|
ในเอนทรีที่แล้ว ความเห็นต่างระหว่างฉันและแม่...ฉันจึงเดินออกจากบ้าน จงใจที่จะเล่าข้ามบางช่วงของชีวิต เพื่อที่จะมาบอกเล่าในเอนทรีนี้

ดวงอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว ฉันเดินไปเดินมาแถวโรงหนังสุริยา ตัดสินใจกินก๋วยเตี๋ยว หมดไป 10 บาท ยังมีเหรียญเหลือในกระเป๋าอีก 8 บาท ก็พออิ่มไปได้อีกมื้อเมื่อท้องได้เติมน้ำเปล่าๆ เพิ่มเข้าไปอีกหลายแก้ว เดินเตร่ย่านถนนวงเวียนใหญ่ ไปถึงสำเหร่ เดินย้อนกลับมาอีกทีถึงสะพานพุทธ เข้าลาดหญ้า สุดท้ายก็มานอนที่วงเวียนใหญ่ เพราะไม่เปลี่ยว มีคนนั่งๆ นอนๆ กันเยอะ พื้นหญ้ายังอุ่นๆ จากไอแดด แม้นุ่มกว่าเสื่อที่เคยปูนอนบนเตียง แต่ก็ไม่สบายตัว สองมือประสานแทนหมอนนุ่มๆ ที่บ้าน ตาก็เพ่งมองดวงดาวที่ดารดาษเกลื่อนฟ้า..มันก็ดวงเดียวกับที่เห็นจากที่บ้าน ความคิดที่เลื่อนลอย คิดไปต่างๆ นานา ทุกเรื่องล้วนโยงกลับไปเปรียบเทียบกับที่บ้าน คิดแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาไม่รู้ตัว กองทัพยุงบุกมาจนนอนต่อไม่ไหว ต้องลุกขึ้นเอนนั่งพิงต้นไม้ สองมือปัดยุงเป็นพัลวัน สุดท้ายยอมแพ้ปล่อยให้กองทัพยุงสูบเลือดตามสบาย แม้ยุงกัดจะน่ารำคาญ แต่เสียงยุงที่บินตอมหน้าตาน่ารำคาญยิ่งกว่า แม้ยุงกัดจะเจ็บ แต่รอยแผลที่ถูกตียังเจ็บยิ่งกว่า และใจก็ยังเจ็บแปลบๆ คิดถึงมุ้งเก่าๆ แต่สะอาดสะอ้านของที่บ้าน คิดถึงเตียงนอนไม้กระดานที่แต่ละแผ่นกว้างเป็นศอกๆ คิดถึงวันคืนที่ได้กินร้อนนอนอุ่น คิดถึงยาย คิดถึงน้องสองคน น้ำตาก็พานไหลออกมาอีก เสียงแตรรถ ทำให้ตกใจตื่น ยังคิดว่านอนอยู่ที่บ้าน แต่ตัวชื้นชุ่มเพราะน้ำค้าง มองไปรอบตัว คนที่นอนอยู่ในวงเวียนหายไปกว่าครึ่งแล้ว ฉันเดินโผเผไปทางดาวคะนองด้วยตัวที่ลายพร้อยไปด้วยผื่นยุง ท้องร้องโครกครากเพราะแม่ทำมื้อเช้าให้กินทุกวัน..ไม่เคยอดแบบนี้ ใกล้เที่ยงแล้วนั่นแหละ มาถึงแถวจอมทอง เห็นเด็กรุ่นเดียวกันทำงานที่ร้านทำเหล็กดัดมุ้งลวด เดินเข้าไปถามหาเถ้าแก่ ขอข้าวสักมื้อแลกกับแรงงาน เถ้าแก่บอกให้ไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยกัน ข้าวกลางวันสองจานพูนๆ กับสารพัดผักผัดน้ำมัน ทำให้มีเรี่ยวมีแรง น้ำยาอุทัยจากกระติกแช่น้ำแข็งก้อนใหญ่ ทำให้ชุ่มชื่น เถ้าแก่เมตตาให้งานทำ ค่าแรงวันละสามสิบบาท กิน นอน ที่ร้าน แรงงานขาดทักษะอย่างฉัน ใหม่ๆ ก็ทำได้แค่ตัดเหล็ก ขัดขี้อ๊อก ขัดสี ทารองพื้น แม้นจะกินแรงหนักหนา แต่ไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงเด็กบ้านนอกคนนี้ อาหารเย็น ผักผัดน้ำมันกับแกงจืดผักกาดขาวเจือกลิ่นหมูสับ ทำให้นึกถึงกับข้าวโอชารสฝีมือยาย น้ำพริกรสละมุนลิ้นกับผักลวก ...