| love forget me not | ||
forward mail |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
18-19.5.2004 จากเมืองฟึสเซ่น เมืองสุดท้ายปลายทางเส้นทางสายโรแมนติกแห่งเยอรมัน คณะชะโงกทัวร์ของเราก็ข้ามแดนมายังออสเตรีย สู่เมืองแห่งหุบเขา
อินน์สบรูกคือเมืองในหุบเขาอย่างแท้จริง มีรถม้าบริการนักท่องเที่ยวด้วย เปรียบเทียบกับของไทยก็เหมือนแม่ฮ่องสอนผสมกับลำปาง อินน์สบรูก (Innsbruck) Inns นั้นเป็นชื่อแม่น้ำ Inns River ที่ไหลจากสวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมัน, Bruckเป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า สะพาน อินน์สบรูกในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าบนถนนสายโรมัน Via Cuaudla Augusta เป็นเมืองที่มีอายุ 800 ปี เป็นเมืองหลวงของรัฐทิโรล (TIROL) ประเทศนี้ตั้งอยู่ในบริเวณยุโรปกลาง ไม่มีทางออกทะเล แบ่งเขตการปกครองเป็น 9 รัฐ แต่ละรัฐมีอำนาจปกครองเป็นอิสระยกเว้นการต่างประเทศและการป้องกันประเทศ
อาคารสีสวยริมฝั่งแม่น้ำอินน์ น้ำใสแจ๋วเลย เพราะไหลมาจากเทือกเขา ลองเอามือไปแช่ดู เย็นอย่างกับน้ำแข็ง
เมืองอินน์สบรูกเป็นจุดศูนย์กลางยุโรปตะวันออกกับตะวันตก และเป็นศูนย์กลางเส้นทางเดินรถและการค้าระหว่างยุโรปเหนือกับใต้ เป็นเมืองเสน่ห์ใจกลางของเทือกเขาแอลป์ ทำให้อากาศเย็นตลอดทั้งปี อินน์สบรูกจึงได้เป็นสถานที่จัดกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวถึง 2 ครั้ง ในปี 1964และ 1976 ส่วนปี 2008 เมืองนี้ก็ได้เป็นสังเวียนฟาดแข้งฟุตบอลยูโร 2008 ด้วย
สนามทิโวลิ นูว์ สตาดิโอน สังวียนฟาดแข้งในฟุตบอลยูโร 2008 จุแค่ 3 หมื่นคนเอง แต่วิวสนามสวยจับใจ
หลังคาทองคำ ดูไปก็งั้นๆ จะมาเปรียบเทียบกับหมู่เจดีย์สีทองในวัดพระแก้ว และพระปราค์วัดอรุณ ยังเทียบไม่ติด หลังคาทองคำ (Goldenes Dachl - Golden Roof) อาคารหลังคาทองนี้สร้างโดยเจ้าชายฟรี๊ดดริชที่ 4 ในปี ค.ศ.1420 เพื่อเป็นวังที่ประทับของราชวงศ์ทีโรล ต่อมาจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 โปรดให้สร้างหน้ามุขตกแต่งด้วยจิตรกรรมปูนเปียกและรูปนูน ส่วนหลังคาปูด้วยกระเบื้องทองแดงเคลือบทอง 2,657 ชิ้น สร้างเสร็จในปี 1500
หอนาฬิกา ที่เด่นสะดุดตามาแต่ไกล จนต้องมาถ่ายรูปใกล้ๆ
เสานักบุญแอนน์ ตั้งอยู่กลางถนนมาเรียเทเร่ซ่าเลยแหละ กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ไปปรากฎบนสแตมป์ของออสเตรียด้วย ถนนมาเรียเทเรซ่า (Maria Theresien Strasse) ถนนสายหลักของเมืองอินน์สบรูก เชื่อมระหว่างเขตเมืองเก่ากับย่านช้อปปิ้งสมัยใหม่ ตรงกลางถนนเป็นที่ตั้งของ เสาอันนาซอยแล-เสานักบุญแอนน์ (St.Ann's Column) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงการถอนกองกำลังทหารบาวาเรียออกไปจากเมือง
