พิมพ์หน้านี้
21.5.2004 รู้อยู่ว่าที่พระราชวังวาติกัน มีงานศิลปกรรมปฏิมากรรมของศิลปินระดับโลกอยู่มากมาย
ดูอารมณ์ เส้นสายสรีระที่อ่อนช้อย รอยยับย่นพลิ้วไหวของผ้า ไม่น่าเชื่อว่าสลักจากหินอ่อน (ภาพจากอินเตอร์เน็ต) แต่ด้วยเสน่ห์ของกรุงโรม ... ทุกจุดที่อยู่เบื้องหน้าถูกบันทึกลงกล้องคอมแพ็ค และกล้องวิดีโอที่พกพาไป
ดูจำนวนคนเข้าคิวตรงประตูสิ จากจุดที่ถ่ายรูปนี้คือคิวของเรา แล้วความผิดพลาดครั้งสำคัญก็เกิดขึ้นจนได้...ต่อหน้าพระแม่มารี จำนวนนักท่องเที่ยวมากมายทำให้ไม่สามารถเข้าถึงปฏิมากรรม Pieta ได้ ต้องใช้ซูมเข้าไป และในวิหารก็ค่อนข้างมืด แฟลชก็ไม่สามารถถึงรูปปฏิมากรรมได้ ต้องใช้โหมดถ่ายภาพในที่มืด ซึ่งต้องเปิดหน้ากล้องนาน ผนวกกับผู้คนที่เบียดเสียดทำให้ภาพที่ได้เมื่อดูที่มอนิเตอร์คือภาพมืดและสั่นไหว
ภาพปฏิมากรรม Pieta ที่ถ่ายได้ ดูจำนวนภาพที่เหลือ...ไม่กี่รูป..ละล้าละลังที่จะลบภาพที่ถ่ายมาแล้วทิ้ง...
ผู้คนเบียดเสียดกันในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ดูแบตเตอรี่ที่ชาร์จไว้วันก่อน เหลืออีกนิดเดียว ก้อนก่อนหน้านั้นเพิ่งหมดไปเมื่อคืนและชาร์จไม่ทัน พ้นจาก Pieta มาได้ เดินลึกเข้าไปในมหาวิหาร...แบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปหมด !!!! ไม่เป็นไร...ใช้กล้องวิดีโอถ่ายเป็นภาพนิ่งก็ได้ ซูมได้เยอะกว่าอีกต่างหาก ใช้ไปได้อีกแป๊บเดียว...แบตเตอรี่กล้องวิดีโอหมด !!!! เซ็งสุดขีด...นี่คือความผิดพลาดครั้งสำคัญ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้มาอีกหรือเปล่า... เซ็งไปก็เท่านั้น...เที่ยวให้สนุกดีกว่า บันทึกทุกอย่างลงหน่วยความจำในหัวที่แม่ให้มา..อิอิ (ถึงจะเลิกใช้นิคอน E4300 ไปแล้วเพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน แต่ก็ยังไม่คิดจะซื้อ SLR หรอกนะ ...ไม่มีตังค์ เลยยังใช้กล้องคอมแพ็คอยู่)
ภาพความอลังการของลานหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์, นครรัฐวาติกัน เกร็ดความรู้ จากสภาพทางการเมืองที่ยุ่งเหยิงและมีแต่ความไม่แน่นอน และการเสียชีวิตของผู้ให้การสนับสนุนในการรังสรรค์งานศิลปะ ทำให้ชายหนุ่มวัย 17 ปีนาม ไมเคิลแองเจโล บัวนาร็อตติ (Michelangelo Buonarroti) ซึ่งต่อมาคือนักประติมากรรมและจิตรกรรมผู้มีชื่อเสียงก้องโลกมาจนถึงปัจจุบัน ตัดสินใจละทิ้งเมืองฟิเรนเซ่ ที่ซึ่งเขาได้ศึกษาร่ำเรียนหลักพื้นฐานในงานศิลปะและวิชาสรีรศาสตร์ (นักจิตรกรรมและประติมากรรมในยุคนั้นมักศึกษาวิชาสรีรศาตร์ หรือ Anatomy เพื่อเข้าใจถึงโครงสร้างร่างกายมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์ผลงาน การศึกษาวิชาสรีรศาสตร์นั้นทำโดยการสังเกตุและผ่าศพมนุษย์ ซึ่งได้รับการต่อต้านจากศาสนจักรในยุคนั้นอย่างมาก แต่เนื่องด้วยแรงสนับสนุนของตระกูลเมดิซี ทำให้ฟิเรนเซ่สามารถมีสถานที่ให้เหล่าศิลปินได้ศึกษาวิชาสรีรศาสตร์อย่างเสรี) และเดินทางมายังกรุงโรม