| love forget me not | ||
forward mail |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
คนโทใส่น้ำ เกิดที่ตลาดเก้าห้อง... ตลาดเก้าห้อง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ตลาดเก้าห้องมีอยู่ ๓ ตลาด ได้แก่ ตลาดบน ตลาดกลาง และตลาดล่าง
คนโทใส่น้ำ เกิดที่ตลาดล่าง จนกระทั่ง.... ถนนจากตัวเมืองมาที่ตลาดและเชื่อมต่อไปหมู่บ้านอื่นๆ เริ่มเปลี่ยนจากถนนดินที่หน้าฝนเละจนใช้การไม่ได้มาเป็นถนนลูกรัง การมาถึงของถนนที่ดีขึ้น ทำให้การขนส่งและคมนาคมทางน้ำลดลง ...เรือแดงสองชั้นหายไปก่อน โอฟิสก็ถูกทิ้งร้างและรื้อไปในที่สุด จากนั้นเรือด่วนก็หายไป เรือหางยาว เริ่มลดน้อย จนปัจจุบันเกือบไม่เหลือแล้ว เมื่อพ่อค้าแม่ค้าสามารถนำผลผลิตไปขายและซื้อของในเมืองได้สะดวกขึ้น ก็ไม่ต้องผ่านตลาดเก้าห้องอีก ตลาดก็เริ่มเงียบเหงา ร้านค้าเริ่มลดน้อยและโยกย้ายไปถิ่นอื่น ยายก็ปิดร้านขายของ มาทำขนมขาย เด็กๆ ที่เติบโต เริ่มไปเรียนในเมือง ย้ายเข้ากรุงเทพ หรือที่อื่นๆ ตลาดก็เงียบลงไปอีก จนปัจจุบันห้องแถวมีผู้อยู่อาศัยแค่ร้อยละ ๒๐!!!! และเป็นผู้เฒ่าผู้แก่
นาฬิกาที่ตลาดเก้าห้องเดินช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดเดิน ไม่เพียงเท่านั้น การถูกทิ้งร้าง ขาดผู้อยู่อาศัย ทำให้ขาดชีวิตชีวา ทำให้นาฬิกาที่ตลาดเก้าห้องเดินถอยหลังไปอีก โชคดี สำนึกรักบ้านเกิดของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในชุมชนแห่งนี้ ที่ร่วมกันไขลานให้นาฬิกาที่ "ตลาดเก้าห้อง" เริ่มเดินหน้าอีกแล้ว (เรื่องนี้เป็นตอนต่อจาก น้ำมาปลากินมด ตอนที่ ๑: ห้างมาน้ำตาใครตก http://www.oknation.net/blog/konto/2008/05/19/entry-2)
แม่น้ำสุพรรณ (แม่น้ำท่าจีน) สายน้ำแห่งชีวิต ที่หล่อเลี้ยงไหลผ่านตลาดเก้าห้องที่อยู่ด้านขวามือ ในอดีตสายน้ำแห่งนี้คึกคัก มีเรือทุกประเภทขึ้นล่องทั้งวัน ทั้งเรือแดงสองชั้นแล่นถึงท่าเตียน ที่ชั้นล่างบรรทุกสินค้า ชั้นบนไว้ให้ผู้โดยสารปูเสื่อนอน เรือแดงแต่ละลำจะมีชื่อเป็นตัวละครในเรื่องขุนช้างขุนแผน เช่น เรือพิมพิลาไลย เรือทองประศรี เป็นต้น ในหน้าน้ำหลาก บางปีก็จะมีแข่งเรือยาว ทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี มีเรือยาวแค่ 6 ลำ
โป๊ะท่าเรือ เป็นโป๊ะอย่างดีสร้างด้วยคอนกรีต เมื่อถนนมา เรือก็หายไป ทิ้งโป๊ะจมน้ำ(ตา)
สะพานไปสู่แพไม้ ให้ชาวตลาดลงมาซักล้าง อาบน้ำ เดี๋ยวนี้แพไม้หายไป เหลือเพียงสะพานเก่าไว้ให้ตากผ้า
