• คนโทใส่น้ำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-01-22
  • จำนวนเรื่อง : 36
  • จำนวนผู้ชม : 10790
  • จำนวนผู้โหวต : 206
  • ส่ง msg :
คนโทใส่น้ำใบที่ 2
อยากแหลมต้องเหลา อยากเหลาลองแวะไปบ้านคนโท http://www.oknation.net/blog/konto
Permalink : http://www.oknation.net/blog/konto2
วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม 2551
Tag เชิดชูสามัญชน : อาจารย์ป๋วย คนที่เราเคารพ ศรัทธา ได้อย่างเต็มหัวใจ
Posted by คนโทใส่น้ำ , ผู้อ่าน : 212 , 17:45:41 น.  
พิมพ์หน้านี้


 

.

คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง

จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

.

เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก

ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมาก อย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่ต้องไม่มีลูกถี่

พ่อกับแม่จะแต่งงานกันอย่างถูกกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินไปได้ และจะได้ความรู้หากินไปได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนรู้ขั้นสูงขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมือง หรือชนบทแร้นแค้น

เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจ ว่าตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม

บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่ จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน

ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิดและวิชาการของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาสรับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

ผมต้องการให้ชาติของผม ได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศ ด้วยราคาอันเป็นธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นชาวนาชาวไร่ ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควร สำหรับทำมาหากิน มีช่องทาง ได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีทำกินแบบใหม่ ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นส่วน มีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่แพงนัก มีวิทยุฟัง และโทรทัศน์ดู โดยจะต้องไม่มีการรบกวนจากการโฆษณามากนัก

ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรค แก่ผมอย่างฟรี กับบริการการแพทย์รักษาพยาบาลอย่างถูก อย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใด หาหมอ หาพยาบาลได้สะดวก

ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่าง สำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปวรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่าง ๆ เที่ยวงานวัด งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศล อะไรก็ได้พอสมควร

ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่ม

เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือสโมสร หรือ สหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน

เรื่องที่ผมเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากร ให้ส่วนรวมตามอัตภาพ

ผมต้องการโอกาส ที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยถึงโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ

เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว

เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา

เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น หรือตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำ หรืออากาศเป็นพิษ

เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่เก็บไว้ ให้เมียผมพอใช้ในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่น ๆ บ้าง

ตายแล้วเผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป. 

 

     ผมขอยกข้อเขียนเรื่อง คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ผมยกย่องเป็นสามัญชนคนดีที่ควรเคารพ ในการตอบ Tag พี่อ๊อด เจ้าของบ้าน tamonwan

     แม้ผมจะได้สืบสาวไปยังผู้ส่ง Tag ให้พี่อ๊อด คือคุณปฏิจจชนที่บอกกติกาไว้ในข้อ 2 ว่า เขียนอย่างน้อย 1ท่าน จะเป็นผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือยังคงมีชีวิตอยู่ก็ได้ (แต่อยากให้เขียนถึงคนเป็นๆ มากกว่า) แต่ก็มีเหตุผล 2 ข้อที่ทำให้ผมเลือกที่จะเชิดชูอาจารย์ป๋วยผู้ล่วงลับคือ

1. คำให้สัมภาษณ์ของนายสมัคร สุนทรเวช เกี่ยวกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาจารย์ป๋วย

2. นโยบายการเงินการคลังในปัจจุบันของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่อาจารย์ป๋วยเคยเป็นผู้ว่าการมาถึง 12 ปี

ผมไม่ทราบว่ามีผู้ได้รับ Tag  ท่านใดได้เคยเขียนเรื่องอาจารย์ป๋วยมาก่อนหรือเปล่า ถ้าซ้ำกันก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

ทั้งนี้ผมเคยนำข้อเขียนของอาจารย์ป๋วย มาลงในบล็อกครั้งหนึ่งแล้ว ในเรื่อง เสียดายโอกาส : Begin with the end in mind (http://www.oknation.net/blog/konto/2007/09/27/entry-1)

ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  (9 มีนาคม พ.ศ. 2458 - 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2542) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย เคยเป็นผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย สมาชิกขบวนการเสรีไทย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2508 เจ้าของข้อเขียน "คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"

ประวัติ
     ป๋วย อึ๊งภากรณ์เกิด ที่บ้านตรอกโรงสูบน้ำ ตลาดน้อย เป็นบุตรของ นางเซาะเซ็ง แซ่เตียว และ นายซา แซ่อึ๊ง ชื่อ "ป๋วย" นั้น บิดาของป๋วยตั้งให้เป็นชื่อตัว ส่วนชื่อสกุลของป๋วย คือ "อึ๊ง" ชื่อรุ่นคือ "เคียม" อ่านทั้งสามตัวตามลำดับประเพณีจีน สำเนียงแต้จิ๋วจะเป็น "อึ๊ง ป้วย เคียม" แต่ถ้าอ่านโดดๆ วรรณยุกต์จะเปลี่ยนไป ชื่อสกุลเป็น "อึ๊ง" และชื่อตัวเป็น "ป๋วย". คำว่า "ป๋วย" แปลตรงตัวได้ว่า "พูนดินที่โคนต้นไม้" เพราะตัวประกอบในอักษรระบุไว้เช่นนั้น แต่มีความหมายกว้างออกไปอีกคือ "บำรุง" "หล่อเลี้ยง" "เพาะเลี้ยง" และ "เสริมกำลัง"

     มารดาของป๋วย เป็นบุตรสาวคนแรกของเจ้าของร้านขายผ้าที่สำเพ็ง อยู่ใกล้ตรอกโรงโคม ส่วนบิดาเป็นคนจีน ทำงานช่วยพี่ชายที่แพปลา แถวปากคลองวัดปทุมคงคา ทั้งสองสามีภรรยาไม่ค่อยมีรายได้มากนัก แต่ก็ตั้งใจส่งลูกชายเข้าเรียน ที่แผนกภาษาฝรั่งเศส โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีค่าเล่าเรียนแพง คือปีละ 70 บาทในสมัยนั้น เมื่อเด็กชายป๋วยอายุได้เก้าขวบ บิดาของป๋วยก็เสียชีวิต โดยไม่มีทรัพย์สินเงินทองทิ้งไว้ให้ ลุงเป็นคนรับอุปการะ ส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือน แม้ว่าจะมีปัญหาด้านการเงิน มารดาของป๋วย ก็สนับสนุนให้เรียนหนังสือที่เดิม จนสำเร็จการศึกษา ขณะอายุได้ 18 ปี ป๋วยได้มาเป็นมาสเตอร์ หรือครู ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ สอนวิชาคำนวณ และภาษาฝรั่งเศส มีรายได้เดือนละ 40 บาท แบ่งให้แม่ 30 บาท

     ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 ป๋วยได้สมัครเข้าเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นนักศึกษารุ่นแรก ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีการบังคับให้เข้าชั้นเรียนทางมหาวิทยาลัยได้จัดพิมพ์คำบรรยายออกจำหน่ายในราคาถูก วิชาละประมาณ 2 บาท เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่กำลังทำงานอยู่สามารถศึกษาเองได้ ป๋วยใช้เวลาในตอนค่ำและวันหยุดเรียนอยู่ 4 ปี ก็สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางกฎหมายและการเมือง ในปี พ.ศ. 2480 หลังจากนั้น ก็ลาออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญ มาทำงานเป็นล่ามภาษาฝรั่งเศส ให้แก่อาจารย์ชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

     ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2481 ป๋วยสอบชิงทุนรัฐบาล ได้ไปเรียนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และการคลัง ที่ London School of Enconomic & Political Science มหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งหลังจากนั้นอีกเพียง 6 เดือน มารดาของป๋วยก็เสียชีวิตลง

     ป๋วยใช้เวลาสามปีก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ป๋วยเป็นนักเรียนดีเด่น และเป็นศิษย์เอกของ ศาสตราจารย์เฟรเดอริก ฮาเย็ก (ซึ่งได้รับ รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2517) ป๋วยเป็นคนไทยคนเดียว ในมหาวิทยาลัยนี้ ที่สอบได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ในบรรดาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วยกันในปี พ.ศ. 2485 ได้เกรดเอแปดวิชา และเกรดบีหนึ่งวิชา

ผลงาน
งานด้านการเมือง

     จากผลการเรียนอันดีเด่นของป๋วย ทำให้ได้รับทุนลีเวอร์ฮูล์ม สามารถศึกษาต่อระดับปริญญาเอกได้ทันที แต่ในระหว่างนั้น เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ทำให้ป๋วยตัดสินใจทำงานเพื่อชาติ

     วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นบุกประเทศไทย รัฐบาลไทยในสมัยนั้น ซึ่งมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศสงครามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และต่อมาก็ประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยเรียกตัวคนไทย ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ให้เดินทางกลับ โดยขู่ว่า ผู้ที่ไม่เดินทางกลับจะถูกถอดสัญชาติไทย ปรากฏว่าคนไทยจำนวนหนึ่ง ได้จัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ในนามของขบวนการเสรีไทย ภายในประเทศมี นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ เป็นหัวหน้า ส่วนในสหรัฐอเมริกามี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทย เป็นหัวหน้า เสรีไทยปฏิเสธการประกาศสงครามของรัฐบาลไทย ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกา ประกาศรับรองฐานะของเสรีไทย

     ส่วนทางด้านอังกฤษ ปรากฏว่าอัครราชทูตไทยยอมเดินทางกลับประเทศตามคำสั่งของรัฐบาล แต่ป๋วยและคนไทยจำนวนหนึ่งไม่ยอมกลับประเทศ และได้ร่วมกันก่อตั้งคณะเสรีไทยขึ้นในอังกฤษ เพื่อประกาศไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติรัฐบาลไทยที่ยอมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น เสรีไทยจำนวน 36 คน สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพบกอังกฤษ เสรีไทยกลุ่มนี้มีฉายาว่า "ช้างเผือก" (White Elephants) ในช่วงแรก ป๋วยได้รับยศเป็นร้อยเอกแห่งกองทัพบกอังกฤษ มีชื่อจัดตั้งว่า "นายเข้ม เย็นยิ่ง"

     ต่อมา นายเข้ม เย็นยิ่ง ได้รับคำสั่งให้ลงเรือบรรทุกทหารจากลิเวอร์พูล เล่นเรืออ้อมทวีปแอฟริกา มาขึ้นฝั่งที่ประเทศอินเดีย ได้มาฝึกหลักสูตรนักรบแบบกองโจรและการจารกรรม ที่เมืองปูนา มีการฝึกการใช้อาวุธ และวิธีการต่อสู้ต่างๆ เป็นเวลาครึ่งปี. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2486 นายเข้มเป็นทหารฝ่ายสัมพันธมิตรชุดแรก ที่ได้รับคำสั่งให้เข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยในประเทศไทย ที่มี "รูธ" หรือ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า เพื่อหาทางตั้งสถานี วิทยุติดต่อระหว่างกองทัพอังกฤษในอินเดียกับคณะเสรีไทย

       พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 ร้อยตรีเข้มได้เดินทางด้วยเรือดำน้ำของราชนาวีอังกฤษพร้อมสหายอีกสองคนจาก ลังกา โดยมีเป้าหมายจะขึ้นฝั่งที่ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เมื่อมาถึงที่หมายเรือดำน้ำจอดซุ่มรอนอกฝั่งหนึ่งสัปดาห์ แต่ไม่มีคนมารับจึงยกเลิกภารกิจ จึงกลับสู่ศรีลังกา ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์ร้อยตรีเข้มได้รับมอบภารกิจอีกครั้ง ให้ลักลอบเข้าแผ่นดินไทย โดยการกระโดดร่มพร้อมอุปกรณ์เครื่องรับส่งวิทยุ จึงได้เดินทางไปฝึกซ้อมกระโดดร่ม ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2487 ที่แคว้นปัญจาบ พอวันที่ 6 มีนาคม ร.ต.เข้ม และเสรีไทยอีกสองคนมาขึ้นเครื่องบิน บี 24 ที่กัลตัตตา ประเทศอินเดีย มุ่งมาสู่แผ่นดินไทย เป็นการกระโดดร่มแบบสุ่ม ไม่มีคนมารับที่ภาคพื้นดิน แต่สภาพอากาศไม่อำนวย เครื่องบินจึงเดินทางกลับไปกัลกัตตา

      อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เสรีไทยทั้งสามคนก็ขึ้นเครื่องบินอีก เพื่อปฏิบัติภารกิจเดิม โดยเข้ามาทางจังหวัดชัยนาท เสรีไทยทั้งสามคนกระโดดร่มลง แต่ ร.ต.เข้ม ถูกเจ้าหน้าที่ไทยและชาวบ้าน ช่วยกันล้อมจับกุมตัวไว้ได้ และถูกตั้งข้อหาว่า ทรยศต่อชาติและทำจารกรรม ถูกซ้อม และผลักเข้าสู่กอหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง และถูกนำมาขังล่ามโซ่ไว้บนศาลาวัดวังน้ำขาว อำเภอวัดสิงห์ เป็นเวลาหลายวัน จึงถูกส่งตัวมาลงเรือยนต์ล่องลำน้ำเจ้าพระยา เข้ามาที่ตึกสันติบาลในกรุงเทพฯ

      ด้วยความช่วยเหลือของตำรวจที่เป็นเสรีไทย ร.ต.เข้ม จึงมีโอกาสเข้าพบกับ นายปรีดี พนมยงค์ ทำให้ฝ่ายเสรีไทย เริ่มส่งวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดีย ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ทำให้หน่วยทหารจากอังกฤษและสหรัฐฯ สามารถเล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติงานในแผ่นดินไทยได้สะดวกขึ้น ในการทิ้งระเบิดของอังกฤษ นายป๋วยได้ประสานติดต่อกับอังกฤษ แจ้งพิกัดไม่ให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนวังต่างๆ ทางอังกฤษก็ได้ตอบรับ ทำให้สถานที่สำคัญเหล่านี้ สามารถอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้

     ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง นายปรีดีส่งนายป๋วยกลับไปอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไปเจรจาให้รัฐบาลอังกฤษ ยอมรับว่าขบวนการเสรีไทย เป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย ทำนองเดียวกับที่สหรัฐได้รับรองมาก่อนแล้ว และเจรจาให้อังกฤษ ยอมปล่อยเงินตราสำรอง ที่รัฐบาลไทยฝากไว้ที่ธนาคารกลางอังกฤษ

