|
หมาข้างถนนในวันที่ฟ้าอึมครึม หมาข้างถนน... "เป๋เอ๊ย เป๋เอ๊ย ออกมานี่เร้ว" เสียงหญิงสูงวัยชาวจีนตะโกนเรียกอยู่ข้างๆ ตัวผม ผมหันไปมองรอบๆ ตัว ดูว่าเธอเรียกใคร "คุณๆ ถอยไปหน่อยได้มั้ย ไอ้เป๋มันไม่กล้าออกมา" เธอพูดกับผม ผมหันไปมองรอบๆ อีกครั้ง ก็ยังไม่เห็นไอ้เป๋ แต่ก็ขยับที่นั่งจากเดิมมาอีกนิด ผมไปจอดรถอยู่ด้านหน้าสวนลุมพินี บริเวณที่จอดรถซึ่งมีแผงขายอาหารและสินค้า หลังจากพักเหนื่อยจากการเดินออกกำลังผมก็มานั่งพักตรงริมทางเท้าบริเวณที่ผมจอดรถอยู่ "มาๆ ออกมากินข้าวเร้วเป๋เอ๊ย" เธอวางพลาสติกบนทางเท้า แล้วเธอก็ตักข้าวจากหม้อที่เธอถือมาด้วยลงไปบนพลาสติกนั้น ผมมองดูข้าวนั้น ข้าวเม็ดสวยๆ คลุกด้วยอาหารเม็ดสำหรับสุนัข มันเป็นข้าวที่ปรุงมาให้อย่างตั้งใจ ไม่ใช่เศษอาหารแน่นอน "มาๆ ออกมากินเข้าเร้ว" สักครู่ก็มีหน้าของ "ไอ้เป๋" โผล่มาจากใต้ท้องรถผมเอง มันคงไปนอนหลบแดดมั้ง ผมนึก "ตัวอื่นอย่ามาแย่งไอ้เป๋นะ มาๆ พวกเอ็งมากินตรงนี้" แล้วเธอก็เดินถัดไปอีกสักสิบเมตร ตักข้าววางบนพลาสติกอีก 2-3 ชุด สุนัขตัวอื่นที่มาเมียงมองกองข้าวของ "ไอ้เป๋" ก็กรูกันไปที่กองข้าวของพวกมัน 
เจ้าของฉายา "ไอ้เป๋" ก็ค่อยๆ กระมิดกระเมี้ยนและเขยกออกมากินข้าว มันกินไปมองซ้ายมองขวาไป แล้วก็มองมาที่ผมอย่างระวังเต็มที่ มันยืนด้วยสามขา ส่วนขาหลังซ้ายบิดงอมันยกเอาไว้ นี่คงเป็นที่มาของฉายา ดูร่องรอยแล้วน่าจะถูกรถทับ ผมเห็นมันกินแบบ "กินไปมองไป" ..มันอาจจะกลัวเรา...ก็เดินเลี่ยงไปแอบดูอยู่อย่างห่างๆ มันก็ยังมีอาการระวังเต็มที่เหมือนเดิม ผมสรุปเองในใจ..ที่มันหลบอยู่ใต้ท้องรถ มันคงไม่ได้หลบร้อน เพราะวันนั้นไม่มีแดด..แต่มันหลบสุนัขตัวอื่นที่อาจจะรุมรังแกมัน แย่งมันกิน ผมรู้สึกดี รู้สึกมีความสุข ที่เห็นความเอื้ออาทรของหญิงคนนั้นที่มีต่อเพื่อนร่วมโลก ผมจึงไม่อยากไปคิดเปรียบเทียบว่ายังมีสุนัขอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ช่วยเหลือพวกเดียวกันแล้วยังพยายามรุมรังแก รุมแย่งกันกินโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของสุนัขตัวอื่น ในวันที่ฟ้าอึมครึม... ในคอลัมน์ "เหะหะพาที" โดยคุณซูม หนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันนี้ 18 มิ.ย. 51 เขียนเรื่อง "ศึกนี้หนักกว่าทุกครั้ง" ผมขอตัดทอนออกบ้าง แต่สรุปได้ความว่า - เมื่อตอนที่เกิดปัญหาน้ำมันแพง ครั้งแรกช่วง พ.ศ.2523 นั้น ภาวะเศรษฐกิจไทยทรุดติดต่อกันมาหลายปี จนหนักสุดในปี 2526 ถึง 2527
- แต่เนื่องจากในช่วงดังกล่าว ประเทศไทยของเราไม่มีปัญหาทางด้านการเมือง ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีการทะเลาะวุ่นวาย
- ป๋าเปรมและคณะ จึงสามารถใช้นโยบายเศรษฐกิจต่างๆเข้าแก้ไขสถานการณ์ จนประเทศไทยฟื้นตัวกลับมาได้
***************** - ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2540 เมื่อเราเจอปัญหาวิกฤติต้มยำกุ้ง จนล้มครืนครั้งใหญ่...ในทางการเมือง แม้จะวุ่นวายบ้างแต่ก็วุ่นวายอย่างธรรมดา ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัส
- เพียงแต่ว่ารัฐบาลไทย ซึ่งมี พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไม่เก่ง และรัฐมนตรีร่วมคณะก็ไม่มีใครเก่งพอ
- มิหนำซ้ำฝ่ายประจำ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง ก็อ่อนมากเมื่อเทียบกับอดีต