ท่าวัด(บ้านหมี่) อยู่หลังบ้านคนโทฯ เอง เป็นศาลาหินที่สวยมากในอดีต มีบันไดหินทอดลงน้ำ มีที่นั่งสองด้านซ้ายขวาที่คนโทฯ ใช้นั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลง บรรยากาศดีมาก
ท่าวัดที่รกร้างในปัจจุบัน ถูกสูบดินจากแม่น้ำขึ้นถมทับจนเสียทัศนียภาพ
ตลาดสด (ที่บ้านเรียกเป็นภาษาจีนว่าซิคาเต๊ง) สมัยก่อนคึกคักมาก เปิดตั้งแต่ตี ๔ ตลาดจะวายตอนเย็น
สภาพตลาดสดปัจจุบันเหลือร้านขายผักร้านเดียว สมัยก่อนฝั่งขวาของตลาดมีแผงร้านค้าเต็มหมด ส่วนด้านซ้ายจะเป็นที่สร้างเวทีสำหรับงานงิ้วประจำปีของตลาดล่าง ที่เห็นถังน้ำมันและกระดาน คือส่วนหนึ่งของเวที ถ้าไม่มีงานอะไร ที่ว่างนี้ก็จะถูกเด็กๆ ใช้เป็นลานเด็กเล่น เช่น ฟุตบอลพลาสติก กระโดดหนังยาง วิ่งเปรี้ยว อีกาฟักไข่ ตี่จับ นั่งเล่นหมากเก็บ เล่นเขย่งเตะ (ตั้งเต) ล้อต๊อก (ทอยแก่น) ทอยเส้น เล่นกินหนังยาง กินซองบุหรี่กัน ที่นี่ ถือเป็นลานอเนกประสงค์ของเด็กๆ เลย
ห้องแถวปัจจุบันที่ปิดไปกว่าร้อยละ ๘๐ จนผู้สนใจเดินทางมาเที่ยวไม่ค่อยกล้าเดินเข้ามา เพราะเงียบเชียบ แต่ไม่ต้องกลัวเรื่องอาชญากรรมเลย ตั้งแต่เกิดยังไม่เคยได้ยินว่ามีอาชญากรรมที่ตลาดนี้
ห้องที่คนโทใส่น้ำเกิด ก็ห้องที่เหมือนวัดเส้าหลินกับห้องด้านขวามือนั่นแหละ หลังจากแม่ย้ายเข้ากรุงเทพ พี่ชายก็ไปอยู่และทำการก่ออิฐทำลายทัศนียภาพ ปัจจุบันไม่มีใครอยู่ เพราะคืนเจ้าของตลาดไปนานแล้ว ถ้าคนโทฯ เป็นเจ้าของตลาดจะทุบอิฐทิ้งซะ แล้วทำให้เป็นกระดานประตูแบบเดิม... เห็นรอยน้ำท่วมที่ประตูไม้นั่นไหม นี่ขนาดถมขึ้นมาแล้วเกือบเมตร ไม่รู้ว่าตลาดต่ำไปทุกปี หรือน้ำสูงขึ้นทุกปี สมัยเด็กๆ นั่งตกปลาในบ้านได้เลยตอนน้ำท่วม เป็นเหตุหนึ่งที่ต้องปูพื้นซิเมนต์กัน เพราะท่วมปีละครั้ง ครั้งละเดือนสองเดือน กว่าดินจะแห้ง? แทบไม่ต้องทำมาหากินกันเลย ประตูบ้านก่อนนั้นจะเป็นไม้แผ่นๆ ตอนน้ำท่วมใช้มาต่อทำสะพานเดินได้ แต่พอพื้นเปลี่ยนจากดินอัดเป็นซิเมนต์ ประตูก็ถูกติดบานพับ
จิ๊กโก๋กับหอดูโจร...แต่ชาวบ้านเรียกกันว่าป้อม สมัยก่อนมักถูกผู้ใหญ่ขู่ว่าถ้าดื้อจะถูกจับขังป้อม แต่เด็กๆ ไม่กลัวและมักใช้เป็นที่เล่นโป้งแปะ (เล่นซ่อนหา)
จิ๊กโก๋ทำหน้าแป๊ะยิ้มอยู่หน้าศาลเจ้าตลาดล่าง ถ่ายรูปคู่กับคุณครูประไพ สุวรรณฤทธิ์ ครูประจำชั้น ป.๗ ของคนโทใส่น้ำเองแหละ
