| love forget me not | ||
forward mail |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
เก็บตกอิตาลี
คณะชะโงกทัวร์รอนแรมจากดุสเซลดอร์ฟ แมสทริซ ไฮเดลเบิร์ก ฟึสเซ่น เมาท์สตูไบ อินน์บรูคแล้วก็มาถึง เวนิส แดนมะกะโรนี ชาวเอเซียรู้จักเวนิสครั้งแรกเมื่อมาร์โคโปโลเดินทางจากเวนิสไปเมืองจีน (ค.ศ.1275-1292) เวนิสก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐครั้งแรกเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 7 เมืองนี้เป็นเมืองแห่งคลอง ดังนั้นศิลปะของที่นี่จึงโดดเด่นกว่าที่อื่นๆ ของอิตาลี เพราะเป็นศิลปะที่มาจากน้ำ ชาวเวนิสมักจะตกแต่งอาคารบ้านเรือนเฉพาะส่วนที่หันหน้าเข้าคลองเท่านั้นส่วนด้านที่หันเข้าหาถนนจะตกแต่งเพียงเล็กน้อย ก็เหมือนเมืองไทยสมัยก่อน ที่บ้านเรือนและวัดจะอยู่ริมน้ำและตกแต่งด้านหน้า จากฝั่งแผ่นดินจะไปเวนิส เรามาลงเรือกันที่ท่าเรือตรอนเชโต้ จากนั้นลงเรือเดินทางสู่เกาะเวนิส เมืองท่องเที่ยวที่ได้รับการกล่าวขานว่าโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมืองที่ใช้เรือแทนรถ ใช้คลองแทนถนน มีเกาะเล็กใหญ่กว่า 118 เกาะ และมีสะพานเชื่อมมากกว่า 400 แห่ง เกาะซานมาร์โค เป็นศูนย์กลางของเวนิส สถานที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว ตามที่พวกบริษัททัวร์แนะนำ เช่น สะพานถอนหายใจ ที่เชื่อมต่อระหว่าง Doge Palace ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครเวนิสในอดีต อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการปกครองแคว้นในยุคสมัยนั้นอีกด้วย ยังมีจัตุรัสเซนต์มาร์ค ที่มีโบสถ์เซนต์มาร์คเป็นฉากหลัง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ ชมการเป่าเครื่องแก้วมูราโน่ ต้นตำรับของการเป่าแก้วของชาวมูราโน่ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยเครื่องแก้วแต่ละชิ้นมีรูปแบบ และคุณภาพเป็นที่ยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก หรือจะล่องเรือกอนโดล่า เพื่อชมมนต์เสน่ห์แห่งเวนิสในคลองใหญ่ Grand Canal คลองที่กว้างที่สุดของเกาะ ชมงานก่อสร้างที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะด้านสถาปัตยกรรมที่ สะพานเรียลอัลโต้ (ศิลปินเอกไมเคิลแองเจโล)
ที่โบสถ์เซนต์มาร์ค (รวมทั้งที่อื่นๆ ในอิตาลี) จะพบกับภาพภาพจิตรกรรมฝาผนังชนิดปูนเปียก (เฟรสโก)แบบนี้ เห็นแล้วนึกถึงกาลิเลโอ คีนี ที่มีการจัดนิทรรศการที่เซ็นทรัลชิดลม (6 มิ.ย.-6 ก.ค. 2551)
ภาพบนขวา : จัตุรัสแคมโป Campo Dei Miracoli ซึ่งชาวเมืองปิซ่ากล่าวอ้างอย่างภูมิใจว่า ที่นี่คือสแควร์ที่สวยที่สุดในโลก ที่สแควร์แห่งนี้จะประกอบไปด้วยโบสถ์ ภาษาอิตาเลี่ยนใช้คำว่า ดูโอโม่ (Duomo) สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลังในปี คศ 1064 ภาพบนซ้าย : หอเอนเมืองปิซ่า ซึ่งจริงๆ ก็คือหอระฆัง Bell tower ของโบสถ์นั่นแหละ สถาปนิกที่สร้างก็คือ Bonanno Pisano หอนี้สร้างด้วยหินอ่อนสูง 181 ฟุต เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. 1174 เสร็จปี ค.ศ. 1350 ใช้เวลาในการสร้างนานถึง 176 ปี ตอนสร้างหอระฆังนี้ก็ตั้งตรงนะครับ แต่หลังจากนั้นหอก็เริ่มเอียงมากขึ้นๆ โดยวัดค่าความเอียงได้ปีละ 1 ม.ม. จนปัจจุบันเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานประมาณ 14 ฟุตแล้ว สันนิษฐานว่าหอเอียงเพราะว่าพื้นที่สร้างนั้นทรุดตัว มีการใช้วิธีการมากมายที่จะหยุดการเอียงขอหอนี้ไว้ โดยวิธีล่าสุดใช้สายสลิงดึงเอาไว้ และดูเหมือนว่าจะได้ผล ตอนนี้ใครไปที่ปิซ่าจะไม่พบสายสลิงเกะกะสายตาแล้ว เรายังสามารถเดินบันไดขึ้นหอเอนได้ด้วย มีบันไดทั้งสิ้น 294 ขั้น แต่ถ้าจะเข้าต้องเสียเงินนะ ในคณะทัวร์ไม่มีใครสนใจขึ้นไปเลย ทุกคนแห่ไปร้านแผงลอยขายของที่ระลึกแถวๆ นั้นกันหมด อิอิ นอกจากเป็นที่น่าสนใจเพราะความเอียงแล้ว เมื่อหลายร้อยปีก่อนกาลิเลโอยังเคยขึ้นไปทดสอบทฤษฏีแรงดึงดูดของโลกด้วยการทิ้งวัตถุต่างขนาดแต่น้ำหนักเท่ากันที่หอเอนนี้ด้วย ทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
