| love forget me not | ||
forward mail |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
เฮ้ย...ไปดู "ข้างหลังภาพ" มารึป่าว? จริงๆ อย่างที่บล็อกเกอร์ครูเก๋เขียนไว้ ว่า จากเรื่องข้างหลังภาพ คนมักจะจำประโยคอมตะประโยคเดียวคือ
แลไปข้างหน้า นั้นมีสองภาคคือภาคปฐมวัย และภาคมัชฌิมวัย ผมได้อ่าน "แลไปข้างหน้า" ทั้งสองภาค แต่รู้สึกว่าหนังสือในครอบครองจะเหลืออยู่แต่ภาคมัชฌิมวัย ส่วนภาคปฐมวัยคงต้อง "ไปหาเอาข้างหน้า" เสียแล้ว แลไปข้างหน้า ภาคปฐมวัย เป็นเรื่องสมัยเด็กของจันทา โนนดินแดงเด็กบ้านนอกซึ่งมีโอกาสเข้ามาเรียนหนังสือชั้นมัธยมในโรงเรียนผู้ดีในกรุงเทพฯ เพราะการฝากฝังของเข้าอาวาส และเพื่อจะได้เป็น "องครักษ์" ของลูกชายของขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่ง บทแรกๆ เป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเมืองกับบ้านนอกระหว่างจันทากับนิทัศน์ ซึ่งเป็นคนที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลางค่อนข้างยากจนในเมือง และเป็นคนที่มีทัศนะเป็นนักประชาธิปไตยมากกว่าใครในชั้น ตอนแรกคือ ตอนที่จันทาป่วยอยู่ที่บ้าน คุณลมัยแม่บ้าน ซึ่งความจริงเลื่อนชั้นไปจากคนรับใช้ธรรมดา แต่กลับถูกหลอมให้มีทัศนคติแบบเจ้าขุนมูลนายโกรธที่เด็กของตนให้ยาฝรั่งแก่จันทาไปกิน โดยพูดว่า "พวกคนบ้านนอกน่ะ เวลาเจ็บป่วยเขาก็ใช้รากไม้ฝนกินฝนทากันทั้งนั้น เขาอยู่มากันอย่างนี้ตั้งบรมกัลป์มาแล้ว ชีวิตเขาไม่เหมือนกับพวกเรา" และ "มันไม่มีธรรมเนียม แม่สายที่บ่าวจะใช้นายแพทย์ร่วมกับนาย ฉันรู้สึกว่าการที่จะไปเอานายแพทย์ของคุณวัชรินทร์มารักษาอ้ายจันนั้น จะเป็นการทำผิดที่ร้ายแรงเสียยิ่งกว่าจะปล่อยให้อ้ายจันมันตายไป" อีกตอนหนึ่งของฉากโรงเรียน ตอนที่เซ้ง เด็กลูกจีนฐานะยากจนผู้ศรัทธาในศาสนาและเห็นแก่มนุษยธรรม ถูกลงโทษอย่างรุนแรงจากอาจารย์ใหญ่ฐานปัสสาวะริมรั้ว โดยไม่สอบถามความจริงที่ว่า มันเป็นเพราะเขาต้องอธิบายการบ้านให้เพื่อนจนระฆังตีเวลาเข้าเรียนและเขาปวดปัสสาวะเต็มที่ กลัวว่าถ้าวิ่งไปห้องน้ำจะเข้าเรียนสายถูกลงโทษ แต่อาจารย์ใหญ่ก็ลงโทษเขาหนักเนื่องจากอาจารย์มีอคติต่อเขาล่วงหน้าแล้วว่า ลูกจีนเป็นพวกไพร่ เป็นคนอีกวรรณะหนึ่งซึ่งมีแนวโน้มจะทำลายชื่อเสียงของโรงเรียนผู้ดี ภาคปฐมวัย นอกจากผู้เขียน จะเขียนถึงความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทการแบ่งแยกชนชั้น ทัศนคติ ค่านิยมที่ล้าหลังต่างๆ ไว้อย่างกว้างขวางได้อย่างคมคายหลายตอน เช่นตอนที่หลังจากถูกอาจารย์ใหญ่ลงโทษแล้ว เซ้งพูดกับจันทาซึ่งมาปลอบใจเขาว่า "เธอกับฉันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ข้อหนึ่งคือ มาจากครอบครัวที่ยากจน มันอาจจะเป็นเจ้าความยากจนนี่เอง ที่ทำให้เรากลายเป็นคนเลวร้ายไป"
