายวันที่จะมาถึง

            นี่กรรมบันดาลหรือไร หรือเป็นบุพเพสันนิวาส ที่ได้ส่งมิยูกิมาพบกับผม ผมปฏิเสธตัวเองไม่ได้เลยว่าได้หลงเสน่ห์สาวสวยแห่งแดนอาทิตย์อุทัยคนนี้เสียแล้ว มันเป็นรักแรกพบ และเป็นรักครั้งแรกของผมเสียด้วย เพราะผมก็อาจจะเหมือนกับผู้ชายวัยเดียวกันอีกเป็นล้านๆ คน ที่ยังรักการเที่ยวเตร่สังสรรค์กับเพื่อนๆ มากกว่ามาคอยเคลียคลอพะนอเอาใจหญิงสาวสักคน

            เสียงสวบสาบจากเตียงของมิยูกิ ทำให้ผมต้องหันไปมอง ก็เห็นมิยูกิเดินมาที่เตียงของผม แล้วเธอก็แทรกตัวเข้ามาในผ้าห่ม เธอนอนตะแคงเอามือมากอดตัวของผมไว้

            “มิยูกินอนไม่หลับ ขอนอนด้วยคนนะคะ”     

                                     **********************    

            “ตื่นขึ้นมารับอาหารเช้าได้แล้วค่ะเจ้านาย” เสียงมิยูกิกระซิบที่ข้างหู แถมด้วยหอมอีกฟอดใหญ่ที่แก้มของผม ทำให้ผมรู้สึกตัวตื่น

            ผมมองดวงหน้าน่ารักของเธอ ไม่มีแววตาตื่นอายกับปรากฎการณ์พระจันทร์เป็นใจที่แสนจะดูดดื่มของเมื่อคืนที่ผ่านมา ผมขยับปากจะพูดขอโทษแต่เหมือนเธอจะรู้ จึงชิงใช้นิ้วชี้มาทาบปิดริมฝีปากของผม ผมจึงโน้มตัวเธอมานอนเคียงข้าง แล้วพูดด้วยคำพูดไพเราะที่สุดในโลก และจริงใจที่สุดในชีวิตของผมออกมา

            “มิยูกิ ผมรักคุณ”

            “ไทซังพูดแบบนี้มากับผู้หญิงกี่คนแล้วเนี่ย”

            “ผมรู้ว่านี่เป็นครั้งแรกของคุณ และฟูจิยาม่าเป็นพยาน นี่เป็นครั้งแรกของผมด้วยเหมือนกัน”

            มิยูกิหัวร่อคิกกับคำสาบานของผม พลางซุกไซร้ต้นคอแล้วงับที่ติ่งหู “ลุกขึ้นได้แล้ว โชเฟอร์ขี้เซา”

            ผมพามิยูกิขึ้นแท็กซี่ไปที่บ้านของผม เพื่อไปเอารถ เมื่อเดินผ่านรั้วบ้านเข้าไปพบคุณพ่อของผมกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ระเบียงบ้าน ผมแนะนำมิยูกิให้คุณพ่อรู้จัก เธอยกมือขึ้นไหว้แล้วพูดไทยสำเนียงของเธอ

            “ซาหวัดดีก๊ะ”

            “สวัสดีครับ กินอาหารเช้ากันมาหรือยัง” พ่อของผมพูดตอบด้วยภาษาอังกฤษ

            “เรียบร้อยแล้วครับ เดี๋ยวผมขอเอารถออกเลยนะครับ สายแล้วเดี๋ยวแดดร้อน” ผมตอบแทนมิยูกิ

            พ่อของผมพยักหน้าและบอกกับเราสองคนว่า “เที่ยวให้สนุกนะ”

            ความจริงผมได้คุยกับพ่อในคืนแรกหลังจากส่งมิยูกิที่โรงแรมแล้วทั้งเรื่องขอยืมรถและจัดการเรื่องงานที่ยังค้างอยู่ที่สำนักงาน พ่อของผมบอกว่าไม่ต้องห่วง แถมยังกระเซ้าผมด้วยว่า “สงสัยจะได้แฟนกับเขาซะที”