      เมื่อสงครามโลกยุติ นายป๋วยได้รับยศพันตรีแห่งกองทัพบกอังกฤษ ได้เป็นหนึ่งในผู้แทนไทย เดินทางไปเจรจาทางการทหาร และการเมืองกับฝ่ายอังกฤษ ที่นครแคนดี ประเทศศรีลังกา ได้ร่วมกับเสรีไทยจากอเมริกาอารักขา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระอนุชาที่กัลกัตตา จากนั้น นายป๋วยก็คืนยศทหารแก่กองทัพอังกฤษ แล้วกลับไปแต่งงานกับ มาร์กาเร็ต สมิท ในปี พ.ศ. 2489 และเรียนต่อระดับปริญญาเอก ที่ มหาวิทยาลัยลอนดอน

งานด้านการเงิน การคลัง
     ปี พ.ศ. 2491 ป๋วยได้เรียนสำเร็จปริญญาเอก โดยใช้เวลาสามปีทำวิทยานิพนธ์ "เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการควบคุมดีบุก" แต่เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศไทย นายปรีดี พนมยงค์ ถูกทหารทำรัฐประหาร ทำให้สถานการณ์ไม่ปลอดภัย ทางญาติขอให้ป๋วยยังไม่ต้องรีบกลับมา

     เมื่อครั้งดำรงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2492 ดร.ป๋วย ก็เดินทางกลับประเทศไทย บริษัทห้างร้านต่างๆ จำนวนมากทั้งในและนอกประเทศ ต้องการตัวดร.ป๋วยไปทำงานโดยเสนอให้เงินเดือนสูงๆ แต่ในที่สุด ดร.ป๋วย ก็เลือกที่จะรับราชการ เนื่องจากถือว่า ตนเองนอกจากจะเกิดเมืองไทย กินข้าวไทยแล้ว ยังได้รับทุนเล่าเรียนรัฐบาลไทย คือเงินของชาวนาชาวเมืองไทย ไปเมืองนอกแล้วผูกพันใจว่าจะรับราชการไทยด้วย

     ดร.ป๋วย เข้ารับราชการครั้งแรกในตำแหน่งเศรษฐกร กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้รับเงินเดือน ประมาณ 1,600 บาท สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังอยู่ในสภาพฟื้นตัว ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 ดร.ป๋วย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยฝ่ายวิชาการของปลัดกระทรวงการคลัง และกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย จนถึงปี พ.ศ. 2496 ดร.ป๋วย ก็ได้รับแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีส่วนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีปัญหามากในสมัยนั้น กลับมีเสถียรภาพมากขึ้น นักธุรกิจมั่นใจค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ ทำให้ราคาสินค้าลดลง และเงินสำรองระหว่างประเทศก็ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

     วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2496 คณะรัฐมนตรีมีมติ ให้ ดร.ป๋วย พ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไปรับราชการเป็นผู้เชี่ยวชาญการคลัง กระทรวงการคลัง เนื่องจาก ดร.ป๋วย ปฏิเสธการที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องการซื้อ สหธนาคารกรุงเทพจำกัด แต่เนื่องจากธนาคารแห่งนั้น กระทำผิดระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย และกำลังถูกปรับเป็นเงินหลายล้านบาท จอมพลสฤษดิ์ ขอให้ ดร.ป๋วย ยกเลิกการปรับ แต่ ดร.ป๋วย ปฏิเสธ และยืนกรานให้คณะรัฐมนตรีปรับธนาคารแห่งนั้น ในที่สุดคณะรัฐมนตรี ก็ปฏิบัติตามข้อเสนอของ ดร.ป๋วย

      ต่อมา พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็พยายาม เสนอให้บริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตนเองมีผลประโยชน์อยู่ด้วย เป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตรไทยแทน บริษัท โทมัส เดอลารู, คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ดร.ป๋วยเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ดร.ป๋วย ตรวจพบว่า บริษัทดังกล่าวฝีมือไม่ดี ปลอมง่าย และมีชื่อเสียงในการวิ่งเต้น จึงไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอให้เป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตร จึงทำรายงานเสนอ ให้ใช้ บริษัทโทมัส เดอลารูตามเดิม แต่ถ้าหากจะตัดสินใจให้บริษัทอเมริกันเป็นผู้พิมพ์ธนบัตร ก็จะออกจากราชการ. คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของ ดร.ป๋วย, เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้แก่ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นอย่างมาก. ผู้มีอำนาจในประเทศขณะนั้น ต่างไม่พอใจ ดร.ป๋วย เพื่อความปลอดภัย พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้ให้ ดร.ป๋วย ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลัง ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2499 และยังได้เป็นผู้แทนไทย ประจำคณะมนตรีดีบุกระหว่างประเทศ มีผลทำให้ ไทยสามารถขายแร่ดีบุก เป็นสินค้าออกสำคัญของประเทศได้มากขึ้น

      ปี พ.ศ. 2502 จอมพลสฤษดิ์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง จอมพลสฤษดิ์ได้ให้ ดร.ป๋วย กลับเมืองไทยเข้ามาช่วยงาน. ต่อมาเมื่อ นายโชติ คุณะเกษม ลาอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จอมพลสฤษดิ์ได้โทรเลขไปถึง ดร.ป๋วย ซึ่งกำลังประชุมคณะรัฐมนตรีดีบุกโลกที่กรุงลอนดอน เสนอให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ ดร.ป๋วย ปฏิเสธไปว่า ไม่ขอรับตำแหน่งนี้ เพราะเมื่อตอนเข้าเป็นเสรีไทย ได้สาบานไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จนกว่าจะเกษียณอายุราชการ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้หวังแสวงหาผลประโยชน์จากการเป็นเสรีไทย เมื่อ ดร.ป๋วย กลับจากอังกฤษ จอมพลสฤษดิ์ก็แต่งตั้ง ให้ ดร.ป๋วย เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อีกตำแหน่งหนึ่ง ดร.ป๋วย จึง ควบคุมทั้งนโยบายด้านการเงิน การคลังและ งบประมาณของประเทศ ในขณะที่อายุได้ เพียง 43 ปี นอกจากนั้น ดร.ป๋วย ยังมีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันให้มี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการสภาพัฒน์ เป็นกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ

     ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 12 ปี นับเป็นผู้ว่าการที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด. ตลอดสมัยที่ ดร.ป๋วย เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นสมัยที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยปลอดจากการเมืองมากที่สุด และเป็นยุคที่สามารถรักษาเสถียรภาพเงินตรา ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง เงินบาท ได้รับได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งในและนอกประเทศ ทำให้มีการค้าขายและการลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเงินทุน สำรองระหว่างประเทศก็เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์. ธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มขยายสาขาออกไปสู่ภูมิภาค สามารถจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรได้สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องไปพิมพ์ธนบัตรในต่างประเทศ มีการอออกพระราชบัญญัติ ธนาคารพาณิชย์ปี พ.ศ. 2505 ซึ่งถือเป็นแม่บทของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนนำเทคนิคนโยบายทางการเงินที่ สำคัญๆ เช่น อัตราเงินสดสำรองอัตราส่วนลดมาใช้ และชักจูงให้ธนาคารปฏิบัติตามกฎระเบียบ อันจำเป็นต่อการ เสริมสร้างความมั่นคงในระบบการธนาคาร และอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์เปิดสาขามากขึ้น และขยายไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้กิจการธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