เฮลบลิงเฮ้าส์หรือที่พวกไกด์ทัวร์เรียกวันว่าตึกเค้กนั้น เดิมเป็นอาคารทาวน์เฮ้าส์แบบโกธิกในศตวรรษที่ 15 ต่อมาในปี ค.ศ.1730 ด้านนอกอาคารได้รับการตกแต่งใหม่ด้วยศิลปะปูนปั้นแบบบาโร้คตอนปลาย จึงดูหวานแหววแต๋วจ๋าเป็นหน้าขนมเค้กนี่แหละ ปัจจุบันเป็นอาคารที่พักและสำนักงาน
เป็นที่สังเกตว่ามาที่นี่จะไม่เห็นป้ายไฟ ป้ายต่างๆ จะทำเป็นโครงเหล็กโปร่งๆ อย่างร้านแม็คโดนัลด์ที่เห็นก็สวยแปลกตาดี อาจจะกลัวเสียทัศนียภาพ หรือบางทีอาจจะอยู่ใกล้แหล่งเหล็กก็ได้เพราะข้าวของเครื่องใช้มักจะเป็นเหล็ก ไม่เว้นแม้แต่แจกันในโรงแรมก็จะเป็นเหล็กดัด ย่านเมืองเก่า ที่ยังคงสภาพและ บรรยากาศของยุคกลางได้เป็นอย่างดี อาคารบ้านเรือนที่มีอาร์เดคชั้นล่างและมีมุขยื่นออกมาที่ชั้นบน แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมแบบโกธิกตอนปลาย และเรอเนซองส์
Hotel Goldener Adler สลักรายชื่อผู้สูงศักดิ์ ผู้มีชื่อเสียงมาพักไว้หน้าโรงแรมเลย
โรงแรมเก่าแก่ประจำเมือง โรงแรมโกลเดนเนอร์ แอดเลอร์ (Hotel Goldener Adler) ซึ่งเคยใช้ในการต้อนรับเจ้านายในราชวงศ์และบุคคลชั้นสูงจากต่างแดนหลายท่าน ตามพระนามและรายชื่อที่จารึกไว้ในศิลาด้านหน้าของโรงแรม มีพระนามของสมเด็จพระเทพฯ (ปี 1982) และฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ด้วย (ปี 1987)
โรงละคร ช่วงที่ไปนั้น ถนนและอาคารหลายแห่งกำลังปรับปรุง
นั่งอยู่ในรถ ผ่านคาสิโนอินน์สบรูกด้วย ในยุโรปมีคาสิโนเล็กๆ ทุกเมือง
ร้านคริสตัลชวารอฟสกี้ Swarovski Crytal Gallery กำลังปรับปรุง ภายในมี 2 ชั้น มีคริสตัลสวยๆ ที่เมืองไทยไม่มีขายเยอะแยะ นักช้อปชาวไทยเลือกหยิบเลือกซื้ออย่างกับแจกฟรี ร้านนี้ก็มีพนักงานขายชาวไทยด้วยนะ แสดงชื่อเสียงอันขจรขจายของนักช้อปไทย ไทยแลนด์สู้ๆ ไทยแลนด์สู้ตาย 555
ขณะที่นักช้อปชาวไทยไปร้านคริสตัล คนโทฯ ก็ไปเดินหาร้าน Rainer ที่ค้นหาทางอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทย เพราะที่นี่ขายโมเดลรถไฟที่เหมือนจริงมากๆ ของ ROCO ที่จิ๊กโก๋น้อยไปเห็นและติดใจมาจากร้าน "รถเสบียง" ที่สามเสนและที่อโศก ถ้าใครเคยไปกินข้าวที่สองร้านนี้ จะเห็นรถไฟจำลองที่สร้างเป็นเมืองเลยแหละ แต่พอเห็นราคาเฉพาะรถไฟ ยังไม่รวมค่ารางและอุปกรณ์ไฟฟ้าแล้ว ก็ได้แต่ถ่ายรูปมาให้ลูกดู แล้วก็บอกว่า หนูเล่นรถไฟโทมัสไปก่อนก็แล้วกัน
ตอนค่ำๆ แถวๆ นี้ออกมาตั้งโต๊ะอาหารที่ริมทางหน้าร้านเต็มไปหมด ทำเอาคนโทฯ และสหายต้องแวะเข้าไปชื่นชมบรรยากาศและรสชาติของเครื่องดื่มเกือบครบทุกร้านเพราะตั้งใจจะกิน-ดื่มเมนูไม่ซ้ำกัน น่าแปลกที่เรื่องภาษานั้นไม่กระดิกหู แต่สั่งได้ตามที่ตั้งใจ สุดท้ายลากสหายที่หมดสติกลับโรงแรมตอนตีห้า ในความรู้สึกของคนโทฯ ถึงแม้ที่นี่จะอากาศเย็น ใสบริสุทธิ์ แต่อาจจะเป็นเพราะนักท่องเที่ยวมาก ทำให้รู้สึกว่าเมืองฟึสเซ่นให้อารมณ์สุนทรีย์กว่าที่นี่นิดๆ |