            ผมเล่าให้มิยูกิฟังระหว่างนั่งแท็กซี่มาแล้วว่า ผมอยู่กับพ่อสองคนที่บ้าน เพราะแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่ผมเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ผมไม่ค่อยได้สนิทสนมกับใครมากนัก เพราะต้องมาช่วยพ่อดูแลทั้งที่บ้านและที่ทำงาน พ่อเองก็ดูเหงาซึมไปมากตั้งแต่แม่จากไป ผมจึงไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวเตร่กับใคร เมื่อผมออกปากว่าจะเที่ยวกับสาว พ่อจึงสนับสนุนเต็มที่

                                        ***********************

            ข้อเท้าของมิยูกิค่อยยังชั่วแล้ว เธอจึงเดินชมความอลังการในอดีตของอยุธยาได้สบายๆ แต่แขนของเธอก็ยังเกาะแขนผมไว้ตลอดเวลา ผมเอาขาตั้งกล้องไปด้วย เราจึงถ่ายรูปคู่กันกับโบราณสถานของอยุธยากันอย่างมากมาย แต่แปลกที่มิยูกิไม่ได้ใช้ฟิล์มสี ไม่ได้ใช้สไลด์ เธอใช้ฟิล์มขาวดำ “เพราะมันให้ความรู้สึกเร้นลับมากกว่า” เธอบอกผมอย่างนั้น

            เรากลับมาถึงโรงแรมเกือบสองทุ่ม เห็นพ้องกันว่าจะไม่ไปเดินเล่นแล้ว ก็เลยสั่งอาหารโรงแรมมากินกันในห้อง หลังจากอาบน้ำและกินอาหารกันเรียบร้อย เรานั่งดื่มไวน์กันที่ระเบียงห้อง คืนนี้พระจันทร์ยังสวยเหมือนเมื่อคืน

            “ไทซังคิดจะแต่งงานไหม” มิยูกิถามขึ้นมา

            “ผมเพิ่งทำงานได้ปีเดียว กะว่าจะหาประสบการณ์ในการทำงานไปก่อน” ผมเสออกไปนิดหนึ่ง

            “ไม่ได้ถามเรื่องงาน ถามว่าคิดจะแต่งงานไหม เมื่อไหร่ก็ได้ แต่เคยคิดไหม” ผมโดนค้อนญี่ปุ่นเข้าซะแล้ว

            “ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยเจอคนที่ถูกใจเลย เลยยังไม่คิด”

            “แล้วตอนนี้คิดแล้วหรือยัง”

            “ยัง กะว่าจะหา..” เผียะ สงสัยมิยูกิเห็นยุงตัวเบ่อเริ่มที่แขนผม

            “พูดจริงๆ สิ” น้ำเสียงชักโมโหแล้วแฮะ

            “ผมอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงสักคนที่รักผม และผมก็รักเธอ ผมอยากจะมีลูกผู้ชายคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง..พอใจหรือยังจ๊ะ”

            “มิยูกิก็อยากแต่งงาน มีครอบครัว อยากแต่งวันนี้ พรุ่งนี้เลย” เธอพูดพลางเงยหน้ามองพระจันทร์

            “ล้อเล่นแล้ว แต่งวันนี้ พรุ่งนี้เหรอ มิยูกิจะหาเจ้าบ่าวที่ไหนกัน”

            “ก็แต่งกับไทซังไง” เธอจ้องหน้าผมตาไม่กระพริบเลย

            “ล้อเล่นแล้ว ล้อเล่นแล้ว” ผมเสเอามือจับมือของเธอมาถูกับเคราแข็งๆ ของผม เธอหัวร่อคิกคักพลางหยิกแขนผม ผมก็ไม่ได้เอะใจเลยว่าทำไมเธอพูดอย่างนี้

            “ไปเข้านอนกันดีกว่า” เธอชวนพลางฉุดผมลุกขึ้น

            มิยูกิจูงมือผมมาที่เตียงของเธอ ล้มตัวลงนอนหงายรอรับร่างของผมที่ล้มตามไป แล้วหฤหรรษ์ของค่ำคืนก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง...................