เราจึงพ่ายแพ้ย่อยยับ และเสียหายมากมายที่สุดนับตั้งแต่เราเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา - เผอิญช่วงนั้น โลกยังแข็งแกร่งเพราะหลายๆประเทศสามารถเอาตัวรอดได้ ไม่ถึงขั้นล้มครืนตามไปด้วย
ประกอบกับประเทศเราก็ยังมีอะไรดีๆพอที่จะขายได้ในราคาถูกๆอยู่บ้าง ทำให้ประเทศที่มีสถานะเศรษฐกิจเข้มแข็ง เข้ามาซื้อของถูกที่ว่า... ทำให้เราค่อยๆอยู่ตัว และในที่สุดก็ฟื้นตัว - แต่มองในแง่เอกราชทางเศรษฐกิจ เราสูญเสียไปเยอะ โดยเฉพาะในภาคเอกชนใหญ่ๆของไทยดูเหมือนจะตกเป็นของต่างชาติเป็นส่วนมาก
*****************
- มาถึงวิกฤตินํ้ามัน 2551 หรือ 2008 หรือในปัจจุบันนี้ จะเห็นว่าสถานการณ์บ้านเราไม่เหมือนทั้ง 2 คราวที่กล่าวมา
- ในทางการเมืองเกิดความสับสนวุ่นวายแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพวก จะเอาเป็นเอาตายกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความแตกแยกในประเทศไทยเกิดขึ้นทั่วทุกวงการ ทุกองค์กร จนกระทั่งแม้ในครอบครัวบางครอบครัว
- ในขณะที่รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีฝีมือต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะคัดมาจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น จึงมีตัวเลือกจำกัด ผู้บริหารที่สำคัญหลายคน เป็นบุคคลที่สังคมไทยไม่ยอมรับ หรือให้การยอมรับค่อนข้างน้อย
ทำให้ความเชื่อถือของนักลงทุนที่มีต่อรัฐบาลค่อนข้างต่ำ ตั้งแต่เบื้องต้น - นอกจากนี้ ในแง่ทรัพย์สินของประเทศไทย ก็แทบจะไม่มีอะไรเหลือพอที่จะจูงใจประเทศที่ยังพอมีสตางค์ให้เข้ามาซื้อเหมือนอย่างเคย
- สถานการณ์วันนี้ จึงหนักหนาสาหัสกว่าเมื่อ 2 ครั้งที่เราเผชิญปัญหาเศรษฐกิจในอดีต
ทำให้เป็นห่วงว่า หากพลาดพลั้งลงไปแล้วเราจะสูญเสีย และเจ็บปวดมากกว่าและอาจต้องใช้เวลานานกว่าในการฟื้นตัว
แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีทางสู้หรือไม่มีทางฟันฝ่าเอาเสียเลย ผมยังเชื่อมั่นว่าถ้าเราหยุดทะเลาะกัน หรือหยุดการเผชิญหน้ากันเอาไว้ก่อน และหันมาช่วยกันคิดอ่านแก้ปัญหา...ในที่สุดเราจะเอาชนะสงครามเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ จริงๆแล้วเพียงแต่เราส่งสัญญาณว่า เรายุติการเผชิญหน้าเท่านั้นแหละ บรรยากาศต่างๆก็จะดีขึ้นเยอะแล้ว ในส่วนของรัฐบาลนั้นก็ควรต้องถึงเวลาเปลี่ยนตัว อย่างน้อยก็ควรเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจที่นอกจากจะขาดประสบการณ์ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังทำงานไม่ประสานกันอีกด้วย
- ผมยังเชื่อว่า...ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทีมเศรษฐกิจให้เข้ารูปเข้ารอย เราก็ยังพอจะเอาตัวรอดไปได้
- จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ทำเสียเถิดครับ...ปล่อยให้เนิ่นนานไป สถานการณ์ จะยิ่งหนักกว่านี้
- เท่าที่ผมฟังความคิดเห็นและอ่านบทความ ของนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งในบ้านเรา และในต่างประเทศ...ไม่มีใครคิดเลยครับว่า อะไรต่างๆ จะดีขึ้นได้ในเวลารวดเร็ว...โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน ยังจะเป็นปัญหาหนักต่อไป
***************** อ่านแล้วผมไปคิดถึงสุนัขข้างถนนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่ "ไอ้เป๋" ได้อย่างไรก็ไม่รู้ ภาพโดยคนโทใส่น้ำ ข่าวไทยรัฐจาก http://www.thairath.co.th/news.php?section=society02&content=93841
|