|
ใครบางคนที่หนีหายไปจากบ้านเกิด คงศึกษาปาปิญองมาอย่างโชกโชน ต่างกันแต่เพียงว่าปาปิญองนั้นถูกพิพากษาแล้วจึงหนี แต่ใครคนนั้นหนีก่อนถูกพิพากษา...ขอบอกว่า "ถึงหนีไปได้ แต่ก็ไม่พ้นสายตาประชาชน" เนื่องจากไม่สันทัดการเขียนประกวดไม่ว่าจะเปิดกรุประสานรักในสายไหนๆ เพราะถนัดแต่สายเดี่ยว อีกทั้งไม่มีเวลาไปบ้านที่ใช้เป็นที่เก็บของ จึงขอใช้เอนทรีนี้บอกเล่าถึงของชุดหนึ่งที่เป็นทั้งของสะสม ของรักของหวงและของโปรด สิ่งที่คนโทฯ เป็นอยู่คงไม่แปลกแตกต่างกับคนอื่น สิ่งที่คนโทฯ มีอยู่ก็คงไม่พิเศษกว่าคนอื่น แต่สิ่งนั้นเป็นเสี้ยวหนึ่ง "ในความทรงจำ" ที่ไม่มีของใครซ้ำกับของใครอย่างแน่นอน การวัดผลอะไรที่เป็นนามธรรมอย่าง "คุณค่าทางใจ" นั้น จึงเป็นสิ่งที่หัวใจอันบางเบาอย่างคนโทฯ ยากที่จะรับ แต่ขอเปิดสิ่งของ "ในความทรงจำ" อีกชุดหนึ่ง โดยภาพประกอบนี้เป็นภาพจากอินเตอร์เน็ตทั้งหมด 
เมื่อตอนยังละอ่อนนั้น ได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่องหนึ่งพร้อมๆ กับเพื่อนๆ ที่เป็นนักกิจกรรมด้วยกัน หนังเรื่องนั้นชื่อ "Papillon" หรือ "ปาปิญอง" ซึ่งรู้จักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่อยู่บ้านนอกแล้ว เพราะเคยลอกเอารูปผีเสื้อในโฆษณาหนังไปเพ้นท์ไว้ที่กระเป๋าหนังสือเรียนด้วย
"ปาปิญอง" เป็นชื่อเล่นของอองรี ชาเลียร์ Henri 'Papillon' Charriere มีความหมายในภาษาฝรั่งเศสว่า "ผีเสื้อ" ปาปิญองถูกพิพากษาให้ถูกจำคุกตลอดชีวิต ในคดีฆาตกรรมที่เขามิใช่ฆาตกร เขาถูกส่งไปยังทัณฑนิคมที่กีอานาของฝรั่งเศสในอเมริกาใต้ ถูกขังอยู่เพียงสี่สิบสองวัน เขาก็แหกคุกเป็นครั้งแรก โดยแล่นเรือใบขนาดเล็กหนีไปอย่างลำบากเป็นระยะทางกว่าพันไมล์ เมื่อถูกจับได้อีกปาปิญองถูกขังเดี่ยว และในที่สุดก็ถูกส่งไปยังเกาะนรก ซึ่งเต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณและโรคภัยไข้เจ็บ ไม่เคยมีใครสามารถหนีจากเกาะนรกแห่งนี้ได้เลย ในระหว่างที่ถูกจองจำเป็นเวลาสิบสามปี เขาแหกคุกหนีถึงเก้าครั้ง ในบางครั้งที่ถูกจับได้ เพียงเพราะว่าเขาทำบุญกับแม่ชีด้วยไข่มุกหลายเม็ด แม่ชีจึงไม่ไว้ใจ ในหนังนั้นจบลงในตอนที่ปาปิญองเสี่ยงภัยหนีฝ่าดงฉลามไปได้สำเร็จ โดยอาศัยถุงบรรจุลูกมะพร้าวแห้งเป็นแพ 
พระเอกเรื่องนี้ คือ สตีฟ แมคควีน รู้จักก่อนแล้วจากหนังทีวีเรื่องไอ้ปืนโต และแหกค่ายนรกมฤตยู (The Great Escape) เรื่องนี้เขาเล่นเป็นปาปิญอง บุรุษผู้มีรอยสักรูปผีเสื้ออยู่ที่หน้าอก 