**********************

            ตลอดวันรุ่งขึ้นเราไม่ได้ออกไปไหนเลย และเราก็แทบไม่ได้นุ่งผ้ากันเลยด้วยยกเว้นจะนุ่งผ้าคลุมอาบน้ำเวลาอาหารมาส่งที่ห้องเท่านั้น เราใช้ชีวิตกันเหมือนคู่ฮันนี่มูนที่เพิ่งแต่งงานกัน มีแต่ความหวานชื่นให้กันและกัน

            วันต่อมาเราไปวัดเบญจมบพิตร เสร็จแล้วไปถีบเรือในเขาดิน ตอนเย็นมานั่งเล่นที่สวนลุมพินี พอค่ำๆ เราก็กลับเข้าโรงแรม

            อีกวันหนึ่งเราก็ขับรถไปบางแสน นั่งกินอาหารกันริมทะเล ผมยุให้เธอใส่ชุดว่ายน้ำลงเล่นน้ำทะเล แต่เธอบอกว่าเธอชอบดูทะเลมากกว่าเล่นน้ำทะเล เรากลับมาถึงโรงแรมตอนค่ำๆ

            เราเหมือนคู่รักคู่หนึ่งซึ่งคบกันมานานเป็นปีๆ ทั้งที่เราเพิ่งพบกันแค่หกวัน ตอนสายวันที่เจ็ดเราไปหาซื้อของที่ประตูน้ำและห้างไทยไดมารู ราชดำริ  แล้วก็กลับมาโรงแรมตอนบ่าย นัวเนียคลอเคลียกันตั้งแต่บ่ายจนถึงเช้าวันสุดท้ายที่มิยูกิจะอยู่ที่เมืองไทย

            ตอนที่เราอาบน้ำให้กันและกันนั้น มิยูกิร้องไห้ออกมาเฉยๆ และกอดผมไว้ ไม่มีเสียงพูดใดจากเราสองคน สรรพเสียงทั้งโลกล้วนเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจของเราที่ร่ำร้องบอกต่อกัน ...ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ...

            ผมไปส่งมิยูกิที่ดอนเมืองตอนสี่ทุ่ม เรากอดและหอมแก้มกันอย่างไม่ต้องอายใคร น้ำตาของผมคลอเบ้า ในขณะที่มิยูกิร้องไห้น้ำตาเป็นทางสองข้างแก้ม ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าผมรักเธอมากกว่าที่ตัวเองรู้ หัวใจของผมหวิวๆ กลัวว่าจะไม่ได้พบกับเธออีก เราพูดลากันสองสามคำแล้วเธอก็เดินผ่าน ตม. เข้าไป ก่อนหันมาโบกมือลาให้ผม

             ....................................

ถ้าผมรู้ว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้พบกับเธอ..........

ถ้าผมรู้ว่าทำไมเธอถึงอยากแต่งงานวันนี้พรุ่งนี้เลย........

ถ้าเธอบอกผมว่าเมื่อกลับไปเธอจะต้องถูกบังคับวิวาห์....

ผมจะไม่ปล่อยให้เธอไปจากชีวิตผมเลย.....................

