|

๏ ๏ เรื่อง "ปี่หาย" ที่คนโทใส่น้ำได้ยกกลอนสุนทรภู่มาอ้างถึง ทำให้ภาพอดีตย้อนหลังเป็นฉากๆ อดีตเมื่อไม่กี่ปีก่อน.... ลูกในวัยก่อนเข้าอนุบาลท่องตามยายได้แจ้วๆ "บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขึ้นไปยังบรรพต แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน" อีกบท... แมวเอ๋ย แมวเหมียว รูปร่าง ประเปรียว เป็นหนักหนา ร้องเรียก เหมียวเหมียว ประเดี๋ยวก็มา เคล้าแข้ง เคล้าขา น่าเอ็นดู รู้จัก เอารัก เข้าต่อตั้ง ค่ำค่ำ ซ้ำนั่ง ระวังหนู ควรนับว่ามัน กตัญญู พอดู อย่างไว้ ใส่ใจเอย...... ("แมวเหมียว แยกเขี้ยวยิงฟัน"-นายทัด เปรียญ - แต่ง)๏ ๏ ๏ ๏ อดีตเมื่อนานมาแล้ว... เด็กนักเรียนจะต้องไปยืนบิดไปบิดมาทำตาลอยตาเหลือกที่โต๊ะครูเพื่อสอบวิชา"ท่องจำ" (พอโตขึ้นกลายเป็น "อาขยาน") ปีหนึ่งมี ๓ เทอม เทอมละบท บางบทก็ลืมไปแล้ว บางบทยังจำได้...๏ ๏
บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ๏ ๏ เด็กน้อย ๏ ๏ (ร้องลำฝรั่งรำเท้า) เด็กเอ๋ย เด็กน้อย ความรู้ เรายังด้อย เร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่ เราจะได้ มีวิชา เป็นเครื่องหา เลี้ยงชีพ สำหรับตน ได้ประโยชน์ หลายสถาน เพราะการเรียน จงพากเพียร ไปเถิด จะเกิดผล ถึงลำบาก ตรากตรำ ก็จำทน เกิดเป็นคน ควรหมั่น ขยันเอย...... บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ๏ ๏ แม่ไก่ ๏ ๏ แม่ไก่อยู่ในตะกร้า ไข่ๆ มาสี่ห้าใบ อีแม่กาก็มาไล่ อีแม่ไก่ไล่ตีกา หมาใหญ่ก็ไล่เห่า หมูในเล้าแลดูหมา ปูแสมแลปูนา และปูม้าปูทะเล เต่านาและเต่าดำ อยู่ในน้ำกับจรเข้ ปลาทูอยู่ทะเล ปลาขึ้เหร่ไม่สู้ดี ส่วนบทนี้..จำไม่ได้ว่า ป.อะไร เจ้านกน้อยน่ารักร้องทักว่า ไปไหนมาหนูเล็กเด็กชายหญิง ทั้งรูปร่างหน้าตาน่ารักจริง ข้ายิ่งดูก็ยิ่งจำเริญตา สองพี่น้องเห็นวิหกนกพูดได้ ก็ดีใจอยากจะรักเป็นหนักหนา ต่างนึกชอบชิงกันตอบสกุณา ทั้งสองข้าไปโรงเรียนเพียรประจำ นกว่า อ้อ ไปขีดเขียนเรียนหนังสือ แล้วร้องฮื่อ มิน่าสม ที่คมขำ เจ้าร้องเพลงได้หรือเปล่าอย่างเราทำ แล้วร้องรำให้ดู จู๊ ฮุก กรู บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ๏ ๏ สัตว์สวยป่างาม ๏ ๏ จาก - มูลบทบรรพกิจ - ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย)
เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน................ เหมือนอย่างนางเชิญ พระแสงสำอางข้างเคียง เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง............................ เริงร้องซ้องเสียง สำเนียงน่าฟังวังเวง กลางไพรไก่ขันบรรเลง.......................... ฟังเสียงเพียงเพลง ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดัง...................... เพียงฆ้องกลองระฆัง แตรสังข์กังสดารขานเสียง กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง................. พญาลอคลอเคียง แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง...................... เพลินฟังวังเวง อีเก้งเริงร้องลองเชิง ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง.......................... ค่างแข็งแรงเริง ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง ป่าสูงยูงยางช้างโขลง............................ อึงคะนึงผึงโผง โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป พอขึ้น ป. ๔ รู้สึกว่าบทนี้ยากที่สุดตั้งแต่เรียนมาเลย... บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ๏ ๏ โมกขศักดิ์ ๏ ๏ จากเรื่อง รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 บัดนั้น พระยาพิเภกยักษี เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี อสุรีกราบลงกับบาทา ทูลว่าพระลักษณ์สุริยวงศ์ ยังไม่ปลงชีวังสังขาร์ อันโมกขศักดิ์อสุรา พรหมาประสิทธิ์ประสาทไว้ ทรงอานุภาพฤทธิรุทร ต้องใครจะฉุดนั้นไม่ไหว แต่มียาคู่หอกชัย ให้ไว้สำหรับแก้กัน แม้นละไว้จนรุ่งราตรี ต้องแสงพระระวีจะอาสัญ ขอให้ลูกพระพายเทวัญ ไปห้ามพระสุริยันในชั้นฟ้า อย่าเพ่อรีบรถบทจร ข้ามยุคนธรภูผา แล้วให้ไปเก็บตรีชวา ทั้งยาชื่อสังขรณี ยังเขาสรรพยาบรรพต ปรากฏอยู่ยอดคีรีศรี กับปัญจมหานที สรรพยาทั้งนี้มาให้ทัน แม้นว่าได้บดชโลมลง องค์พระอนุชาไม่อาสัญ จะดำรงคงชีพชีวัน หอกนั้นก็จะหลุดขึ้นมา จบ ป.๔ จากโรงเรียนวัดใกล้ๆ บ้าน ต้องไปสอบเข้า ป.๕ ที่โรงเรียนใกล้อำเภอ บรรยากาศใหม่ แต่บทอาขยานท่องง่าย บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ๏ ๏ สักวา ๏ ๏ สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม ดังดูดดื่มบอระเพ็ดต้องเข็ดขม ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย.. (จริงๆ ยังแถมด้วย... สักวาดาวจรเข้ก็เหหก ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหาว เป็นคืนแรมแจ่มแจ้งด้วยแสงดาว น้ำค้างพราวปรายโปรยโรยละออง ลมเรื่อยเรื่อยเฉื่อยฉิวต้องผิวเนื้อ ความหนาวเหลือทานทนกมลหมอง สกุณาดุเหว่าก็เร่าร้อง ดูแสงทองจับฟ้าขอลาเอย" แล้วก็ถึงเรื่อง "พระอภัยมณี" เป็นครั้งแรก บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ๏ ๏ พระอภัยมณี ๏ ๏ - สุนทรภู่ - พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์ ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช จตุบาทกลางป่าพนาสิน แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญา จะนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง แล้วหยิบปี่ที่ท่านอาจารย์ให้ เข้าพิงพฤกษาไทรดังใจหวัง พระเป่าเปิดนิ้วเอกวิเวกดัง สำเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจ ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย พระจันทรจรสว่างกลางโพยม ไม่เทียบโฉมนางงามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย แม้นได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน เจ้าพราหมณ์ฟังวังเวงวะแว่วเสียง สำเนียงเพียงการเวกกังวาลหวาน หวาดประหวัดสตรีฤดีดาล ให้ซาบซ่านเสียวสะดับจนหลับไป ศรีสุวรรณนั้นนั่งอยู่ข้างพี่ ฟังเสียงปี่วาบวับก็หลับไหล พระแกล้งเป่าแปลงเพลงวังเวงใจ เป็นความบวงสรวงพระไทรที่เนินทรายฯ พอขึ้น ป.๗ เจอบทที่ยากมาก จนวันนี้ก็จำไม่ได้ บทท่องจำอาขยาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ ๏ ๏ ขุนช้างขุนแผน ๏ ๏ ตอน - พลายงามอาสาไปตีเชียงใหม่ ๏ ครานั้นเพชรกล้าได้ฟังถาม ก็ชื่นชอบตอบความหาช้าไม่ ซึ่งถามเราจะเล่าให้เข้าใจ เจ้าชาวใต้ไม่รู้จู่ขึ้นมา เราเป็นเชื้อเจ้าท้าวคำแมน มียศถึงแสนตรีเพชรกล้า เป็นเชื้อชาติทหารชาญศักดา ในลานนาใครใครไม่ต่อแรง พระครูผู้บอกวิทยา ชื่อว่าศรีแก้วฟ้ากล้าแข็ง สถิตยังเขาคำถ้ำวัวแดง ทุกหนแห่งเลื่องลือนับถือจริง เจ้าหนุ่มน้อยนี่หรือชื่อพลายงาม ช่างสมรูปสมนามดูงามยิ่ง ตละแกล้งหล่อเหลาเพราพริ้ง รูปร่างอย่างผู้หญิงพริ้งพรายตา จะเปรียบลูกก็อ่อนกว่าลูกเล็ก จะเปรียบหลานพาลจะเด็กกว่าหลานข้า