แลไปข้างหน้า เล่มแรก กับ แลไปข้างหน้าที่ สนพ.ดอกหญ้านำสองภาคมาตีพิมพ์รวมกัน หากพบเห็นก็รีบซื้อเก็บไว้ เพราะนับวันจะกลายเป็นของหายากไปเสียแล้ว แลไปข้างหน้า ภาคมัชฌิมวัย เป็นเรื่องสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตัวละครสมัยเด็กต่างก็โตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่และแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ เค้าโครงเรื่องมีลักษณะสะท้อนภาพของสังคมการเมืองที่มีผลกระทบต่อตัวละครต่างๆ กันมากกว่าภาคแรก นิยายเรื่องนี้จบ ลงตรงที่เซ้งซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่รักความเป็นธรรมรักประชาธิปไตย ถูกรัฐบาลจอมพล ป. สมัยร่วมมือกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒ จับตัวไป ขณะที่นิทัศน์เริ่มไปเรียนต่อที่อังกฤษ และจันทาเพิ่งออกไปเป็นอัยการในต่างจังหวัดได้ไม่นาน แลไปข้างหน้า ภาคปฐมวัยและภาคมัชฌิมวัย เป็นนิยายชิ้นสำคัญของศรีบูรพา เรื่องนี้เขียนขึ้น ระหว่างปี ๒๔๙๕-๒๕๐๐ ซึ่งเป็นช่วงที่ศรีบูรพา ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในที่คุมขัง ในฐานะนักโทษการเมือง ผู้คัดค้านนโยบายของรัฐบาล ขณะที่ถูกจับกุม เขามีอายุ ๔๗ ปี เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน ที่มีชื่อเสียงมากแล้ว นิยายเรื่องนี้ ศรีบูรพาเขียนไม่จบ เนื่องจากหลังจากที่เขาพ้นโทษ ออกจากที่คุมขังมา ก็มีภารกิจด้านอื่น และในปี ๒๕๐๑ ขณะที่เขาเดินทางไปประเทศจีน ในนามหัวหน้าคณะวัฒนธรรมไทย ก็ได้เกิดการทำรัฐประหาร โดยจอมพลสฤษดิ์ขึ้น มีการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ และนักเขียน จำนวนมาก ทำให้ศรีบูรพาต้องขอลี้ภัย อยู่ในประเทศจีนเรื่อยมา จนถึงแก่กรรมในปี ๒๕๑๗ มองในแง่ความคิดแล้ว นิยายเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็น ความคิดที่ก้าวหน้า มากกว่านิยายเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านั้น ของศรีบูรพา ได้อย่างชัดเจน ความคิดที่เด่นชัดของเขาคือ ความเชื่อในเรื่องความเสมอภาค ความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเจริญก้าวหน้า ความสงบสุขของประเทศ และของโลก เขาได้สอดแทรกความคิดเหล่านี้ ไว้ในนิยาย ได้อย่างค่อนข้างแนบเนียน ด้วยความเป็นคนช่างสังเกต ถี่ถ้วน และละเอียดอ่อน สิ่งหนึ่งเขาทำได้ดี ในนิยายเรื่องนี้ คือ การสะท้อนภาพ สังคมการเมือง และวัฒนธรรม ในยุคสมัยดังกล่าว ออกมาได้อย่างง่ายๆ แจ่มชัด ข้อมูลและภาพจากอินเตอร์เน็ต http://www.rsu.ac.th/soc/corner34.html, http://www.sriburapha.net/biography.php @@@@@@@@@@
เพราะสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นวุ่นวายเหลือเกิน เหมือนกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เราไม่รู้ว่าตอน "ปัจฉิมวัย" นี้จะจบลงอย่างไร.... |