ยายกินข้าวหรือยังนะ ...น้องกินข้าวกับอะไรนะ น้ำตาไหลจนต้องแอบเช็ด คนงานนอนรวมกันที่ชั้นสามของร้าน เสื่อขาดๆ หมอนเหม็นๆ ไม่มีมุ้ง กองทัพยุงที่นี่ทำให้ยุงที่วงเวียนใหญ่กลายเป็นแค่ทัพหน้า นอนตบยุงจนมือสองข้างเต็มไปด้วยเลือด แว่วเสียงเพื่อนคนงาน "มึงจะตบทำไมวะ หนวกหู" คิดถึงมุ้งที่บ้านจังเลย อาหารเช้า ข้าวต้มกับยำกุ้งแห้ง คนงานอาวุโสร้องบอก "กินข้าวต้มเยอะๆ กุ้งแห้งอย่าไปกินมาก" นึกว่าเขาหวง ตลอดสามเดือนต่อมา ถ่ายหนักออกมาเป็นสีแดงทุกวัน เพราะอาหารมื้อเช้า มีเมนูเดียว นึกถึงปลาหมอทอดกระเทียมพริกไทย นึกถึงปลาตะเพียนทอดน้ำปลา นึกถึงปลาดุกย่าง น้ำปลาหวาน นึกถึงปลาช่อนทอดคึ่นไช่ นึกถึงหมูผัดขิงฝีมือยาย ...ยายกินข้าวหรือยังนะ ...น้องกินข้าวกับอะไรนะ ฝ่ามือที่แข็งกระด้างขึ้น ทำให้นึกไปถึงงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบ..แค่น้อยนิด เนื้อตัวที่แห้งเป็นสะเก็ดเพราะควันและไอร้อนจากการอ๊อกเหล็ก ทำให้นึกไปถึงมือแห้งเหี่ยวของยายที่คอยลูบไล้ ทำให้นึกไปถึงมือน้อยๆนุ่มๆ ของน้องที่มาเกาะกุมให้พาไปเที่ยวเล่น เดือนที่สองเถ้าแก่ก็ขึ้นเงินเดือนให้เป็นวันละห้าสิบบาท เพราะเห็นว่ามีความรู้ ก็ให้สอนหนังสือลูกสาวเถ้าแก่ ที่รุ่นราวคราวเดียวกับน้อง สอนหนังสือไป ก็อดคิดถึงน้องไม่ได้ ใครจะสอนหนังสือน้องนะ ถ้าฉันไม่อยู่ตอนเปิดเทอม อดคิดถึงตัวเองไม่ได้ ถ้าฉันไม่เรียนหนังสือ ฉันจะต้องมาตัดเหล็กไปชั่วชีวิตหรือ ฉันจะกินแค่ข้าวต้มกับยำกุ้งแห้งทุกเช้าหรือ เพื่อนๆ ทุกคนก็อยากให้ฉันกลับไปเรียน อีกปีเดียวก็จะจบชั้นสูงสุดของโรงเรียนแล้ว อีกปีเดียวก็ต้องออกจากบ้านอยู่แล้ว ฉันต้องกลับไปเรียน เถ้าแก่บอกว่าแล้วแต่จะตัดสินใจ ถ้าอยากทำงานก็ทำต่อไปได้สบายๆ ถ้าอยากกลับไปเรียน ก็กลับไป แต่เถ้าแก่บอกว่า น่าเสียดาย ถ้าวันนี้ลื้อมีปัญญาเรียน แล้วไม่เรียน ที่ท่ารถสายใต้ สามแยกไฟฉาย เถ้าแก่ที่ขับมอเตอร์ไซด์มาส่ง ส่งเงินมาให้อีกสามร้อย "เอาไปให้แม่ลื้อใช้ บอกว่าอั๊วชอบ ที่สอนลูกมาดี" 
เพลงบรรเลง "นกเจ้าโผบิน" ศิลปิน จำรัส เศวตาภรณ์ 

|