| love forget me not | ||
forward mail |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
กาลก่อน มีหมอคนหนึ่งกล่าวต่อผู้คนว่า การกินผลสาลี่ดิบนั้นมีประโยชน์ต่อฟันมาก แต่ถ้ากินเข้าไปมากๆ จะเป็นผลร้ายต่อม้ามได้ ส่วนการกินลูกจ้อนั้น มีประโยชน์ต่อม้าม แต่กลับไม่เป็นผลดีต่อฟัน
มีกระทาชายหนึ่งทำเป็นอวดฉลาด เมื่อได้ยินหมอพูดเช่นนี้ก็รีบกล่าวต่อคนข้างเคียงว่า "ข้านั้นกลับมีวิธีที่ดีอย่างหนึ่ง ถ้าใช้วิธีของข้า ก็จะสามารถรับประโยชน์ของผลสาลี่ดิบและลูกจ้อที่มีต่อสุขภาพของคนเราได้ และยังสามารถหลีกเี่ลี่ยงผลที่ไม่ดีด้วย" หมอได้ยินคำพูดของชายผู้นี้ก็รู้สึกแปลกใจ จึงขอให้เขาช่วยบอกวิธีการที่ว่านี้ ชายผู้นี้จึงพูดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่า"วิธีการที่ดีก็คือ เวลากินผลสาลี่ดิบก็ใช้ฟันเคี้ยวอย่างเดียว แต่ไม่ต้องกลืนเข้าไปในท้อง การทำเช่นนี้ก็จะมีประโยชน์กับฟัน และก็ไม่เป็นผลเสียต่อม้าม ส่วนเวลากินลูกจ้อ ข้าก็ไม่ใช้ฟันเคี้ยว หากจะกลืนลงท้องไปทั้งลูก นี่มิใช่จะเกิดประโยชน์ตาอม้ามดอกหรือ และก็ไม่ส่งผลเสียต่อฟันด้วย" ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นฟังคำพูดของกระทาชายผู้นี้แล้ว ต่างหัวเราะขบขัน มีคนผู้หนึ่งกล่าวขึ้นว่า"การที่ท่านกินผลสาลี่ดิบเอาแต่เคี้ยวโดยไม่กลืนนั้น นี่ยังพอไหว แต่การกินลูกจ้อโดยไม่เคี้ยว กลืนเข้าไปทั้งลูกนั้น คงมีความยากลำบากมาก ท่านกลืนลูกจ้อเข้าไปทั้งลูกเช่นนี้ กระเพาะและลำไส้คงพังแน่?" ต่อมาภายหลังผู้คนได้ผูกสำนวนจากนิทานเรื่องนี้ขึ้นว่า "กลืนลูกจ้อทั้งลูก" สำนวนนี้ ภาษาจีนอ่านว่า "หู หลุน ทุน จ่าว" คำว่า "หู หลุน" มีความหมายว่าทั้งหมด ทั้งลูก คือการกลืนลูกจ้อลงไปทั้งลูก แม้แต่เม็ดก็ไม่คายออก เคี้ยวก็ไม่เคี้ยว อันเป็นการใช้มาอุปมาถึงด้านการศึกษาเล่าเรียนว่าไม่ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ สักแต่ท่องอ่านตามตำราเท่านั้น ซึ่งเปรียบไปก็ประหนึ่งกินของไม่เคี้ยวให้ละเอียด ไม่รู้รสชาติและก็ไม่ย่อย ไม่สามารถรับไว้ได้ เหมือนกับการยกมาทั้งกระบิ หรือกลืนเข้าไปทั้งดุ้น เข้าทำนองที่สำนวนไทนว่า"เถรส่องบาตร"* คือทำตามอย่างด้วยโง่เซ่อ ไม่คิด. (ที่มา thai.cri.cn/1/2008/04/08/21@122215.htm) บางท่านอาจจะเคยได้ยินสำนวนไทยว่า "เถรส่องบาตร" มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "ลัทธิเถรส่องบาตร" ว่า นานมาแล้วมีพระเถระรูปหนึ่งเป็นสมภารวัดปกครองพระเณรมากเป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ตามปกติพระคุณเจ้ารูปนี้ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร จะเป็นด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ บาตรที่ท่านอุ้มออกบิณฑบาตเป็นวัตรเป็นประจำทุกวันเกิดร้าวขึ้น ท่านมีความประสงค์จะเปลี่ยนบาตรใหม่ แต่ก็ยังเปลี่ยนไม่ได้เพราะบาตรในสมัยนั้นแพงมาก ซื้อเปลี่ยนเอาเองไม่ได้เพราะไม่มีวัตถุแลกเปลี่ยน ญาติและปวารณาก็ไม่มี ครั้นจะขอบาตรใหม่จากคฤหัสถ์ก็ยังขอไม่ได้ เพราะในพระวินัยสิกขาบทที่สองแห่งปัตตวรรคมีบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีบาตรร้าวยังไม่พึงสิบนิ้ว ขอบาตรใหม่จากคฤหัสถ์ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณาได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ดังนั้น หลังบิณฑบาตและฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านยกบาตรขึ้นส่องดูรอยร้าวทุกวัน เพื่อจะได้รู้ว่ามันร้าวไปกี่นิ้วแล้ว ครบสิบนิ้วหรือยัง จะได้ขอบาตรเขาใหม่ พระลูกวัดไม่ทราบเหตุผลต้นปลาย พากันคิดเอาเองว่า พระฉันเสร็จแล้วต้องส่องบาตร เลยพากันส่องบาตรทั้งวัด วัดอื่นไม่รู้เหนือรู้ใต้ เห็นวัดนี้ส่องบาตร วัดของเราก็ต้องส่องบาตรบ้าง เลยส่องกันใหญ่ ลัทธิผู้น้อยเอาอย่างผู้ใหญ่หรือลูกปูเดินเหมือนแม่ปูนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นกฎธรรมดาทีเดียว คติอันเป็นสาระที่ได้จากเรื่องนี้ คือ การกระทำอะไรโดยไม่สอบถามให้รู้จริงหรือกระทำไปโดยเข้าใจผิด ย่อมเสียเวลาและเสียแรงเปล่า ไม่บังเกิดผลดีอะไรขึ้นมาเลย เหมือนพระส่องบาตรตามกันไปในเรื่องนี้ (ที่มา www.dhammathai.org/dhammastory/story41.php ) บันทึกเรื่องนี้ ณ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ในห้วงเวลาที่มีผู้นิยมกลืนจ้อทั้งลูกหรือส่องบาตรอยู่มากหลาย |