ส่วนอีกคนหนึ่งที่เด่นมากในเรื่องนี้ คือ ดัสติน ฮอฟแมน เล่นเป็นหลุยส์ เดก้า เขาเล่นได้ดีมากๆ ทั้งนี้ต้องชมทีมช่างแต่งหน้าด้วย เพราะเนื้อเรื่องของเรื่องนี้ดำเนินเรื่องถึง 13 ปี การแต่งหน้าให้คนหน้าแก่ขึ้น หัวล้านมากขึ้น เนียนมากๆ เทียบกับเทคนิกในสมัยนั้น ผู้แสดงอื่นๆ ก็เล่นได้ดีแบบคนไม่ช่างติอย่างคนโทฯ หาที่ติไม่เจอ (แต่มีคนเจอ....ตอนท้ายเรื่องจะเฉลย)
รายละเอียด: ผู้เเต่ง : อองรี ชาร์เรียร์ ครั้งที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่สอง ปีที่พิมพ์ : กรกฎาคม 2517 สํานักพิมพ์ : สยาม คอมมิวนิเกชั่นส์ รูปเล่ม : ปกอ่อน กระดาษธรรมดา จํานวนหน้า : 464 หน้า
. .
Papillon (1973) Director:Franklin J. Schaffner Writers:Dalton Trumbo (screenplay) and Lorenzo Semple Jr. (screenplay) Release Date:16 December 1973 (USA) Awards:Nominated for Oscar. Another 2 wins & 1 nomination more Steve McQueen ... Henri 'Papillon' Charriere Dustin Hoffman ... Louis Dega Based on the true story of Henri Charriere
. (ในเมืองไทย มี "ผาปาปิญอง" ที่เกาะตะรุเตา ซึ่งตั้งชื่อนี้เพราะสถานที่เหมือนหน้าผาที่ปาปิญองไปนั่งนับคลื่นเพื่อแยกแยะคลื่นที่จะพัดเข้ากระแทกโขดหินกับคลื่นที่พัดพาออกท้องทะเล แต่มีคนไทยชอบมั่ว เพราะที่ค้นพบในอินเตอร์เน็ตเกือบทั้งหมด อ้างว่าตั้งชื่อผาปาปิญองเพราะหนังเรื่องนี้มาถ่ายที่เกาะตะรุเตา..อย่าไปเชื่อนะครับ เพราะหนังเรื่องนี้ถ่ายที่ Jamaica, Maui Hawaii USA, Spain, St Laurent du Maroni, Guyane, Departements d'Outre-Mer, France (Camp de la Transportation, closing sequence)
. "ปาปิญอง" ประกายแห่งชีวิต "ปาปิญอง" เป็น..จุดเริ่มต้น...ของทุกๆ สิ่งที่เกี่ยวกับ หนัง หนังสือ ที่คนโทฯ ครอบครองอยู่ในขณะนี้นะสิ ดูหนังเรื่องนี้ออกมายังติดอกติดใจในความมุ่งมั่นของคนๆ หนึ่งที่ถูกปรักปรำว่าผิด ทั้งๆ ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ เข้าทำนอง "คุกขังเขาได้ แต่หัวใจอย่าปรารถนา" จึงพยายามไปหาหนังสือเรื่องนี้ให้ได้ สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต การหาหนังสือเก่าจึงเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่ในที่สุด ก็หาหนังสือเล่มนี้มาได้ ด้วย "ราคาพิเศษ"...ครับ ราคาถูกเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในกระบะหนังสือเลหลังลด 50% ก็เป็นปกติ ที่เนื้อหาในหนังสือจะละเอียดกว่าหนัง แต่หนังเรื่องนี้ดูสนุก และถ้าหาอะไรดีๆ กับหนังเรื่องนี้ ก็มี ความมุ่งมั่น การต่อรอง ความซื่อสัตย์ ความกล้า การตัดสินใจที่เด็ดขาด และได้พบ "ของดี"* ในอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
"ปาปิญอง" เป็นจุดเริ่มต้นหลายๆ อย่างในชีวิต...