นครวาติกันเป็นรัฐอิสระที่ปกครองตนเอง เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาที่นี่เพราะกิตติศัพท์ความงดงามตระการตาของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมล้ำค่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งตกแต่งอย่างโอ่อ่าหรูหรา ภายในมีรูปปั้นแกะสลักพิเอต้า Pieta ผลงานของมเคิลแองเจโล และงานจิตรกรรม ปฏิมากรรมโดยศิลปินชื่อดังของอิตาลีอีกมากมาย
สนามกีฬาโคลอสเซียม (Colosseum) โบราณสถานเก่าแก่ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เคยเป็นสนามกีฬายักษ์ที่สามารถจุคนได้กว่า 50,000 คน และประตูชัยคอนสแตนติน (The Arch of Constantine) สัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่พระเจ้าสแตนตินที่ 1 สร้างเป็นอนุสรณ์ที่มีชัยเหนือแม็กเซนติอุสและเป็นที่มาของประโยคที่ว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม ซึ่งเป็นต้นแบบของประตูชัยที่นโปเลียนนำไปสร้างที่ฝรั่งเศส บริเวณใกล้เคียงจะมีร่องรอยของศูนย์กลางแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ โรมัน ฟอรั่ม, จัตุรัสเวเนเซีย, ระเบียงปาลาสโซ สถานที่ใช้กล่าวสุนทรพจน์ของมุสโสลินีในโอกาสต่างๆ อนุสาวรีย์พระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอ็ลที่ 2 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระบิดาของชาวอิตาลี
น้ำพุเทรวี่ Trevi Fountain (Fontana di Trevi) สร้างในรูปแบบของศิลปะแบบบาโร้ค ผู้ออกแบบก็คือ Nicola Salvi ในปี คศ 1735 ตั้งอยู่หน้า Palazzo Poli ภาพยนตร์เรื่อง Three coins in the fountain และเสียงนุ่มดุจแพรของ แฟรงค์ ซินาตร้า (คนละคนกับมิสเตอร์ซินาตร้าของไทยนะ) ในเพลงชื่อเดียวกันนี้ทำให้น้ำพุเทรวีอีกทั้ง อนิต้า เอ็กเบิร์ก สวมชุดสวยลงลุยน้ำพุในภาพยนตร์เรื่อง La dolce vita ทำให้น้ำพุเทรวีกลายเป็นตำนานที่นักท่องเที่ยวจำต้องมาให้ถึง และร่ำลือกันว่าหากใครได้ดื่มน้ำที่นี่ หรือโยนเหรียญข้ามไหล่ไปจะได้กลับมาที่กรุงโรมอีกครั้ง หากโยนครั้งที่สองจะคิดอะไรก็ได้สมปราถนา และสงสัยจะมีคนถามกันมากว่าแล้วถ้าโยนสามหรือสี่ครั้งล่ะ ทำให้เมื่อมีคนถาม(อีกแล้ว) ไกด์ก็ตอบทันทีว่าคนโยนจะได้แต่งงานใหม่ เล่นเอาที่มากันเป็นคู่ต้องมองตากันเขม็ง อิอิ ส่วนบันไดสเปน Spanish Steps เป็นบันไดที่เชื่อมระหว่าง Piazza di Spagna และ Piazza Trinit dei Monti เป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป มีขั้นบันไดทั้งหมด 138 ขั้น ได้ชื่อว่าบันไดสเปนเพราะมีสถานฑูตสเปนก็ใกล้ๆ ไม่รู้ว่าจะพามาดูทำไม ธรรมดามากๆ แล้วก็คนยั้วเยี้ยมาเดินมานั่งกันเต็มไปหมด ในรูปนั้นจะเห็นไอ้หมวกแดงกับไอ้เสื้อขาวแถบแขนแดง ไอ้สองตัวนี้ดูหน้าแล้วไม่ใช่อิตาเลี่ยน มันเดินประกบเพื่อนในคณะทัวร์เราแล้วกำลังจะล้วงกระเป๋าเพื่อน ดีแต่ว่าเราเห็นก่อนแล้วส่งเสียง เฮ้ ยู เท่านั้นแหละมันหายวับไปกับฝูงคนเลย ถ้าใครจะมาทัวร์กรุงโรม ตัดโปรแกรมตรงนี้ไปก็ไม่ต้องเสียดายนะ ไปเดินช็อปปิ้งแถวนั้นน่าจะดีกว่า
ในกรุงโรม ถนนค่อนข้างแคบ มีตรอกซอกซอยเต็มไปหมด พื้นถนนหลายแห่งก็เป็นอิฐตัวหนอน จึงเห็นรถซิตี้คาร์ (รู้สึกเขาจะเรียกว่า Eco Car) มากกว่ารถคันใหญ่ๆ แม้กระทั่งรถเมล์เขาก็คันกระจิ๊ดริด..น่ารัก (เหมือนสาวๆ อิตาเลียนเลย อิอิ)
|