|

เคยมั้ย บางครั้งมีเรื่องต้องโกรธจนควันออกหู บางครั้งมีเรื่องต้องงอนตุ๊บป่อง บางครั้งมีเรื่องขัดใจจนต้องกระจองอแง ถ้าเคย เคยลองคิดมั้ย ว่า "ทำไม..." ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หรือคิดแค่ว่า "ทำไมไม่..." ทำไมเขาไม่ทำแบบนั้น ทำไมเขาไม่คิดแบบนั้น ทำไมจึงไม่เป็นเช่นนั้น "ทำไม" สองแบบนี้ต่างกัน แบบแรก ขอเรียกว่าแบบสร้างสรรค์ แบบหลัง ขอเรียกว่าแบบทำลาย "ทำไม" แบบสร้างสรรค์ เป็นการคิดเพื่อแก้ปัญหา นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า เป็นการคิดแบบนำ "ความจริงอันประเสริฐ" หรือที่เรียกว่า "อริยสัจ ๔"*มาใช้ เมื่อเรา "โกรธ" นั้นคือความ "ทุกข์" ของเรา เราจึงต้องหา "ทุกข์" (สมุทัย-เหตุแห่งทุกข์) ของเรา จากนั้นเราจึงหาทางที่จะ "หายโกรธ" คือหาวิธีที่จะ "หาความดับทุกข์" (นิโรธ) สุดท้ายก็ทำตัวเพื่อให้ทุกข์หายไป คือ "ไม่โกรธ" เป็นการใช้ "ข้อปฏิบัติให้ถึงการดับทุกข์" (มรรค)** 
ในขั้นตอนที่เราจะ "หาความดับทุกข์" นั่นแหละ ที่เราต้องตั้งคำถาม "ทำไม" เป็นการใช้ "อิทัปปัจจยตา"*** ...เมื่อเกิดสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้ ทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของคนอื่น เขาอาจจะไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องทำเช่นนั้น เขาอาจจะคิดว่าการทำเช่นนั้นดีแล้ว ถูกต้องแล้ว เหมาะสมแล้ว ฯลฯ เมื่อได้คำตอบและเข้าใจว่า "ทำไม" แบบสร้างสรรค์แล้ว เราก็จะเข้าถึง "ตถตา"...สิ่งทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง เราก็จะเข้าใจเรื่องราวและหาทางดับทุกข์นั้นได้ 
ส่วนการตั้งคำถาม "ทำไม" แบบทำลาย เป็นการถามแบบ "หาเรื่อง" เป็นการตั้งคำถามแบบมี "อัตตา" เต็มที่ บางครั้ง "ถูกต้อง" แต่ "ไม่ถูกใจ" จึงต้อง "ทุกข์ด้วยความโกรธ" มิพึงกล่าวถึงในที่นี้ ************************ หมายเหตุ *อริยสัจ ๔ ประการ เป็นเหตุผล ๒ คู่ คือ คู่ที่ ๑. ทุกข์ เป็นผลของตัณหา - ทุกข์สมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คู่ที่ ๒. ทุกข์นิโรธ เป็นผลของการปฏิบัติตามอริยมรรค - ทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาเป็นเหตุให้เกิดความดับทุกข์ **อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ สามารถสังเคราะห์ลงเป็นศีล สมาธิ ปัญญาได้ ดังนี้คือ การพูดชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ จัดเป็นศีล ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งจิตมั่นชอบ จัดเป็นสมาธิ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ จัดเป็นปัญญา ***ตถตา เป็นคำสรุปรวมของเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา กฏอิทัปปัจจยตา ถือเป็นหัวใจปฏิจจสมุปบาท โดยมีใจความแต่เพียงว่า "เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ ย่อมเกิดขึ้น" มันคือเรื่องของเหตุและผล ศาสนาพุทธเราสอนให้เชื่อว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุ ปัจจัย ตั้งอยู่ด้วยเหตุปัจจัย และหายลบจบสิ้น ก็ด้วยเหตุและปัจจัย ผลทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปด้วยเหตุ ทั้งนั้น ศาสนาที่เรานับถือ จึงมีความเป็นเหตุ เป็นผลสูงมาก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมรับในเหตุและผลนั้นหรือไม่เท่านั้นเอง
ขอขอบคุณ http://pha.narak.com/topic.php?No=17669 http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/004038.htm และภาพจากอินเตอร์เน็ต
|