ไม่รู้รูปนี้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของตลาดได้อย่างไร เพราะเป็นรูปของแม่คนโทใส่น้ำเองแหละ แม่ไปเต๊ะท่าถ่ายรูปตอนน้ำท่วม (ก็ท่วมทุกปีแหละ) หน้าวัดบ้านหมี่ วัดซึ่งเคยรุ่งเรือง เพราะมีพระครูวิฑิตธรรมสารเป็นเจ้าอาวาส ดูดวงผูกดวงทำนายโชคชะตาแม่นมากๆ หมดบุญท่านพระครู วัดก็มีแต่ทรุดโทรม...ชื่อจริงของคนโทฯ ท่านพระครูก็เป็นคนตั้งให้ ศาลาที่เห็นทางด้านขวามือเป็นศาลาที่ทันสมัยมากในยุคนั้น เถ้าแก่รอดสร้างด้วยเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในปี ๒๕๐๑ (ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ) เป็นศาลาคอนกรีตสองชั้น ชั้นบนทำพิธีสงฆ์ จัดงานศพ ส่วนชั้นล่างก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เป็นโรงเรียนอนุบาลบ้าง เป็นโรงครัวบ้าง ปัจจุบันศาลานี้ถูกทุบทิ้งไปแล้ว เพราะวัดไม่มีกำลังในการบูรณะหรือสร้างใหม่..น่าเสียดายมาก
นี่ก็อีกรูปหนึ่งที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ เป็นก๊วนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับคนโทฯ ที่สำคัญมีคนโทฯ อยู่ด้วย ใครทายถูกว่าคนไหน มีรางวัลให้...อิ อิ ความเป็นมาของ ตลาดเก้าห้อง คำว่า "เก้าห้อง" นำมาจากชื่อบ้านเก้าห้อง ซึ่งเป็นบ้านของขุนกำแหงฤทธิ์ ตั้งอยู่ริมน้ำ ข้างวัดลานคา และอยู่ตรงข้ามตลาดเก้าห้อง เป็นบ้านเรือนไทย ฝาประกัน ใต้ถุนสูง ภายในบ้านแบ่งออกเป็น ๙ ห้อง มีศาลปู่ศาลย่าเป็นที่เคารพบูชา ตลาดเก้าห้อง ก่อสร้างโดยชาวจีนชื่อ ฮง ประกอบอาชีพค้าขาย และรับเหมาก่อสร้างจนร่ำรวย จึงต่อแพค้าขายอย่างถาวร อยู่หน้าบ้านเก้าห้อง แล้วเปลี่ยนชื่อจากฮง มาเป็นนายบุญรอด เหลียงพานิชย์ เพื่อความสะดวกสะดวกในการค้าขาย ด้วยกิตติศัพท์ความร่ำรวยของนายบุญรอด ล่วงรู้ไปถึงหมู่โจร จึงถูกบุกปล้นทรัพย์สินไปจำนวนหนึ่ง ทางอำเภอได้ออกสกัดจับโจรได้ทั้งหมดในวันรุ่งขึ้น พร้อมนำทรัพย์สินมาคืน ต่อมานายบุญรอดคิดสร้างตลาด เพื่อค้าขายบนบก ชาวบ้านเรียกตลาดนี้ว่า "ตลาดเก้าห้อง" ซึ่งคำว่าเก้าห้อง นำมาจากชื่อบ้านเก้าห้องนั่นเอง หอดูโจรในตลาดเก้าห้อง สำหรับท่านที่ต้องการเห็น สภาพตลาดริมน้ำแบบดั้งเดิม นับวันแต่จะหายไป ท่านสามารถสัมผัสกับบรรยากาศได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพตลาด หอดูโจร บ้านเรือนไม้เก่า หรือชีวิตแบบเรียบง่าย ซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละคร (ดงดอกเหมย, ลอดลายมังกร) ภาพยนตร์ (อั้งยี่, แม่เบี้ย, ซีอุย, เจ็ดประจัญบาน) นอกจากนี้ ยังถ่ายทำโฆษณา และมิวสิควีดีโอ มาแล้วมากมาย การค้าขายสินค้าท้องถิ่น อาทิเช่น ขนมจันอับ (ขนมเปี๊ยะ) กระหรี่พั๊บ ห่านพะโล้ เรือกาแฟ ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ขนมไทยพื้นบ้าน หัตถกรรมจักสาน เป็นต้น ที่ยังมีให้สัมผัสได้ทุกวัน
|