ไม่ควรจะรบสู้กับปู่ตา กลับไปบอกบิดามารอนราญ จะได้เป็นขวัญตาโยธาทัพ เป็นฉบับแบบไว้ในทหาร ยังเด็กอยู่คอยดูวิชาการ เฮ้ยเจ้าหลานพ่ออยู่ไหนไปบอกมาฯ ๏ ครานั้นพลายงามทรามคะนอง ร้องตอบต่อคดีตรีเพชรกล้า แน่เธออย่าเพ่ออหังการ์ เจรจาหมิ่นประมาทเราชาติเชื้อ ตัวท่านแก่กายอย่างควายเฒ่า อันตัวเราถึงเด็กเล็กลูกเสือ ฝีมือใครไพร่ลาวแหลกเป็นเบือ อย่าหลงเชื่อว่าผู้ใหญ่จะไม่แพ้ ถ้าไม่ดีที่ไหนใครจะมา จะขอลองวิชากับตาแก่ ให้ปรากฏฤทธีว่าดีแท้ ฤๅเป็นแต่ปากกล้ากว่าฝีมือ ขออภัยอย่าให้ถึงบิดา แต่ลูกยาท่านจะชนะหรือ มาลองดูสักหนให้คนลือ จะปลกเปลี้ยเสียชื่อดอกกระมัง ๏ ครานั้นแสนตรีเพชรกล้า โกรธาตาแดงดั่งแสงครั่ง เหม่อ้ายนี่หนักหนาว่าไม่ฟัง มาโอหังอวดรู้สู้สงคราม เท้ากระทืบกระทบโกลนโผนผก มุ่นหมกขับคว้างมากลางสนาม ท่วงทีขี่ม้าสง่างาม รำง้าวก้าวตามกระบวนทวน พอจบ ป.๗ ..ต้องสอบไปเรียน ม.ศ.๑ ที่โรงเรียนประจำอำเภอที่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับโรงเรียนเก่า ...(บล็อกเกอร์บางคนไม่รู้หรอกมั้ง ว่าเคยมี ป.๗ ด้วย...เคยมี ม.ศ. ๑-๕ ด้วย) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ๏ ๏ พระอภัยมณี ๏ ๏ ตอนที่ ๑๙ ของ - สุนทรภู่ - พระฟังคำอ้ำอึ้งตะลึงคิด จะเบือนบิดป้องปัดก็ขัดขวาง สงสารลูกเจ้าลังกาจึงว่าพลาง เราเหมือนช้างงางอกไม่หลอกลวง ถึงเลือดเนื้อเมื่อน้องต้องประสงค์ พี่ก็คงยอมให้มิได้หวง แต่ลูกเต้าเขาไม่เหมือนคนทั้งปวง จะได้ช่วงชิงไปให้กระนั้น พี่ว่าเขาเขาก็ว่ามากระนี้ มิใช่พี่นี้จะแกล้งแสร้งเสกสรรค์ เพราะเหตุเขารักใคร่อาลัยกัน ค่อยผ่อนผันพูดจาอย่าราคี แล้วตรัสบอกลูกน้อยกลอยสวาท เจ้าหน่อเนื้อเชื้อชาติดงราชสีห์ อันรักษาศีลสัตย์กัตเวที ย่อมเป็นที่สรรเสริญเจริญคน ทรลักษณ์อกตัญญุตาเขา เทพเจ้าก็จะแช่งทุกแห่งหน ให้ทุกข์ร้อนงอนหง่อทรพล พระเวทมนต์เสื่อมคลายทำลายยศ เพราะบิดามาด้วยอุศเรนนี้ คุณเขามีมากล้นพ้นกำหนด เจ้าทำผิดก็เหมือนพ่อทรยศ จงออมอดเอ็นดูพ่อแต่พองาม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๏ ๏ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน และว่าด้วยงานนักขัตฤกษ์ ๏ ๏ พระราชนิพนธ์ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ๏ ๏ เห่ชมเครื่องคาว ๏ ๏ ๏ แกงไก่มัสมั่นเนื้อ นพคุณ พี่เอย หอมยี่หร่ารสฉุน เฉียบร้อน ชายใดบริโภคภุญช์ พิศวาส หวังนา แรงอยากยอหัตถ์ข้อน อกให้หวนแสวงฯ ๏ มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา ๏ ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ ๏ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง ๏ หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย ๏ ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ ๏ เทโพพื้นเนื้อท้อง เป็นมันย่องล่องลอยมัน น่าซดรสครามครัน. ของสวรรค์เสวยรมย์ ๏ ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างอกงขม กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น ๏ ๏ เห่ชมเครื่องหวาน ๏ ๏ ๏ สังขยาหน้าไข่คุ้น เคยมี แกมกับข้าวเหนียวสี โศกย้อม เป็นนัยนำวาที สมรแม่ มาแม่ แถลงว่าโศกเมอพร้อม เพียบแอ้ อกอร กาพย์ ๏สังขยาหน้าตั้งไข่ ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสดง เป็นนัยไม่เคลือบแคลง แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ ๏ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ แทรกใส่น้ำกะทิเจือ วิตกอกแห้งเครือ ได้เสพย์หริ่มพิมเสนโรย ๏ลำเจียกชื่อขนม นึกโฉมฉมหอมชวยโชย ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย โหยไห้หาบุหงางาม ๏มัศกอดกอดอย่างไร น่าสงสัยใคร่ขอถาม กอดเคล้นจะเห็นความ ขนมนามนี้ยังแคลง ๏ลุตตี่ นี่น่าชม แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง โอชาหน้าไก่แกง. แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย ๏ขนมจีบเจ้าจีบห่อ งามสมส่อประพิมประพาย นึกน้องนุ่งจีบถวาย ชายพกจีบกลีบแนบเนียน ๏รสรักยักลำนำ ประดิษฐ์ทำขนมเทียน คำนึงนิ้วนางเจียน. เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม ๏ทองหยิบทิพย์เทียมทัด. สามหยิบชัดน่าเชยชม หลงหยิบว่ายาดม ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ ๏ขนมผิงผิงผ่าวร้อน เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน ร้อนนักรักแรมไกล เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง ๏รังไรโรยด้วยแป้ง เหมือนนกแกล้งทำรังรวง โอ้อกนกทั้งปวง ยังยินดีด้วยมีรัง ๏ทองหยอดทอดสนิท ทองม้วนมิดคิดความหลัง สองปีสองปิดบัง. แต่ลำพังสองต่อสอง ๏งามจริงจ่ามงกุฎ .ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง เรียมร่ำคำนึงปอง สะอิ้งน้องนั้นเคยแล ๏บัวลอยเล่ห์บัวงาม คิดบัวถามแก้วกับตน ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล สถนนุชดุจประทุม ๏ช่อม่วงเหมาะมีรส หอมปรากฏกลโกสุม คิดสีสไบคลุม หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน ๏ฝอยทอง เป็นยองใย เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน คิดความยามเยาวมาลย์ เย็บชุนใช้ไหมทองจีนฯ กาพย์เห่เรือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) เห่ชมกระบวนเรือ ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาลัย ทรงรัตนพิมานชัย กิ่งแก้ว พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห่ เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้งพรายทอง กาพย์ พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย กิ่งเเก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร สมรรถชัยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร เรียบเรียงเคียงคู่จร ดั่งร่อนฟ้ามาแดนดิน สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม เรือชัยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน คชสีห์ทีผาดเผ่น ดูดังเป็นเห็นขบขัน ราชสีห์ที่ยืนยัน คั่นสองคู่ดูยิ่งยง เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ แล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหง เพียงม้าอาชาทรง องค์พระพายผายผันผยอง เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน โจนตามคลื่นฝืนฝ่าฟอง ดูยิ่งสิงห์ลำพอง เป็นแถวท่องล่องตามกัน นาคาหน้าดั่งเป็น ดูเขม้นเห็นขบขัน มังกรถอนพายพัน ทันแข่งหน้าวาสุกรี เลียงผาง่าเท้าโผน เพียงโจนไปในวารี นาวาหน้าอินทรี มีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม ดนตรีมี่อึงอล ก้องกาหลพลแห่โหม โห่ฮึกครึกครื้นโครม โสมนัสชื่นรื่นเริงพล กรีธาหมู่นาเวศ จากนคเรศโดยสาชล เหิมหื่นชื่นกระมล ยลมัจฉามารพันมี ๏ ๏ เวนิสวาณิช ๏ ๏ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ ๏ อันว่าความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์ เรืองจรัสยิ่งมกุฏสุดสง่า พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา เหนือประชาพสกนิกร ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์ ที่สถิตอานุภาพสโมสร แต่การุณยธรรมสุนทร งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์ เสถียรในหฤทัยพระราชา เป็นคุณของเทวาผู้มหิทธ์ และราชาเทียมเทพอมฤต ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๏ ๏ เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ๏ ๏ -พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒-๓ - ยกออกนอกเมืองสวรรคโลก ข้ามโคกเข้าป่าพนาศรี เจ้าพลายกระสันพันทวี รำลึกถึงนารีศรีมาลา
ถ้าแม้นแก้วตามาด้วยพี่ จะชวนชี้ชมไม้ไพรพฤกษา คิดพลางเดินพลางตามทางมา ข้ามท่าเขินเขาลำเนาธาร แลเห็นเขาเง้าเงื้อมชะง่อนโงก เป็นกรวยโกรกน้ำสาดกระเซ็นซ่าน โครมคึกกึกก้องท้องพนานต์ พลุ่งพล่านมาแต่ยอดศิขรินทร์ เป็นชะวากวุ้งเวิ้งตะเพิงพัก แง่ชะงักเงื้อมชะง่อนล้วนก้อนหิน บ้างใสสดหยดย้อยเหมือนพลอยนิล บ้างเหมือนกลิ่นพู่ร้อยห้อยเรียงราย ตรงตระพักเพิงผาศิลาเผิน ชะงักเงิ่นเงื้อมงอกชะแง้หงาย ที่หุบห้วยเหวหินบิ่นทลาย เป็นวุ้งโว้งโพรงพรายดูลายพร้อย บ้างเป็นยอดกอดก่ายตะเกะตะกะ ตะขรุตะขระเหี้ยนหักเป็นหินห้อย ขยุกขยิกหยดหยอดเป็นยอดย้อย บ้างแหลมลอยเลื่อมสลับระยับยิบ บ้างงอกเง้าเป็นเงี่ยงบ้างเกลี้ยงกลม บ้างโปปมเป็นปุ่มกระปุบกระปิบ บ้างปอดแป้วเป็นพูดูลิบลิบ โล่งตลิดแลตลอดยอดศิขรินทร์ เหล่ามิ่งไม้ไทรโศกอยู่ริมห้วย ลมชวยหล่นลอยกระแสสินธุ์ น้ำใสแลซึ้งถึงพื้นดิน ฟุ้งกลิ่นสุมามาลย์บานระย้า สัตตบุษย์บัวแดงขึ้นแฝงฝัก พันผักพาดผ่านก้านบุปผา แพงพวยพุ่งพาดพันสันตะวา ลอยคงคาทอดยอดไปตามธาร สาหร่ายเรียงเคียงทับกระจับจอก ผักบุ้งงอกยอดชูดูสะอ้าน ภุมรินบินเคล้าสุมามาลย์ ในธาราปลาพล่านตระการตา ฯ ...โดยเฉพาะที่ทำตัวเน้นไว้ จะชอบและจำได้แม่น เพราะเป็นการเล่นคำ เล่นอักษร ที่ทำให้เรานึกเตลิดไปได้...อิอิ... ส่วนอาขยานสุดท้ายที่ยกมานี่ หลายๆ คนคงจำได้แม่น โดยเฉพาะ 3 บทสุดท้าย ๏ ๏ นิราศภูเขาทอง๏ ๏ ของสุนทรภู่ ๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา รับกฐินภิญโญโมทนา ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ ๏ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด คิดถึงบาทบพิตรอดิศร โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไปฯ ๏ ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ เคยรับราชโองการอ่านฉลอง จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ ๏ ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์ฯ ๏ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง ไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำ แพประจำจอดรายเขาขายของ มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตอง ทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภาฯ ๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ ๏ ๏ หลังจากจบ ม.ศ.3 คนโทใส่น้ำก็เข้ากรุงเทพฯ แล้วไม่ได้ท่องจำเหมือนที่ใครเขากระทบกระแทกเป็น "นกแก้ว นกขุนทอง" อีกเลย จนมาเรียนกฎหมาย ปรมาจารย์ทางด้านกฎหมาย ศจ.หยุด แสงอุทัย ได้เขียนประโยคอมตะสำหรับนักกฎหมายไว้ว่าต้อง "จำ เข้าใจ ใช้ให้เป็น"...จนวันเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ยุค "บูรณาการ" จากนกแก้วนกขุนทองก็กลายมาเป็นที่พักเท้าของ "นกเอี้ยง" จนทุกวันนี้ ๏ ๏
|