*********************

 

            ผมปาดน้ำตาและกลั้นก้อนสะอื้นในใจ

            ลายมือที่คุ้นตาเขียนอยู่บนกระดาษข้างหน้านี่เอง

            “ไทซังที่รัก

                   ขณะที่ไทซังอ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันคงไม่ได้อยู่ในโลกที่สวยงามนี้อีกแล้ว

                   แต่ขอให้ไทซังสบายใจได้ ว่าฉันไม่ได้ทุกข์ทรมานอันใดเลย

                   ความตายนั้นน่ากลัวและมาเร็วกว่าที่เราคิด แต่ฉันไม่ได้กลัวเลย

                   ชีวิตฉันผ่านความสุขอย่างไม่มีใดเหมือนมาแล้ว..เมื่อได้พบกับไทซัง

                   ฉันจะไม่ให้สิ่งใดมาทำลายความสุขนี้ได้

                   ไม่ว่าจะเป็นวิวาห์ที่ฉันไม่เต็มใจ หรือความตายที่ฉันไม่ได้เลือก

                   ขอให้ไทซังสบายใจได้ ว่าฉันได้จากโลกนี้ไปอย่างมีความสุขจริงๆ

                   ฉันมีความสุขจริงๆ

                   ถ้าภพหน้ายังมีจริงตามความเชื่อของเรา

                   เราคงได้พบและอยู่ร่วมกันอีก

                   เราคงได้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งสวยงามให้กับชีวิตเราอีก

                   ฉันขอให้ไทซังรักและเอ็นดูยูมิเหมือนที่ไทซังรักฉันด้วย

                                                          มิยูกิ

           

            ผมได้แต่ซบหน้าลงกับลายมือของเธอ....

                     ****************** The End********************

Seven night in Jap...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 68
After-PostModern วันที่ : 01/03/2008 เวลา : 19.42 น.
http://www.oknation.net/blog/lightcircle

ผมน้ำตาเอ่อไหล มองหาแป้นไม่เจอ
พอเริ่มวางนิ้วได้ ปาดน้ำตา
ก็จบข้อความนี้แล้ว
ความคิดเห็นที่ 67
mookie วันที่ : 24/01/2008 เวลา : 20.44 น.
http://www.oknation.net/blog/mookie
::: โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ชีวิตหมุนรอบดวงใจ ร้อนเย็นเปลี่ยนน้ำเป็นไฟ หัวใจเรานี่แหละกระทำ ::: มาชารี...

ท่านพี่....เขียนดี...จัง

รู้สึกอินไปด้วยเลยอ่ะ...

ความคิดเห็นที่ 66
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 04/11/2007 เวลา : 21.35 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

รีบเข้ามาฟังเพลงนี้เลยครับ
เป็นหนังเรื่องโปรดที่ทำให้ผมหัดเป่าขลุ่ยตอนเป็นเด็ก ชอบเพลงเด็ก ๆ ตอนที่พระเอกนั่งรถไฟไปเที่ยวชนบทของญี่ปุ่นมากด้วยครับ

ผมว่าเรื่องนี้ดู ๆ ไปนางเอกก็ไม่สวยนัก พล็อทเรื่องที่มีนักเลงไล่ตามคอยวางระเบิดเจ้าชายนั้นก็เชย ๆ ยังไงไม่รู้ แต่เมื่อมองถึงลีลาความเนิบนาบของเรื่องแล้ว ซาบซึ้งมาก โดยเฉพาะฉากคืนสุดท้ายกับรถแล่นมาสวนกันกลางโตเกียว
ความคิดเห็นที่ 65
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 19/05/2007 เวลา : 18.22 น.
http://www.oknation.net/blog/Aquarius
    http://www.oknation.net/blog/konto2    

ขอบคุณชุติภัทร์ หาเพลงประกอบให้ ลองแวะเข้าไปดู
http://www.oknation.net/blog/way1/2007/05/18/entry-1

ภายในใจวนเวียนเฝ้าคิดถึงเพียงเธอ
หลับตายังคงเจอเธอ เหมือนเดิมเสมอทุกวัน
สัมผัส อบอุ่นที่เธอเคยมีให้กัน
กับความทรงจำ ที่ฉันนั้นไม่ลืม

เก็บไว้ จากวันที่ไกลห่างกัน
เมื่อฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้ไหม
ที่จะรักเธอ และมีเธออยู่กับฉันตลอด
ไม่อยากต้องอยู่เพื่อมองเห็นเธอจากไป

