พิมพ์หน้านี้
|
ท่านผู้อ่านได้กลิ่นต้มยำกุ้งไหม? กลิ่นโชยมาเหมือนมีใครมาปรุงอยู่ใกล้ๆ ถ้าท่านโชคร้าย...อาจจะได้ชิมต้มยำกุ้ง.. โดยฝีมือของพ่อครัวผู้ไม่รับค่าตัวจากรายการ...ชิมไปด่าไป... ค่อยๆ ซด อย่าให้สำลักเหมือนผมล่ะ
(ภาพจากอินเตอร์เน็ต) สำลักต้มยำกุ้งวันนั้น แสบใจจนถึงวันนี้ คุณเคยซดต้มยำ แล้วสำลักหรือเปล่า? มันแสบคอจนน้ำตาไหลเลย คุณว่ามั้ย... ผมมีความเจ็บปวด เจ็บแสบหัวใจในเหตุการณ์ครั้งนั้นเหมือนๆ คนอื่น นั่นแหละ แต่มีความเจ็บปวดเพิ่มเติมในด้านที่ต่างจากคนส่วนมากอยู่บ้าง และในด้านที่ต่างนั่นต่างหากที่ทำให้ผมแสบใจมาจนถึงวันนี้ เปล่า!!...ผมไม่ได้ถูกเลย์ออฟ ใช่!!...ที่ผมถูกลดเงินเดือนจากเริ่มต้น 10% เป็น 15% และ 20% ใช่!!!...ที่ผมต้องทำงานหนักมากขึ้น แต่ไม่ใช่ในหน้าที่การงานประจำ เพราะสถานการณ์ในขณะนั้นไม่มีงานเข้ามาให้ทำหรอก ผมต้องนำสินค้าที่บริษัทบาร์เตอร์มา เช่น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน นมเปรี้ยว กระดาษชำระ ปลากรอบ และอีกจิปาถะ เท่าที่จะบาร์เตอร์มาได้ เพื่อเอาไปตระเวนขายตามตลาดนัด โรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยใช้รถส่วนตัว ออกค่าน้ำมันเอง ทั้งนี้เพื่อให้บริษัทมีเงินมาหมุนเวียนจ่ายเป็นเงินเดือนและค่าใช้จ่ายในบริษัท วันไหนขายของได้แต่เงินขาดในฐานะหัวหน้างานก็ต้องควักกระเป๋าออกไปชดเชย หนักเข้าก็ให้พนักงานมีโควตาที่จะต้องขายของให้ได้ หากขายไม่ได้ก็ต้องรับซื้อไว้เอง ซึ่งก็เป็นการลดเงินเดือนอีกอย่าง จนแชมพูเต็มบ้านผมไปหมด...แต่ก็ยังถือว่าผมมีงานทำ มีเงินเดือนใช้จ่าย ...แต่ความลำบากของผม มันเทียบไม่ได้เลยกับคนที่ถูกให้ออกจากงาน บางคนเป็นคนหาเงินเข้าบ้านคนเดียว บางคู่เป็นสามีภรรยาอยู่ที่ทำงานเดียวกันแล้วต้องออกจากงานทั้งคู่ หรือบางคู่อยู่คนละบริษัทกันแต่ก็ตกงานทั้งคู่ คิดดูว่าพวกเขาลำบากกว่าผมขนาดไหน บางคนมีโอกาสในวิกฤติประกอบอาชีพส่วนตัวจนอยู่ได้ในปัจจุบัน แต่บางคนจนขณะนี้ยังไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันเป็นหลักเป็นแหล่ง บางคนต้องกลับไปอยู่กับพ่อกับแม่ที่ต่างจังหวัด แล้วอะไรที่ทำให้ผมแสบใจมาจนทุกวันนี้ ??? จริงๆ ผมเคยผ่านการที่ต้องเลิกจ้างพนักงานมาแล้วครั้งหนึ่งถึง 30-40 คนในอีกบริษัทหนึ่ง ก่อนหน้าเกิดวิกฤติสัก 1 ปี แต่นั่นก็เป็นเหตุผลเรื่องที่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ และพนักงานทุกคนก็ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย...ซึ่งถึงทุกวันนี้บางคนยังขอบคุณผมด้วยซ้ำที่ตัดสินใจเร็ว ทำให้เขามีโอกาสหางานได้ก่อนเกิดวิกฤติ...แต่ที่ไม่มองหน้าผมอีกเลยก็มีหลายคน แต่ครั้งนี้...ด้วยภารกิจที่เป็นหัวหน้างาน ก็เหมือนกับที่หัวหน้างานคนอื่นได้รับมอบหมายนั่นแหละ ลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดจำนวนคนจะเป็นงานหลักที่ต้องทำขณะนั้น แต่เนื่องจากบริษัทที่ทำอยู่ไม่ต้องการมีภาระจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างก็จะประกาศเป็นนโยบายว่าจะรักษาคนไว้ให้มากที่สุดโดยไม่ต้องการเลิกจ้างแต่ขอให้พนักงานช่วยกันทำงานทุกอย่าง ถามว่ามันยุติธรรมกับพนักงานหรือเปล่า มันไม่ยุติธรรมหรอก เพราะการให้พนักงานช่วยทำงานทุกอย่างคือมอบหมายให้เขาไปทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ให้ฝ่ายศิลป์ไปขายโฆษณา ให้ฝ่ายธุรการไปขายสมาชิก ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่าสถานการณ์แบบนั้น มืออาชีพยังขายไม่ได้เลย !!! มันเป็นการบีบให้ทนไม่ไหวแล้วลาออกเอง บริษัทจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย ตอนแรกก่อนที่จะเรียกประชุมพนักงานในสังกัด ผมคิดอยู่นาน... พนักงานพวกนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด ทุกคนทำงานเต็มร้อย ไม่มีใครฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ทุกคนมีพออยู่พอกินออกจะสมถะกันด้วยซ้ำ...พวกเขาสมควรได้รับสิ่งที่ผมกำลังจะยื่นให้หรือ... ผมคิดอยู่นาน...ว่ามีทางออกอื่นอีกหรือเปล่า? แต่ดูเหมือนไม่มีทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ ถึงผมจะลาออกไปซะเอง พนักงานในสังกัดก็ยังต้อง โดน อยู่ดี แล้วก็พยายามมองโลกในแง่ดีว่าอาจจะมีอะไรดีขึ้น พนักงานอาจจะมีพรสวรรค์อย่างทันทีทันใดกับงานใหม่ หรือในระหว่างนั้นก็ซื้อเวลาเพื่อหางานใหม่ได้...มันหลอกตัวเองทั้งเพ...จะไปหางานใหม่ที่ไหนได้...จะไปขายอะไรที่คนไม่ได้จำเป็นต้องใช้ทุกวันได้ ในการประชุม หัวใจผมเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเป็น เจ็บแสบอย่างที่ไม่เคยรู้สึก เมื่อพนักงานเริ่มถามๆๆๆๆ ผลจากการที่ผมเรียกประชุมครั้งแรก ผมย้ายคนในฝ่ายสนับสนุนงานขายไปเป็นพนักงานขาย ถึง 20% บรรยากาศในการทำงานระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องเริ่มมองหน้ากันไม่ติด ที่เคยสนิทสนมก็เริ่มจะไม่มองหน้ากัน... ...มันเจ็บปวดนะ จากที่เคยรักกัน ต้องมาระแวงกัน เกลียดกันแบบนี้ เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อสถานการณ์ไม่ดีขึ้นซ้ำกลับแย่มากกว่าเดิมอีก.. ผมเรียกพนักงานที่มีรายชื่อมาคุยทีละคนๆ น่าแปลกใจมากที่ทั้งหมดบอกว่ายินดีที่จะเขียนใบลาออก เพราะอยู่ไปก็แทบจะไม่เหลือเงินเดือนแล้วเนื่องจากถูกหักโน่นหักนี่จนไม่พอกินพอใช้ ทุกคนมีท่าทีเหนื่อยล้าบ้าง ร้องไห้บ้าง แต่ก็บอกว่าเข้าใจในสถานการณ์ของผมและกลับเป็นฝ่ายให้กำลังใจผม...เผื่อว่าจะแก้ไขปัญหาและไม่ต้องตกงานกันทั้งบริษัท ...คำตอบของพวกเขา ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้น... บางทีเส้นแบ่งระหว่างความทุกข์กับความสุข...มันก็บางนิดเดียว เย็นวันนั้นผมส่งใบลาออกของพนักงานที่ทุกคนยอมเซ็น...ให้กับผู้บริหาร (ขออนุญาตนำเรื่องเก่าจาก : วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม 2550 http://www.oknation.net/blog/konto/2007/07/08/entry-1 มาให้อ่านอีกครั้ง) |