     ปี พ.ศ. 2507 ดร. ป๋วย ได้กล่าวสุนทรพจน์ของสมาคมธนาคารไทย เพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจ มีใจความว่า จอมพล ถนอม นายกรัฐมนตรีผู้มีคำขวัญประจำใจว่า "จงทำดี จงทำดี จงทำดี" มีนโยบายไม่เห็นด้วยที่รัฐมนตรีจะไปยุ่งเกี่ยว กับ "การค้า" แต่ทำไมจึงมีรัฐมนตรีบางคนไปเป็นกรรมการในธนาคารต่างๆ หรือเป็นเพราะว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่ "การค้า" ชนิดหนึ่ง กลอนนั้นมีข้อความว่า

 ยังจนในไม่รู้อยู่ข้อหนึ่งจอมพล ถ. ท่านแถลงแจ้งเป็นเรื่อง ท่านปรารมภ์ผมก็เห็นเด่นประเทือง ว่าใครเฟื่องเป็นผู้ใหญ่ในราชการ ตัวอย่างเช่นเป็นรัฐมนตรี ไม่ควรมีการค้ามาสมาน อย่าเกี่ยวข้องเที่ยวรับทำเป็นกรรมการ สมาจารข้อนี้ดีจริงเจียว ผมสงสัยไม่แจ้งกิจการค้า หมายความว่ากิจการใดบ้างยังเฉลียว กิจการธนาคารท่านผู้ใหญ่จะไม่เกี่ยว หรือจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่นับค้า

      สุนทรพจน์นี้เป็นที่กล่าวขานกันทั่ว. ในยุคสมัยรัฐบาลทหาร ดร. ป๋วย เป็นข้าราชการผู้ใหญ่คนเดียวที่กล้าวิจารณ์ นักการเมือง รัฐมนตรี และนายทหารชั้นสูง ที่มักเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานหรือกรรมการธนาคารต่างๆ เพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว. เมื่อจอมพลถนอมทราบความ ก็ยินยอมลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนใดลาออกตาม

งานด้านการศึกษา
     ปี พ.ศ. 2507 ดร. ป๋วย เข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจะลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ถูกนายกรัฐมนตรียับยั้งไว้ ขณะนั้นคณะเศรษฐศาสตร์ มีอาจารย์ประจำเพียงสี่คน อาจารย์ป๋วยจึงเร่งผลิตอาจารย์ โดยประกาศรับสมัครคนรุ่นใหม่ แล้วหาทุนส่งไปเรียนต่างประเทศ ทำให้คณะเศรษฐศาสตร์เติบโตขึ้น ภายในเวลาเพียงสิบปี มีอาจารย์เพิ่มนับร้อยคน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก

     เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สิงหาคม พ.ศ. 2508 ดร. ป๋วย ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในคำประกาศเกียรติประวัติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า "บุคคลสำคัญ ผู้แสดงบทบาทอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยมีเสถียรภาพการเงินควบคู่กันไป นายธนาคารระหว่างประเทศ ยกย่องว่านายป๋วยเป็น ผู้ว่าการธนาคารกลางที่มีความสามารถดีเด่นคนหนึ่งของโลก ... การกระทำของนายป๋วยยังเป็นแรงบันดาลใจ สำหรับข้าราชการผู้ขยันขันแข็ง นายป๋วยผู้ถือได้ว่า ความเรียบง่าย คือความงาม และความชื่อสัตย์สุจริต คือคุณความดีสูงสุดของชีวิตข้าราชการ เป็นหลักประจำใจซึ่งยึดถือมาช้านาน และได้เผยแพร่กับเพื่อนร่วมงาน ด้วยว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้แสวงหาความจริง และผู้ใช้วิชาชีพ จะต้องไม่เป็นเพียงผู้ที่คอยเรียนรู้อยู่เสมอ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น หากยังต้องมีความชื่อสัตย์สุจริต และต้องแสดงให้ปรากฏออกมาถึง ความชื่อสัตย์สุจริตนั้นอย่างเพียงพอ ที่จะเรียกร้องให้ผู้อื่นมีความชื่อสัตย์สุจริตด้วย"

     ปี พ.ศ. 2510 ดร. ป๋วย ได้ร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจ นักการเงิน นักการเมือง และเชื้อพระวงศ์ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่า เป็นโครงการพัฒนาชนบทแห่งแรกขององค์กรพัฒนาเอกชน โดยได้แนวคิดจาก ดร. วาย เยน ที่มีแนวคิดว่า การพัฒนาชนบทและการพัฒนาคุณภาพของคน จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยการส่งเสริม การพึ่งตนเอง การร่วมมือกันของชาวบ้าน การศึกษา การอนามัย การอาชีพ. แนวทางของมูลนิธิบูรณะชนบทฯ ในการทำงานกับชาวบ้านคือ "ไปหาชาวบ้าน อยู่กับเขา เรียนรู้จากเขา วางแผนกับเขา ทำงานกับเขา เริ่มจากสิ่งที่เขารู้ สร้างจากสิ่งที่เขามี สอนโดยชี้ให้เห็น เรียนจากการทำ..." โครงการของมูลนิธิบูรณะชนบท ดำเนินการอยู่ในเขตจังหวัดชัยนาทเป็นหลัก ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากชาวบ้านที่นั้น เคยช่วยชีวิต ดร. ป๋วย เมื่อครั้งเป็นเสรีไทย

     ปี พ.ศ. 2513 อาจารย์ป๋วยได้ลาพัก ไปสอนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนรู้เรื่องมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ให้ทันการณ์ โดยรับเงินเดือนจากธนาคารชาติดังเดิม แต่ขอให้มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันจ่ายเงินเดือนอันท่านพึงจะได้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย นับว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำไร

     ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2514 ดร. ป๋วย ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมเวลาที่ ดำรงตำแหน่ง 12 ปี 2 เดือน 4 วัน จึงมารับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์อย่างเต็มตัว เพื่อต้องการทุ่มเทให้ กับการศึกษาอย่างจริงจัง และได้ลาไปสอนพิเศษและทำวิจัยอีกครั้งที่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร

     วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจตัวเอง อาจารย์ป๋วยได้เขียนจดหมายฉบับประวัติศาสตร์จากอังกฤษ โดยใช้ชื่อ นายเข้ม เย็นยิ่ง (ชื่อรหัสสมัยเป็นเสรีไทย) จดหมายฉบับนี้ เขียนถึงผู้ใหญ่บ้านชื่อ ทำนุ เกียรติก้อง ซึ่งหมายถึงจอมพลถนอม เรียกร้องให้จอมพลถนอมซึ่งยึดอำนาจการปกครอง คืนเสรีภาพประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ข้อความในจดหมายตอนหนึ่งว่า "ได้โปรดเร่งรัดให้มีกติกาหมู่บ้านขึ้นเถิดโดยเร็วที่สุด ในกลางปี 2515 นี้หรืออย่างช้าก็อย่าให้ข้ามปีไป โปรดอำนวยให้ชาวบ้านไทยเจริญมีสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธรรม สามารถเลือกตั้งสมัชชาขึ้นโดยเร็ว"จดหมายฉบับนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอำนาจเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์ป๋วยถือว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนแรก ที่กล้าลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการทหารอย่างตรงไปตรงมา ทำให้อาจารย์ป๋วยต้องลาออกจากตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ในระหว่างที่สอนหนังสือที่เคมบริดจ์