ที่ตั้งของนครวาติกัน ศูนย์กลางแห่งศาสนจักร ณ กรุงโรม ไมเคิลแองเจโลได้เริ่มต้นรังสรรค์ผลงานประติมากรรม-จิตรกรรมในเชิงศาสนาจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือรูปสลักหินอ่อนที่เป็นงานศิลปะที่งดงาม ในระดับที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกจากผลงานจำนวนมากมาย ทั้งของตัวไมเคิลแองเจโล และของโลก นามว่า "Pieta" ซึ่งเป็นผลงานที่ไมเคิลแองเจโลรังสรรค์ขึ้นมาในช่วงระหว่างปี 1498 ถึงปี 1500 โดยใช้เวลาถึง 2 ปี ผลงานชิ้นนี้สำเร็จเมื่อเขามีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น La Pieta เป็นรูปสลักหินอ่อนสีขาว ที่ถูกแกะสลักออกมาเป็นรูปพระแม่มารี (The Virgin Mary) กำลังอุ้มพระศพของพระเยซูคริสตร์หลังจากถูกตรึงกางเขนไว้บนตัก ผลงานประติมากรรมชิ้นนี้มีรายละเอียดงดงามอย่างยิ่ง โดยไมเคิลแองเจโลได้ให้ความสำคัญทั้งในรายละเอียดของสรีระร่างกายมนุษย์ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงใบหน้า เส้นผม ข้อต่ออวัยวะต่างๆ ส่วนที่เป็นเหลี่ยมและโค้งมนของร่างกาย ลักษณะโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเลือด รวมถึงสีหน้าและลักษณะท่าทางที่เป็นธรรมชาติ หรือแม้แต่เพียงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆเช่นรอยยับของส่วนที่เป็นผ้า หรือแผลที่ถูกตรึงกางเขนบนมือและเท้าของพระเยซู ต่างก็แกะสลักออกมาได้อย่างครบถ้วน และงดงามราวกับเป็นของจริง นอกจากความงดงามในด้านของรายละเอียดแล้ว ผลงานประติมากรรมชิ้นนี้ยังแฝงไว้ด้วยพลังแห่งอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกล้ำ จนทำให้พิเอตาถูกกล่าวขานว่าเป็นงานประติมากรรม ที่สื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ดีที่สุดในโลกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือรูปสลักพิเอตานี้ใบหน้าของพระแม่มารีถูกแกะสลักออกมาให้แลดูอ่อนเยาว์เหมือนสาวแรกรุ่น ซึ่งไมเคิลแองเจโลได้ให้เหตุผลไว้ว่า ด้วยความบริสุทธิ์แห่งพระแม่เองเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านแลดูอ่อนเยาว์และงดงามอยู่เสมอ และการสื่อส่วนนั้นออกมาจะยิ่งทำให้ผลงานของเขายิ่งงดงามอย่างไร้ที่ติ นอกจากนี้สีหน้าของพระแม่มารีที่แสดงออกกลับดูอ่อนโยนและสงบนิ่งทั้งที่กำลังอุ้มพระศพของพระเยซู ซึ่งไมเคิลแองเจโลคิดว่าการที่จะสื่อให้ผู้อื่น รู้สึกได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริงนั้น มิใช่การแสดงออกถึงสีหน้าที่ทุกข์ทรมานหรือร้องไห้ฟูมฟาย แต่น่าจะเป็นการแสดงถึงการรับเอาความรู้สึกที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานของอีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในใจ และเพราะเหตุนั้นรูปสลักหินพระแม่มารีที่เห็นจึงอ่อนโยน สงบนิ่งและดูเศร้าสร้อยในทีเดียว รายละเอียดต่างๆของท่าทางการแสดงออกของพระแม่ สามารถแสดงถึงความเศร้าโศกอาดูรอย่างยิ่งใหญ่ แม้จะไม่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนทางส่วนของใบหน้าเลยก็ตาม ศีรษะของพระแม่ถูกแกะออกมาให้ค้อมลงเล็กน้อยเป็นสัญลักษณ์ของความเศร้าเสียใจ ส่วนของผ้าคลุมส่วนที่โค้งลงรองรับร่างของพระเยซู แสดงถึงการแบกรับเอาความเจ็บปวดทรมานเอาไว้ และท่าทางของมือที่ข้างหนึ่งโอบพระศพไว้ และอีกข้างผายออกรองรับขาของพระเยซูแสดงถึงความเจ็บปวด เศร้าเสียใจของผู้เป็นมารดาที่มีต่อความทรมานของบุตร ส่วนรูปสลักพระศพของพระเยซูเองก็แสดงถึงการอดทนต่อความทรมานทั้งหลาย และการยอมรับความสงบจากความตาย ซึ่งผงานชิ้นนี้ของไมเคิลแองเจโลสามารถที่จะสื่อความรู้สึกดังกล่าวทั้งหมดออกมาได้อย่างลึกซึ้งยิ่ง นอกจากความวิเศษของตัวผลงานแล้ว รูปสลักชิ้นนี้ยังเป็นผลงานชิ้นเดียว ที่มีลายเซ็นต์ของไมเคิลแองเจโลกำกับเอาไว้อีกด้วย มีคำเล่าลือกันว่า หลังจากที่ผลงานชิ้นนี้สำเร็จและถูกตั้งแสดงเอาไว้ ณ มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ได้ไม่นานนัก วันหนึ่งไมเคิลแองเจโลได้ยินนักแสวงบุญที่มาเยี่ยมชมมหาวิหาร พูดขึ้นมาว่ารูปสลักพิเอตานี้เป็นฝีมือของ คริสโตโฟโร โซลารี (Christoforo Solari) นักประติมากรรมจากเมืองลอมบาร์ด ไมเคิลแองเจโลที่ไม่พอใจกับสิ่งที่นักแสวงบุญคนดังกล่าวพูด ได้ถือค้อนและสิ่วเข้าไปในมหาวิหารในยามดึก เพื่อแกะสลักประโยคว่า "MICHEL ANGELUS BONAROTUS FLORENT FACIBAT" (Michelangelo Buonarroti, Florentine, made this) ลงตรงส่วนที่เป็นผ้าคลุมบริเวณช่วงอกของพระแม่มารี ทำให้พิเอตากลายเป็นผลงานชิ้นแรก และชิ้นเดียวที่ไมเคิลแองเจโลลงลายเซ็นต์เอาไว้ ซึ่งภายหลังเขาเองก็รู้สึกเสียใจกับการกระทำด้วยทิฐินี้ของตนเอง และไม่เคยลงลายเซ็นต์ของตนลงบนผลงานใดๆ ต่อจากนี้อีกเลย รูปสลักพิเอตานี้ถูกตั้งไว้ ณ ส่วนที่เป็นโบสถ์เล็กสไตล์ฝรั่งเศส (French Chapel) ที่เรียกว่า Chapel of the Madonna della Febbre ในมุมหนึ่งของ มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ (St. Peter's Cathedral) กรุงวาติกัน นับตั้งแต่เมื่อสร้างเสร็จจนกระทั่งถึงในปัจจุบัน เพียงแต่ ณ ปัจจุบันรูปสลักพิเอตานี้ถูกเก็บรักษาไว้ในกระจกแก้ว และล้อมรอบด้วยกรงเหล็กกั้นอีกทีหนึ่ง เพื่อป้องกันรูปปั้นจากการถุกทำลายหรือสร้างความเสียหายจากมือผู้ไม่ประสงค์ดี ทั้งนี้เนื่องจากเคยมีกรณีที่ชายอิตาเลียนคนหนึ่งเคยใช้ค้อนทุปรูปสลักจนเสียหายไปบางส่วน แต่เคราะห์ดีที่ทางรัฐบาลอิตาลีได้ทำการบูรณะซ่อมแซมอย่างดี จนแทบจะไม่ทราบเลยว่า รูปสลักดังกล่าวเคยได้รับความเสียหายมาแล้วครั้งหนึ่ง ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.geocities.com/higuri_shrine/cantarela_sec/can_pieta.htm **ถ้าใครได้ชมภาพยนตร์ เรื่อง The Passion Of The Christ อย่างละเอียด จะเข้าใจปฏิมากรรม Pieta มากขึ้น *** ภาพจากแฟ้มภาพของคนโทใส่น้ำ และจากอินเตอร์เน็ต |