แต่วันนี้ ฉันรั้งตัวเธอต่อไปไม่ไหว
เมื่อเธอกับฉันต้องเดินแยกทางกันไป
ไม่มีเธอแล้ว จะอยู่อย่างไร
ไม่ให้รักก็ควรต้องลืมใช่ไหม ฝืนใจตัวเองทุกครั้ง
และพรุ่งนี้ ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมีให้เห็นไกลไกล
ทุกอย่าง นั้นยังมีแปรเปลี่ยนไป
แต่ฉันจะมีแค่เธอในใจ เหมือนดวงตะวัน

ทุกอย่าง จดจำขึ้นใจได้ดี
เมื่อฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้ไหม
ที่จะรักเธอ และมีเธออยู่กับฉันตลอด
ไม่อยากต้องอยู่เพื่อมองเห็นเธอจากไป

แต่วันนี้ ฉันรั้งตัวเธอต่อไปไม่ไหว
เมื่อเธอกับฉันต้องเดินแยกทางกันไป
ไม่มีเธอแล้ว จะอยู่อย่างไร
ไม่ให้รักก็ควรต้องลืมใช่ไหม ฝืนใจตัวเองทุกครั้ง
และพรุ่งนี้ ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมีให้เห็นไกลไกล
ทุกอย่าง นั้นยังมีแปรเปลี่ยนไป
แต่ฉันจะมีแค่เธอในใจ เหมือนดวงตะวัน

เธอจะเป็นคนเดียวอยู่ในใจฉัน
และจะเป็นเหตุผลเดียวเท่านั้น
ที่จะทำให้ฉันได้เดินต่อไป

ทุกอย่าง นั้นยังมีแปรเปลี่ยนไป
แต่ฉันจะมีแค่เธอในใจ มีแต่เธอในใจ เหมือนดวงตะวัน

http://www.oknation.net/blog/Aquarius/2007/05/11/entry-1
อ่านเรื่อง"Seven nigths in Bangkok"แล้วคิดว่าเพลงนี้เข้ากับเนื้อเรื่องค่ะ ฝากเพลงนี้ให้ ไทซังฟังเวลาคิดถึงยูมิ
ความคิดเห็นที่ 64
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 18/05/2007 เวลา : 18.35 น.
http://www.oknation.net/blog/Aquarius
    http://www.oknation.net/blog/konto2    

ยูมิเหรอ เอ่อ...
ความคิดเห็นที่ 63
mintee วันที่ : 18/05/2007 เวลา : 14.40 น.
http://www.oknation.net/blog/mintee

เศร้าจัง
ความคิดเห็นที่ 62
thebeegees วันที่ : 17/05/2007 เวลา : 14.35 น.
http://www.oknation.net/blog/thebeegees

เศร้าพอกับโกโบริเลยอะครับ ว่าแต่ว่าพี่ครับ ยูมินี่เป็นลูกของใครเอ่ย
ความคิดเห็นที่ 61
กระเจี๊ยบ วันที่ : 17/05/2007 เวลา : 14.18 น.
http://www.oknation.net/blog/JinjokJiap
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

เศร้าจัง
ความคิดเห็นที่ 60
ปรัตยา วันที่ : 17/05/2007 เวลา : 11.38 น.
http://www.oknation.net/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

โอ้ว ช่างเป็นเรื่องลึกซึ้งกินใจอะไรอย่างนี้นะ สงสัยต้องมาเป็นแฟนประจำบล็อคนี้ซะแล้ว เผื่อว่าจะก็อปพล็อต เอ้ย เผื่อว่าจะได้อ่านเรื่องดี ๆ แบบนี้อีกบ่อย ๆ
ความคิดเห็นที่ 59
แป้งร่ำ วันที่ : 17/05/2007 เวลา : 05.12 น.
http://www.oknation.net/blog/pangwanlaya

ตอนแรกยังคึกคักอยู่ พออ่านจบ ซึมเลยค่ะ