     ปี พ.ศ. 2516 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังครบวาระ และยืนยันว่าจะไม่รับตำแหน่งต่อ อาจารย์และนักศึกษาได้มีประชามติ ให้อาจารย์ป๋วยเป็นอธิการบดีคนต่อไป ในระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ อาจารย์ป๋วยได้เดินทางกลับมาเมืองไทย ได้เข้าพบจอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร อาจารย์ป๋วยได้ถามผู้มีอำนาจทั้งสองว่า จะขัดข้องไหม ถ้าหากท่านจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ต้องการให้รับตำแหน่ง เพราะกลัวว่าอาจารย์ป๋วยจะใช้พลังนักศึกษา เป็นพลังต่อต้านรัฐบาล

     หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ภายหลังรัฐบาลทหารถูกขับไล่ออกไป อาจารย์ป๋วยได้รับแต่งตั้งให้ เป็นประธานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ในสมัยรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์. มีการเรียกร้องให้อาจารย์ป๋วยเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่อาจารย์ป๋วยไม่รับ เนื่องจากความปรารถนาของอาจารย์ป๋วยไม่ได้อยู่ที่การเมือง แต่เป็นเรื่องการศึกษา และการพัฒนาชนบท. เมื่อมีการเสนอชื่อ อาจารย์ป๋วยให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านไม่ปฏิเสธ อาจารย์ป๋วยเป็นศิษย์ธรรมศาสตร์คนแรก ที่ได้รับเลือกตั้งจากชาวธรรมศาสตร์ ให้เป็นอธิการบดีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 30 มกราคม   พ.ศ. 2518 อาจารย์ป๋วยได้ให้แนวทางแก่ธรรมศาสตร์ ในการขยายไปยังรังสิต ให้ขยายตัวไปในสาขาวิทยาศาสตร์เพื่อเกื้อหนุนกัน การรับนักเรียนเรียนดีจากชนบทเข้ามาศึกษา หรือ โครงการช้างเผือก การให้คณะต่างๆ จัดทำโครงการบริการสังคม

     ในขณะนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดทางสังคมนิยม กับฝ่ายขวาคือผู้สูญเสียอำนาจไป มีขบวนการขวาพิฆาตซ้ายออกอาละวาด ผู้นำนักศึกษา ชาวนา กรรมกร ถูกลอบสังหารจำนวนมาก โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยจับกุมฆาตกรได้ ธรรมศาสตร์กลายเป็นเวทีและศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม มีการชุมนุมการบ่อยครั้ง อาจารย์ป๋วย กลายเป็นหนังหน้าไฟ ถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายขวาก็กล่าวหาว่าอาจารย์ป๋วยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนักศึกษา เป็นคอมมิวนิสต์ที่คิดจะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตั้งตัวเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี ในขณะที่ฝ่ายซ้าย ก็โจมตีว่าอาจารย์ป๋วยเป็นเผด็จการ ขัดขวางการทำงานของขบวนการนักศึกษา หลายครั้งอาจารย์ป๋วยก็ทะเลาะกับนักศึกษา ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะเห็นว่า บางครั้งนำไปสู่อันตราย...

จากเมืองไทย
     วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 กลุ่มบุคคลในเครื่องแบบและกลุ่มกระทิงแดง ได้ทำการปิดล้อม และใช้อาวุธยิงถล่มเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยไม่สนใจต่อคำขอร้องของผู้ชุมนุมภายใน ที่ต้องการเจรจาโดยสันติ มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก นักศึกษาบางคนถูกจับแขวนคอ บางคนถูกเผาทั้งเป็น และผู้หญิงบางคนถูกข่มขืน จนถึงแก่ความตาย เวลา 10.00 น. อาจารย์ป๋วยออกแถลงการณ์ลาออก ในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่มีคนจำนวนมากบาดเจ็บ และล้มตายภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของท่าน สภามหาวิทยาลัย ได้ให้อาจารย์ป๋วยเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากฝ่ายขวากำลังล่าตัวอาจารย์ป๋วย ในเวลาเย็นวันนั้น เกิดรัฐประหารขึ้นโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ เวลา 20.00 น. อาจารย์ป๋วยได้เดินทางออกนอกประเทศไปยุโรป

     เมื่ออาจารย์ป๋วยอยู่นอกประเทศ ก็ได้เดินทางไปพบคนไทยในต่างประเทศ และบุคคลสำคัญในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย เพื่อให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยเวลานั้น เพื่อเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตย ในเมืองไทยอย่างสันติวิธี ปี พ.ศ. 2520 อาจารย์ป๋วยเดินทางไปให้การต่อ คณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสืบพยาน เรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ 6 ตุลา

     เดือนกันยายน พ.ศ. 2520 อาจารย์ป๋วยได้ล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานนับสามเดือน อาการเส้นโลหิตในสมองแตก ได้ส่งผลกระเทือนสมองส่วนที่แปลความคิดเป็นคำพูด ทำให้อาจารย์ป๋วยไม่สามารถพูดได้อย่างคนปกติ ท่านพูดออกเสียงได้เล็กน้อยเท่านั้น นับเลขได้ 1-2-3 ถึง 10 แต่ต้องเริ่มต้นที่เลข 1 เสมอ. ในช่วงบั้นปลายชีวิต อาจารย์ป๋วยใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ในบ้านเก่าแก่ที่ประเทศอังกฤษ, สามารถเดินไปไหนได้ แม้ว่ามือขวาจะยังใช้การได้ไม่ค่อยดี พูดได้น้อย แต่ก็สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างให้เข้าใจได้

     วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2530 อาจารย์ป๋วยเดินทางกลับมาเมืองไทย หลังจากที่ต้องออกจากบ้านเกิดไป เมื่อเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นครั้งแรก พร้อมด้วยภรรยา ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานอีกสองคน มีบรรดาเพื่อนๆ ลูกศิษย์ และคนรู้จักมากมายมาพบปะ เยี่ยมเยือนที่บ้านเก่าซอยอารีย์ วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2530 ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย พนักงานประมาณ 2,000 คน มายืนต้อนรับการกลับมาของอาจารย์ป๋วย คนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแบบอย่างดีที่สุดของข้าราชการเมืองไทย ในตอนบ่าย ขณะรถอาจารย์ป๋วยกำลังจะแล่นออกไป หลายคนพยายามเข้าไปใกล้ชิดอาจารย์มากที่สุด จนอาจารย์ป๋วยไขกระจกรถลง แล้วยื่นมือออกมาให้พนักงานได้สัมผัส หลายคนร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ที่บุคคลซึ่งตนให้ความนับถือ และเคารพรัก กำลังจะจากไป

    วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2530 อาจารย์ป๋วยได้มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และเดินไปบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดทางมีนักศึกษายืนต้อนรับ มีนักศึกษายืนถือป้ายข้อความว่า " ปลื้มใจนักเตี่ยกลับบ้าน " " ลูกโดมมิลืมอาจารย์ป๋วย " "ยังข้นและยังเข้ม ดุจเกลือเค็มในแผ่นดิน ดีกว่าน้ำปลาริน อันปรุงรสละลายหอม". วันที่ 20 เมษายน เดินทางเยี่ยมมูลนิธิโกมลคีมทอง. วันที่ 21 เมษายน เดินทางไปเยี่ยมคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเยี่ยมโครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม (คอส.) และ วันที่ 25 เมษายน อาจารย์ป๋วยก็เดินทางออกจากเมืองไทย จากนั้นก็ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2536 พ.ศ. 2538 และครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2540

    วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ถึงแก่กรรมที่บ้าน ณ กรุงลอนดอน แคว้นอังกฤษ สหราชอาณาจักร เนื่องจากเส้นโลหิตใหญ่ในช่องท้องโป่งแตก (aortic aneurysm) อายุได้ 83 ปี "ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป" จากข้อเขียน "คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2542 ทางครอบครัวได้ทำการเผาศพ และบรรจุอัฐินำกลับมาเมืองไทย. วันที่ 16 สิงหาคม และ วันที่ 28 สิงหาคม บริเวณท่าเรือสัตหีบ เรือหลวงกระบุรี แห่งราชนาวีไทย ได้นำครอบครัวอึ๊งภากรณ์ และแขกประมาณ 200 คน มุ่งหน้าสู่เกาะครามนำอังคารของอาจารย์ป๋วยไปลอยทะเล


บทความเสริมพิเศษ

อาจารย์ป๋วย กับความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519

"อาจารย์ป๋วย" ได้บันทึกข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในวันนั้นไว้ในข้อเขียนเรื่อง "ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519" (เขียนเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2519) ความตอนหนึ่ง ดังนี้

"...ในตอนบ่าย (วันที่ 6 ตุลาคม 2519) มีเพื่อนฝูง อาจารย์หลายคน แนะนำผู้เขียนเดินทางออกไปจากประเทศไทยเสีย เหล่ายานเกราะก็ดี ใบปลิวก็ดี ได้ยุยงให้มีการลงประชาทัณฑ์อธิการบดีธรรมศาสตร์ ในฐานที่เป็นผู้ยุยงส่งเสริมนักศึกษาให้ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้เขียนเห็นว่าอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ระวังกระสุน จึงตัดสินใจว่าจะไปอยู่กัวลาลัมเปอร์ ดูเหตุการณ์สักพักหนึ่ง เพราะขณะนั้นยังไม่มีการรัฐประหาร"

"...เครื่องบินไปกัวลาลัมเปอร์จะออกเวลา 18.15 น.ผู้เขียนได้ไปที่ดอนเมืองก่อนเล็กน้อย ปรากฏว่าเครื่องบินเสีย ต้องเลื่อนเวลาไป 1 ชั่วโมง จึงนั่งคอยในห้องผู้โดยสารขาออก

ต่อมาปรากฏว่ามีผู้เห็นผู้เขียนนำความไปบอกยานเกราะ (รายการปลุกระดมทางสถานีวิทยุยานเกราะ) ยานเกราะจึงประกาศให้มีการจับกุมผู้เขียน และยุให้ลูกเสือชาวบ้านไปชุมนุมที่ดอนเมือง ขัดขวางมิให้ผู้เขียนออกไป

เวลาประมาณ 18.15 น.ได้มีตำรวจชั้นนายพันโท (สล้าง บุนนาค) ตรงเข้ามาจับผู้เขียน โดยที่กำลังพูดโทรศัพท์อยู่ ได้ใช้กริยาหยาบคายตบหูโทรศัพท์ร่วงไปแล้วบริภาษผู้เขียนต่าง ๆ นานา บอกว่าจะจับไปหาอธิบดีกรมตำรวจ ผู้เขียนก็ไม่ได้ตอบโต้ประการใด

บรรดา สห.ทหารอากาศและตำรวจกองตรวจคนเข้าเมืองได้ออกความเห็นว่า ไม่ควรนำตัวผู้เขียนออกไปทางด้านห้องผู้โดยสารขาออก เพราะมีลูกเสือชาวบ้านอยู่เป็นจำนวนมาก เกรงว่าจะมีการทำร้ายขึ้น จึงขออนุญาตทางกองทัพอากาศ จะขอนำออกทางสนามกอล์ฟกองทัพอากาศ

ระหว่างที่รอคอยคำสั่งนั้น ตำรวจทั้งหลายได้คุมตัวผู้เขียนไปกักอยู่ในห้องกองตรวจคนเข้าเมืองทางด้านผู้โดยสารขาเข้า..."

"...นั่งคอยคำสั่งให้เอาตัวไปคุมขังอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นได้ทราบแล้วว่ามีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น ก็นึกกังวลใจว่าเพื่อนฝูงจะถูกใส่ความได้รับอันตรายหลายคน ส่วนตัวของตัวเองนั้นก็ปลงตกว่า แม้ชีวิตจะรอดไปได้ก็คงต้องเจ็บตัว

ประมาณ 20.00 น.ตำรวจมาแจ้งว่ามีคำสั่งจากเบื้องบนให้ปล่อยตัวได้ และให้เจ้าหน้าที่จัดหาเครื่องบินให้ออกเดินทางไปต่างประเทศ

ขณะนั้นเครื่องบินที่จะไปกัวลาลัมเปอร์หรือสิงคโปร์ออกไปเสียแล้ว มีแต่เครื่องบินไปยุโรปหรือญี่ปุ่น จึงตัดสินใจไปยุโรป..." 

ป๋วย อึ๊งภากรณ์, สล้าง บุนนาค, ธานินทร์ กรัยวิเชียร
      เนชั่นสุดสัปดาห์ 12-18 สิงหาคม 2542 ปีที่ 8 ฉบับที่ 375, หน้า 10-12.

ข้อมูลจาก

http://www.puey.org.th
http://wikimedia.org
http://www.sameskybooks.org
http://www.puendee.com
http://www.rojn-info.com


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28
ธมลวรรณ วันที่ : 08/05/2008 เวลา : 22.14 น.
http://www.oknation.net/blog/tamonwan
เรียนรู้เพื่ออยู่และรักอย่างรู้คุณค่า

พี่อ๊อดขอบคุณน้องคนโทมากๆค่ะ แม้ว่าพี่อ๊อดจะมาช้าไปค่อนข้างมาก แต่การเขียนถึงท่านอาจารย์ป๋วย ผู้ซึ่งเปี่ยมล้นคุณธรรม ความดี ท่านนี้ แม้วางไว้อีกนานโดยพีอ๊อดไม่ได้มาอ่าน ก็ยังคงคุณค่ามากที่สุดโดยไม่มีวันล้า

พี่อ๊อดขอบคุณที่น้องเรียบเรียงค้นคว้ามาอย่างละเอียด และพี่จะบอกว่าที่น้องเกริ่นว่ารับ tag จากพี่อ๊อดและคุณปฏิจจชนครั้งนี้ ไม่มั่นใจว่ามีใครเขียนถึงท่านอาจารย์ป๋วยแล้วหรือเปล่า

ขอตอบว่า คุณเมธา 1 ใน 5 ท่านที่พี่ส่ง tag ให้ ได้เขียนยกย่องท่านอาจารป๋วยเช่นเดียวกัน

นี่คือการยืนยันว่าท่านอาจารย์ควรแก่การยกย่องได้อย่างเต็มหัวใจค่ะ


ความคิดเห็นที่ 27
มาลัยอิสรา วันที่ : 06/05/2008 เวลา : 14.38 น.
http://www.oknation.net/blog/womenfreedom
โครงการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โทร. 0–2613–3605, E–mail : women@tu.ac.th,wysp@tu.ac.th 

ความคิดเห็นที่ 11
มาลัยอิสรา วันที่ : 06/05/2008 เวลา : 14.27 น.
http://www.oknation.net/blog/womenfreedom
โครงการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โทร. 0–2613–3605, E–mail : women@tu.ac.th,wysp@tu.ac.th



please click to see our news
http://www.oknation.net/blog/womenfreedom/2008/04/26/entry-1
ความคิดเห็นที่ 26
mookie วันที่ : 22/03/2008 เวลา : 00.25 น.
http://www.oknation.net/blog/mookie
มนุษย์…ยืดสุดตัว ก็ไปไม่ถึงไหน  ก้มต่ำสุดก็ไป ไม่ได้ไกล.. แล้วใยยังไขว่คว้า หาในสิ่งเกินตัว...