 เริ่มหาหนังสือเกี่ยวกับหนังที่ได้ดู เริ่มจากเรื่อง "ปาปิญอง" ก็ขยายเป็น วิมานลอย, มิดไนท์คาวบอย, ก็อด ฟาเธอร์, เน็ด เคลลี่ เขาถูกบังคับให้เป็นขุนโจร (กุหลาบ สายประดิษฐ์) ทีนี้พอรู้จักกุหลาย สายประดิษฐ์ หนังสือแนวความคิดและปรัชญาทางการเมืองก็หลั่งไหลเข้ามา เริ่มหาหนังที่สร้างจากหนังสือที่เคยอ่าน เริ่มจากเรื่อง "ปาปิญอง" นี่แหละ ดูหนังแล้ว อ่านหนังสือแล้ว ก็เริ่มสะสม จากวิดีโอเทป เป็น VCD, เป็น DVD จากเรื่องเดียวก็เป็นหลักร้อย แม้กระทั่งหนังสืออื้อฉาวอย่าง เอมมานูเอล ก็ทำให้วิดีโอเทปเอมมานูเอลหลายภาคมาอยู่ในคอลเลคชั่น อิอิ เริ่มหาหนังที่มีนักแสดงที่ชื่นชอบ จาก สตีฟ แมคควีน ก็เป็น ดัสติน ฮอฟแมน, พอล นิวแมน, มาร์ลอน แบรนโด, จอห์นนี่ เดปป์, ทอม แฮงค์ ฯลฯ เริ่มหาหนังสือที่เคยอ่านแล้วชื่นชอบนักเขียน ก็มีความคิดเริ่มจาก "ปาปิญอง" แล้วขยายเป็น ฮาโรลด์ รอบบินส์, ซิดนีย์ เชลดอน, ลอเรนซ์ แซนเดอร์, จอห์น กริชแชม, ไมเคิล คริชตัน, โรเบิร์ต ลัดลั่ม, มาริโอ พูโซ, ฮาลาน โคเบน, โกวเล้ง, กิมย้ง, หวงอี้, ไม้ เมืองเดิม, ประภัสสร เสวิกุล, คึกฤทธิ์ ปราโมช, รงค์ วงษ์สวรรค์, วาณิช จรุงกิจอนันต์ ฯลฯ เริ่มหาหนังสือที่แปลโดยนักแปลที่ชื่นชอบ เช่น ธนิต ธรรมสุคติ, สมพล สังขะเวช, สุวิทย์ ขาวปลอด, เทศภักดิ์ นิยมเหตุ, นิดา, มนันยา ฯลฯ ผมจะไม่รัก "ปาปิญอง" ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าผีเสื้อตัวนี้ขยับปีกพาผมโบยบินสู่เส้นทางแห่งความสุขใจเช่นนี้ 
เฉลย... เริ่มต้น เขียนถึงคนที่หนีไปลอนดอน เพราะ... ชื่นชม "ปาปิญอง" มาเนิ่นนาน แต่ในการค้นข้อมูล ได้พบความจริงที่ว่า "ถึงหนีไปได้ แต่ก็ไม่พ้นสายตาประชาชน" ไม่เชื่อลองคลิก play ดูสิ
จบเอนทรีนี้ ขอถามว่า คุณเคยดูหนังเรื่อง What's Eating Gilbert Grape แล้วหรือยัง ถ้ายัง..ขอแนะนำให้ไปหามาดู 
* "เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน มีหนังเรื่องหนึ่งซึ่งดูแล้วเตือนใจได้มาก คือเรื่อง " ปาปิญอง " หลายคนก็คงเคยได้ยิน เป็นเรื่องของคนบริสุทธิ์คนหนึ่งที่ถูกจับเข้าคุกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยหัวใจอิสระเขาจึงพยายามหาทางหนี พอถูกจับได้ก็ได้รับโทษหนักขึ้น คราวหนึ่งเขาถูกส่งเข้าไปขังเดี่ยวในคุกมืด ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีหน้าต่าง คนที่อยู่ในคุกนี้ อยู่ได้ไม่นานจะต้องบ้าวิกลจริต แค่ปีเดียวก็บ้าแล้ว ปาปิญองถูกตัดสินอยู่ในคุกนี้ประมาณ 5 ปีเห็นจะได้ มันเหมือนกับลงนรกเลย สิ่งที่ปาปิญองทำทันทีที่เข้าไปอยู่ในคุกนี้ก็คือเดินนับก้าว มีที่เดินแค่ห้าก้าวเท่านั้นแหละ เขานับทำไม เขารู้ว่าจะอยู่ในนั้นได้ต้องคุมจิตของตัวเองให้ได้ เขาก็เลยเดินนับก้าวในคุกกลับไปกลับมา จดจ่ออยู่กับการเดินและการนับ ก็เท่ากับเป็นการเดินจงกรมนั่นเอง แต่ปาปิญองไม่รู้เรื่องการเดินจงกรมหรอก เพียงแต่รู้ว่าถ้าจะเอาตัวรอดจากที่นั่นให้ได้ต้องเป็นมิตรกับตัวเอง แล้ววิธีหนึ่งที่จะเป็นมิตรกับตัวเองได้ ก็คือการจดจ่ออยู่กับการเดินเป็นการทำจิตให้เชื่องนั่นเอง เพราะถ้าจิตไม่เชื่องก็จะฟุ้งซ่านสารพัด คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต คิดถึง 5 ปีข้างหน้าว่าช่างนานแสนนานเหลือเกิน รวมทั้งถูกความกลัวต่างๆ รุมเร้า เนื่องจากอยู่ในที่มืดและแคบ จิตจึงพร้อมที่จะหาเรื่องราวสารพัดมาใส่ตัว แต่ถ้าคุมจิตได้เป็นมิตรกับจิตได้ก็สบาย ในที่สุดปาปิญองก็ประคองตัวเองอยู่รอดมาได้ หลังจากครบ 5 ปีออกมาจากคุกมืดในที่สุด แต่โทรมที่เดียว ตาเกือบจะเสียเพราะไม่เห็นแสงแดด ฟันก็หลอเพราะว่าไม่ค่อยได้กินอะไรมาก บางทีก็ต้องไปกินแมลงสาบ แต่ไม่บ้า เกือบจะบ้าแต่ไม่บ้า เพราะสามารถคุมจิตเอาไว้ได้ เขาทำในสิ่งซึ่งคนอื่นยากจะทำได้ ถ้าถามว่าเรารักตัวเองหรือเปล่า ทุกคนคงตอบว่ารัก แต่ถ้าให้เราไปอยู่ในห้องคนเดียวเราจะอยู่ได้ไหม ถ้าเรารักตัวเองจริงเราก็น่าจะอยู่ได้ แถมพอใจด้วยซ้ำ เหมือนกับที่เรารักใครสักคน เราก็อยากจะอยู่กับคนๆ นั้น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว น้อยคนที่จะอยู่กับตัวเองได้ แม้ในห้องนั้นจะมีทุกอย่าง ข้าวปลาอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย รวมทั้งไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรศัพท์มือถือ เรียกว่าถ้าอยู่คนเดียวจริงๆ ติดต่อใครไม่ได้เลย จะรู้สึกกระสับกระส่ายทุรนทุราย ยิ่งถ้าไปอยู่ในป่าอยู่คนเดียวก็ยิ่งผวาไปรอบทิศ การอยู่กับตัวเองคนเดียวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เพราะว่าลำบาก แต่เพราะว่าต้องเจอกับความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ มากมาย เราไม่สามารถที่จะทนอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเองได้ เพราะความคิดมันปรุงแต่งไปเรื่อย เรียกว่าทำสงครามกับตัวเอง จึงกลายเป็นว่าจะให้ทำอะไรก็ได้ แต่ขออย่าให้อยู่กับตัวเองคนเดียว วิธีลงโทษทหารหรือนักโทษที่ทำความผิดวิธีหนึ่ง ซึ่งกลัวกันมากก็คือการขังเดี่ยว เพราะถ้าใครถูกขังเดี่ยวเมื่อไหร่มันเหมือนกับตกนรก ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่โอกาสจะเป็นบ้าก็มากเท่านั้น ทำไม? ถ้าเรารักตัวเองก็ต้องอยู่กับตัวเองได้ แต่กลับอยู่ไม่ได้แสดงว่าเราไม่ได้รักตัวเองจริง มิฉะนั้นการอยู่ในห้องหรือในป่าคนเดียวก็ต้องอยู่ได้ การที่เราอยู่กับตัวเองไม่ได้เพราะว่าทนตัวเองไม่ได้ และที่ทนไม่ได้มากที่สุดก็คือจิตใจของตัวเอง ถ้าอยู่คนเดียวเมื่อไหร่ก็ต้องหาโน่นหานี่มาทำ หรือไม่ก็ต้องหาเพื่อนคุย หาโทรทัศน์มาดู หาโทรศัพท์มือถือมาคุยกับใครต่อใคร เราทำอะไรต่ออะไรมากมายเพื่ออะไร ก็เพื่อที่จะดึงจิตออกไปจากตัวเอง เพื่อจะหนีออกไปจากตัวนั่นเอง คนจำนวนไม่น้อยนิยมช้อปปิ้งเมื่อถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็เพื่อที่จะหลีกหนีตัวเองด้วย หนีไปเพื่อจะได้ลืมตัวเอง จะได้ไม่ต้องไปสู้รบตบมือกับความคิดตัวเอง ฉะนั้นจึงทำอะไรก็ได้ที่จะดึงจิตออกไปให้พ้นตัว อะไรก็ได้ที่จะดึงจิตไม่ให้กลับมาทำสงครามกับตัวเอง พอดึงจิตพ้นตัวแล้วก็สบาย ไปจดจ่ออยู่กับสินค้าที่วางขาย ปล่อยใจลอยไปกับบรรยากาศรอบตัว หรือว่าอยู่กับความตื่นเต้นเฉพาะหน้า ........... พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ ให้อยู่ท่ามกลางคนหมู่มากเหมือนอยู่คนเดียว คือว่าสงบได้ ไม่ใช่วุ่นวายไปตามผู้คน ไม่ใช่หวั่นไหวไปตามเสียงสรรเสริญนินทาของผู้คน อยู่ได้ท่ามกลางผู้คนเหมือนอยู่คนเดียว และเวลาอยู่คนเดียวก็เหมือนอยู่หลายคน คือมีความอบอุ่นไม่ว้าเหว่โดดเดี่ยว นี่คือหนทางที่จะทำให้เรามีชีวิตมีจิตใจมั่นคงและยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน นี่คือวิธีการสร้างสันติและมิตรภาพให้กับตัวเอง เป็นการรักตัวเองอย่างถูกต้อง http://board.palungjit.com//showthread.php?t=107772 http://board.palungjit.com/showpost.php?p=904704&postcount=52
|

ไม่ใช่ ไม่ใช่ให้ไปแตะตรงนั้น 555
|