กราบแทบเท้า... บุคคลผู้ยิ่งใหญ่... ในสังคมครับ....


วิวัฒนาการน่าจะเจริญก้าวหน้า ที่จัดตัดต่อพันธุกรรม ขยายพันธุ์ บุคคลประเภทนี้ให้ล้นประเทศ....

เซร็งจิต.... เพลงก๊ะห้ามเปิด... ต้องไปไล่ลบเพลงอีก....

เผาตึกแกรมมี่มานซะเรยยดีมั๊ยเฮีย...


ความคิดเห็นที่ 25
apooh วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 15.05 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

ร่วมสดุดีด้วยคนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 24
sat11 วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 12.12 น.
http://www.oknation.net/blog/saturday11
เรื่องธรรมดาคิดอีกทีมันมีสิ่งไม่ธรรมดาอยู่เหมือนกัน  ซึ่งมันเป็นเรื่องของแต่ละคน

อ่านทีไรเต็มตื้นทุกทีค่ะ
คนที่ยังอยู่เหลือคนแบบนี้บ้างไหมคะ
ความคิดเห็นที่ 23
patijjachon วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 05.48 น.
http://www.oknation.net/blog/patijjachon
ปฏิจจชน ... คนที่ยังเป็นหนี้แผ่นดิน

ทุกถ้อยคำที่ท่านคนโทใส่น้ำ ได้บรรยายถึงอาจารย์ป๋วยฯ คนที่เราสามารถเคารพ ศรัทธาได้อย่างเต็มหัวใจนี้ ประทับใจยิ่งนัก

การได้อ่านหรือศึกษาเรื่องราวอันทรงคุณค่าของบรรพบุรุษไทยเช่นนี้ เป็นกำลังใจอย่างยิ่งยวดแก่พวกเรา ยามที่ท้อแท้ หรือเจออุปสรรคในการดำรงชีวิต

ผมต้องขอบคุณเจ้าของบล็อกและคุณครูอ๊อดที่ได้กรุณาส่งไม้ต่อมายังบล็อกแห่งนี

โหวตลำดับที่ ๑๓๘ ผมเป็นคนกดเองครับ
ความคิดเห็นที่ 22
yongchan วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 01.34 น.
http://www.oknation.net/blog/yongchan

อ่านแล้วทุกตัวอักษร น้ำตาก็ไหลไปด้วย ดีใจที่ได้อ่าน ดีใจที่คนไทยยังมีคนให้เราภูมิใจได้อย่างไม่อายใคร อย่างอาจารย์ป๋วย

อยากให้มีคนดีๆ ที่เห็นแก่บ้านเมืองมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวเยอะๆๆ

เบื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราทุกวันนี้ มีแต่คนเห็นแก่ตัวเองและพวกพ้องบริวาร
ความคิดเห็นที่ 21
raksanok วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 14.27 น.
http://www.oknation.net/blog/raksanok
รักสนุกเพราะความสุขอยู่ที่ใจ

เขียนได้ดีมากๆเลยคะ

เอาไป 1 โหวตเลย
ความคิดเห็นที่ 20
GPEN วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 10.12 น.
http://www.oknation.net/blog/comicbook


คนอุดมคติคนหนึ่งของเมืองไทยจริงๆครับ


ขออนุญาตคุณคนโท ปะลิ้งค์นะครับ
"จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" (ฉบับการ์ตูน)
http://www.oknation.net/blog/comicbook/2008/03/09/entry-1
ความคิดเห็นที่ 19
Jui วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 09.40 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

เฉียบ...มั๊กมาก
ความคิดเห็นที่ 18
spyone วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 08.09 น.
http://www.oknation.net/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก

ร่วมกราบ..คนดีของแผ่นดินด้วยคนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 17
ปากกาศรีบูรพา วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 07.58 น.
http://www.oknation.net/blog/kaweesri


ขอคารวะครับ
ในฐานะสานุศิษญ์สำนักบัณฑิตอาสสมัคร
ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาคุณชีวิตชนบท
เป็นงานที่อาจารย์รักกำเนิดนักพํฒนารุ่นแรกๆมากมาย
สุดท้ายอาจารย์วายชนม์บนแผ่นดินอื่น
คนดีของประเทศนี้ ที่หนีจากแผ่นดินแม่ คนกลุ่มหนึ่งที่
ไม่ต้องการไม่ว่า ดร.ปรีดี พนมยงค์
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เปลื้อง วรรณศรี อัศนี พลจันทร์
จิตร ภูมิศักดิ์ ฯลฯ

คารวะแสนอาลัย
ผมใส่กรอบรูปอาจารย์และปฏิทินคุณภาพชีวิตฯ
ไว้ที่บ้านครับ
ความคิดเห็นที่ 16
ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 07.23 น.
http://www.oknation.net/blog/pakapoo
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ”ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา..  สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... . 

อาจารย์ป๋วย คนดี ศรีแผ่นดิน

http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2008/03/11/entry-1
ความคิดเห็นที่ 15
เจเจค่ะ วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 03.58 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
__สวัสดีประเทศไทย__ 

An honest man in corrupt country

คนตรงในประเทศคด
ความคิดเห็นที่ 14
ทิดคำเมอรอน วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 23.49 น.
http://www.oknation.net/blog/kamerone14
เมืองไทยในสายธารวัฒนธรรม 

จอมพลตลอดกาล ผู้ออกระเบียบการเปลี่ยนชื่อและเรียกชื่อ ยังต้องยกเว้นอาจารย์ป๋วย จอมพลผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว ยังต้องส่งเทียบเชิญกลับจากอังกฤษ-มาเป็นเจ้าสำนักบางขุนพรหม ไม่เพียงไม่คิดจะแทรกแซงนโยบายแบงค์ชาติ ขอโทษ! แม้การโยกย้าย จอมพลผ้าขาวม้าแดงยังไม่กล้า แม้แต่จะคิด
เอกบุรุษผู้สูงส่งเทียมฟ้า แต่ตีราคาตนเองในฐานะข้าราชการผู้เจียมตัว บุคคลเยี่ยงนี้..แม้ศาสดายังสรรเสริญว่ามีชีวิตอยู่ ๑ วัน มีค่ากว่า ๑๐๐ ปี ของชีวิต ฯพณฯ บางคน
ความคิดเห็นที่ 13
นิธินันท์ วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 21.53 น.
http://www.oknation.net/blog/nithinand

มาร่วมระลึกถึงอาจารย์ป๋วยด้วยความเคารพ
ความคิดเห็นที่ 12
สุรศักดิ์ วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 21.47 น.
http://www.oknation.net/blog/surasakc
<< มาเก็งกำไรหุ้น แบบ Day Trade กันบ้าง ดีไหม >>

ท่านอาจารย์ป๋วย เป็นคนดีที่กราบไหว้ได้สนิทใจ
ซึ่งหาได้ยากในสังคมไทยในปัจจุบัน
ท่านยืนหยัดในอุดมการณ์อันถูกต้องของท่าน
ไม่เคยอ่อนข้อให้ผู้ใด
ท่านเคยเป็นประธานกรรมการสอบปากเปล่าผม
ขอกราบคารวะท่านด้วยใจจริง
ความคิดเห็นที่ 11
ทุยลุยกรุง วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 21.01 น.
http://www.oknation.net/blog/tuyluykung

เคยเห็นแต่ลายเซ็น ของท่านในธนบัตร ขอบคุณสำหรับเรื่องราวของท่านครับ
ความคิดเห็นที่ 10
After-PostModern วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 20.48 น.
http://www.oknation.net/blog/lightcircle

ช่วยกันล้อมจับกุมตัวไว้ได้ และถูกตั้งข้อหาว่า ทรยศต่อชาติและทำจารกรรม ถูกซ้อม และผลักเข้าสู่กอหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง และถูกนำมาขังล่ามโซ่ไว้บนศาลาวัดวังน้ำขาว อำเภอวัดสิงห์
..
เวลาชาติวิกฤติ เราวัดความกล้าหาญของคนจากภายนอกไม่ได้ ต้องวัดกันที่หัวใจ ที่เด็กเรียนดีเรียนเก่งคนหนึ่ง
ก็สามารถฝึกฝนรบแบบกองโจร จารกรรม สอดแนม โดดร่ม ฯลฯ
เหลือเชื่อจริงๆ ว่าท่านมีความกล้าหาญได้มากมายขนาดนี้
ทั้งๆที่เสี่ยงต่อการ ถูกทหารญี่ปุ่นสำเร็จโทษ คือ
"ตัดหัว" ด้วยดาบซามูไร
ขอคารวะ ความกล้าหาญ ความรักชาติ ของ อาจารย์ป๋วย ด้วยจิตวิญญาณของข้าพเจ้า
ความคิดเห็นที่ 9
ปลากัด วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 20.24 น.
http://www.oknation.net/blog/plagud

ดร.อัมมาร สยามวาลา เคยกล่าวถึง ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ว่า

"บุคคลผู้นี้ ไม่เคยแสวงหาอำนาจ ไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ไม่เคยเห็นแก่อามิสสินจ้าง มีเพียงความชื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน มีเพียงความรักชาติอย่างพร้อมจะสละชีวิตเพื่อแผ่นดินแม่ มีเพียงความจริงใจ ให้แก่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่ง มีเพียงความกล้าหาญทางจริยธรรม ไม่ยอมก้มหัวให้แก่อำนาจ อธรรมฝ่ายใด มีเพียงความปรารถนาดีและความรักเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก ชายชราผมสีดอกเลาท่าทางใจดี จะเป็นตำนาน อยู่ในใจของผู้คนไปชั่วนิรันดร์"

*************************************
ครั้งหนึ่งเคย(บังอาจ)เขียนถึง "คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ด้วยครับ

(อ้างถึง : An honest man in a corrupt country : คนตรงในประเทศคด ; http://www.oknation.net/blog/plagud/2007/06/30/entry-1)
ความคิดเห็นที่ 8
อธิฏฐาน วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 20.17 น.
http://www.oknation.net/blog/sandstone
เพราะคุณเป็นมากกว่าเพื่อน

ยังจนในไม่รู้อยู่ข้อหนึ่ง
จอมพล ถ. ท่านแถลงแจ้งเป็นเรื่อง
ท่านปรารมภ์ผมก็เห็นเด่นประเทือง
ว่าใครเฟื่องเป็นผู้ใหญ่ในราชการ

ตัวอย่างเช่นเป็นรัฐมนตรี
ไม่ควรมีการค้ามาสมาน
อย่าเกี่ยวข้องเที่ยวรับทำเป็นกรรมการ
สมาจารข้อนี้ดีจริงเจียว

ผมสงสัยไม่แจ้งกิจการค้า
หมายความว่ากิจการใดบ้างยังเฉลียว
กิจการธนาคารท่านผู้ใหญ่จะไม่เกี่ยว
หรือจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่นับค้า

เรียงคำกลอนของท่านใหม่จะได้อ่านง่ายขึ้นค่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
อธิฏฐาน วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 20.14 น.
http://www.oknation.net/blog/sandstone
เพราะคุณเป็นมากกว่าเพื่อน

มาร่วมคารวะและสดุดีอาจารย์ป๋วยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
เชอร์รี่ วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 19.57 น.
http://www.oknation.net/blog/skin

ลืมบอกไปว่า ใส่เสื้ออาจารย์ป๋วยอยู่บ่อยๆ ค่ะ..

เลือดเหลืองแดง เข้มข้น ใช่ไหมคะ
ความคิดเห็นที่ 5
เชอร์รี่ วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 19.56 น.
http://www.oknation.net/blog/skin

อาจารย์ป๋วย คือ หนึ่งในดวงใจ ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 4
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 19.50 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

อาจารย์ป๋วย..คืดความภาคภูมิใจของคนที่ทำงานที่ท่านเคยทำ
เป็นผู้ว่าฯแบงก์ชาติที่ดีที่สุดที่เคยมี
เป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ ..
เป็น..คนไทยที่คนไทยยกมือไหว้ได้สนิท
(ไม่อยากเชื่อว่าไอ้คนที่บอกตายคนเดียว..เป็นคนธรรมศาสตร์)
ความคิดเห็นที่ 3
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 18.54 น.
http://www.oknation.net/blog/Bhirisa
เมินอดีต มองปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคต

เคยดูสารคดีพิเศษของธรรมศาสตร์เมื่อปีหรือสองปีก่อนเกี่ยวกับท่านป๋วย..ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านนี้ค่ะ

ต้องบอกว่าท่าน คือ ปูชนียบุคคลของชาติเลยทีเดียว...
อยากให้เมืองไทยมีคนดี ๆ แบบนี้เต็มบ้านเต็มเมืองจังค่ะ

ขอคารวะท่านด้วยความเคารพ
ความคิดเห็นที่ 2
ting วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 18.44 น.
http://www.oknation.net/blog/Germany

เมื่อไหร่คนที่ปากบอกรักประเทศไทย
จะเป็นมหาอาตมคานทีของไทยสักที
คนหนึ่งโชว์รายการเมนูเด็ดและ Talk and music show
อีกคนบทโศกเศร้าห่างประเทศไทยบ้านเกิด
มาพักผ่อนกอดลูกเมียเสร็จตีGolfล้อมรอบด้วยคนสวย
ข่าวเมืองไทยวัยรุ่นปล้นร้านค้าตีพนักงานหัวแตก
คนตกงานเครียดวิ่งราว
ไม่เห็นนายกออกมาพูดให้เจ้าหน้าที่จัดการ
เห็นพูดผมย้ายแค่ 4 คนเอง
รายต่อไปคงลาออกเป็นแถวไปนั่งชมทีวีที่บ้าน
รายการ Mak show การย้ายคน
ขอให้ดวงวิญญาณอาจารย์ป๋วย รับรู้ไว้ด้วยคะ
ว่าบ้านเรา มีแต่รายการ Talk show
ความคิดเห็นที่ 1
ชาลี วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 18.27 น.
http://www.oknation.net/blog/chaleejang

ป๊ะป๋า สุดยอดค่ะ

อาจารย์ป๋วย คนดีของแผ่นดินจริง ๆ

คนดีที่ไม่โกหก

มาอ่านก่อนเดินทาง

อ่านจบแล้ว หนูไปก่อนค่ะป๊ะป๋า
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น: