• วานิชสุนทรนนท์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kontrang49@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 203
  • จำนวนผู้ชม : 23544
  • จำนวนผู้โหวต : 100
  • ส่ง msg :
วานิช สุนทรนนท์ นสพ.ฅนตรัง
ความเรียง บทความขนาดสั้น บทกวี
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kontrang49
วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม 2550
‘เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา’
Posted by วานิชสุนทรนนท์ , ผู้อ่าน : 365 , 17:09:15 น.  
พิมพ์หน้านี้


‘เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา’ 

๑.           พลันที่บังคับให้รถเลี้ยวลอดซุ้มประตูเข้าสู่วัดโรงวาสน์ ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาบางเบา พอให้ที่ปัดน้ำฝนได้ทำงาน โชคดี ในบริเวณลานวัดยังมีที่จอดเหลืออีกหนึ่งช่องอยู่ไม่ไกลจากเต็นท์พิธีมากนัก หลังจากให้เพื่อนๆ ผู้หญิง ๒-๓ คนที่รับมาจากหาดใหญ่และตรงห้าแยกเกาะยอได้ลงจากรถแล้ว ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก พอเปิดประตูได้ผมก็วิ่งเข้าไปในงาน ท่ามกลางผู้คนในชุดสีดำ-ขาวมากมายที่กำลังนั่งประนมมือฟังพระสวดกันอยู่

                คนแรกและคนเดียวที่ผมมองหา คือ เพื่อนผู้หญิงซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้ตาย ไม่กี่วินาทีจึงได้เห็นเธอกำลังยืนให้การต้อนรับบรรดาแขกเหรื่อที่เข้ามาในงาน เมื่อรู้ว่ากลุ่มของพวกเรามา เธอดีใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส รีบเดินเข้ามาทักทาย และทำตาโตๆ เหมือนที่เคยเห็นเมื่อกว่า ๓๐ ปีที่แล้ว ผมบีบแขนขวาของเธอค่อนข้างแรงและนานด้วยความรู้สึกดีใจที่ได้พบ พร้อมๆ กันนั้นก็คล้ายจะปลอบใจที่เธอต้องคืนพ่อผู้ชราวัย ๙๐ ปีให้กับกาลเวลา...

เกือบจะทุกขณะที่นั่งฟังพระสวด ใจผมไม่ได้นิ่งอย่างที่ควรจะเป็น เพราะหลายครั้งที่วอกแวกคิดไปถึงวันเดือนปีที่เพิ่งรู้จักกับเธอเป็นครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยริมทะเล แห่งนั้น...

๒.          ผมจำได้ว่า เรียนจบมากว่า ๓ ปีแล้ว จึงได้เริ่มเขียนบันทึก ‘ประท้วงปัตตานี : ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน...’ ในเอกสารที่หนาเกือบ ๖๐ หน้าเล่มนี้ นอกจากจะบอกเล่าถึงความเป็นมาและสาเหตุของการที่ชาวบ้านจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียงต้องมาชุมนุมประท้วงกันอย่างยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่า เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยงานได้เข่นฆ่าชาวบ้านซึ่งเป็นคนไทยมุสลิมประมาณ ๗-๘ คน จากนั้นได้นำศพไปโยนทิ้งที่สะพานกอตอ ตรงรอยต่อของจังหวัดปัตตานีกับนราธิวาส หนึ่งในจำนวนนั้นมีเด็กหนุ่มอยู่เพียงคนเดียวที่รอดตาย เขาเกาะกุมเสาสะพานเอาไว้ได้จนมีคนไปพบเข้าในตอนเช้า เรื่องราวร้ายๆ จึงได้เปิดเผยออกมา

                ในบันทึกฉบับนี้ ผมได้เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นของการชุมนุมเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ จนไปถึงวันสุดท้าย ซึ่งนานข้ามปีที่รวมเวลาแล้วกว่าเดือนครึ่ง แม้จะไม่ถึงกับละเอียดมากมายนัก แต่อย่างน้อยๆ ก็เท่าที่ทำได้ในสายตาและการรับรู้ของผมซึ่งเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ซึ่งอายุยังไม่ถึง ๒๐ ในขณะนั้น และที่สำคัญ ยังไม่เคยเห็นบันทึกเล่มไหนจะมีเรื่องราวเท่าที่ผมได้เขียนไว้แล้ว

นอกจากนี้ ผมยังได้กล่าวถึงผู้คนไว้อีกมากมาย ทั้งเพื่อนๆ ที่เป็นนักศึกษาใน ม.อ.ปัตตานีด้วยกัน นักเรียน นักศึกษาจากที่อื่นๆ รวมทั้งผู้นำนักศึกษาระดับประเทศที่เข้ามาทำหน้าที่ประสานงานในการเจรจาระหว่างผู้ประท้วงกับตัวแทนของฝ่ายรัฐบาล ฯลฯ แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่ผมจะให้ความสนใจและเขียนถึงมากเท่ากับเธอ...

ในบันทึกที่เริ่มจะลางเลือนนี้ ผมเขียนถึง ‘เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา’ ไว้มากมาย นับตั้งแต่เริ่มเข้าไปเรียนในวันและเดือนแรกๆ ที่มักจะได้พบกับนักศึกษาสาว ผมยาว ตาโต ในห้องเรียนภาษาอังกฤษ นอกเหนือจากการนั่งแอบมองในระหว่างเวลาที่ครูสอนแล้ว ผมมักจะตั้งใจเดินไปพบกับเธอตรงประตูทางออกเมื่อหมดคาบเรียนอยู่เสมอ จากการสบตา มองหน้า ยิ้มให้ ไม่นานเราก็เป็นเพื่อนกัน

‘เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด’ เป็นคนเรียบร้อยเหมือนกับลูกสาวของครูอีกหลายคน ไม่ค่อยจะพูดจะจานัก และดูเหมือนว่าสาเหตุที่เข้ามหาวิทยาลัยก็เพื่อการเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต่างกับผมลิบลับที่พอเข้าไปปั๊บก็จับงานกิจกรรมในทันที เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงของชาวบ้านในปลายปีนั้นจึงเป็นเหตุการณ์แรกๆ ที่สอนให้ผมได้เติบโตขึ้น

การเรียกร้องให้รัฐบาลของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลงมาเจรจาเพื่อหาคนรับผิดชอบต่อการตายของชาวบ้าน ยิ่งนานวัน ยิ่งทำท่าว่าจะยืดเยื้อยาวนาน ‘ศูนย์พิทักษ์ประชาชน’ ในฐานะผู้ดำเนินการชุมนุมจึงต้องสรรหากิจกรรมที่จะนำมาประกอบ สนับสนุน และส่งเสริมการประท้วงให้ยืนหยัดอยู่ได้ ‘การสัมผัสชนบท’ ที่แบ่งกลุ่มนักศึกษาจากที่ต่างๆ ออกไปหาพี่น้องชาวบ้านในชนบทจึงเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่เกิดขึ้น

ไม่รู้ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลใด ที่ ‘เธอ’ ยอมตกปากรับคำออกไป ‘สัมผัสชนบท’ กับผม ทั้งๆ ที่ตอนเอ่ยปากชวนนั้น แทบจะไม่ได้คาดหวังใดๆ เลย ก็ใครจะเชื่อว่า หญิงสาวที่เรียบร้อยปานผ้าพับ วันๆ เอาแต่สนใจเรื่องเรียน (นานๆ สักครั้งที่เธอจะเดินเฉียดเข้ามาใกล้กลุ่มของพวกผมที่คนในสังคมเล็กๆ ที่นั่นมักจะให้ฉายาว่า ‘พวกบ้ากิจกรรม’) จะตัดสินใจลงไปลุยโคลนในครั้งนี้

                ประมาณเที่ยงครึ่งของวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ พวกเราไปยืนอยู่ต่อหน้ากลุ่มของผู้ประท้วงที่หน้ามัสยิดกลางปัตตานี เพื่อ ‘อำลาประชาชน’ มีคำอวยพรจากผู้นำศาสนาอิสลาม เธอยืนอยู่ข้างหน้าของผม เมื่อมีการถ่ายรูปก็พยายามที่จะหลบกล้องของนักข่าว เพราะไม่ต้องการให้ที่บ้านรู้ เห็น และเป็นห่วง

ตลอดเวลา ๕ คืน ๖ วัน ที่กลุ่มของเราเดินเท้าแบบค่ำไหนก็นอนในมัสยิดของที่นั่น ได้พบปะกับผู้คนมากมาย และมีอีกหลายเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ รวมทั้งได้ทำความรู้จักกับ ‘เธอ’ ที่ยิ่งนับรอยเท้าที่ก้าวย่างก็ยิ่งมองเห็นและสัมผัสได้ถึงความใสซื่อ บริสุทธิ์ และน่ารักมากยิ่งขึ้นๆ ทุกวัน และทุกคืน...

            ปลายเดือนธันวาฯของฟ้าแถวปัตตานีจะเป็นห้วงเวลาที่ฝนจะลงหนัก การเดินเท้าเข้าไปหาชาวบ้านจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก หลายครั้งที่ต้องวิ่งหาที่หลบฝน หลายครั้งที่ต้องอาศัยกระเป๋าเสื้อผ้าแทนร่มจนเปียกปอนไปตามๆ กัน บางทีก็ลื่นล้มเพราะถนนในหมู่บ้านสมัยนั้นยังเป็นเพียงทางสัญจรของผู้คน และบางหมู่บ้านเป็นของควายด้วยเช่นกัน

                มีอยู่วันหนึ่งใกล้จะค่ำแล้ว กลุ่มของเรารีบเดินไปยังมัสยิดที่อยู่ใกล้ แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักถึงเสียที เหนื่อยก็เหนื่อย ล้าก็ล้า อ่อนเพลีย หิว อยากพักเต็มทีแล้ว ปรากฏการณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกใจหายและสงสารเธอขึ้นมาจับจิตจับใจก็คือ ในช่วงหนึ่งที่ต้องลุยน้ำ เราเดินสวนกับควายตัวเล็กๆ ๒-๓ ตัว ให้บังเอิญว่าควายฝูงนั้นล้วนเป็นควายเผือกตัวสีขาวอมชมพู เธอขยับเข้ามาเดินใกล้ๆ จับแขนผมเบาๆ แล้วกระซิบถามว่า “โอด... นี่ตัวอะไรคะ...”

                ผมไม่ได้ขำ แต่พลันนั้นกลับเห็นใจเสียด้วยซ้ำ ลูกสาวครูผู้แสนจะเรียบร้อย ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาวก็ครั้งนี้แหละที่ต้องมาลุยน้ำลุยโคลนไปตามบ้านนอกคอกควายกับคนอื่นเขา...

๓.          หลายต่อหลายครั้ง ระหว่างที่เดินกันไป คุยกันไป ผมเห็นแววท้อในสายตาของเธอ แต่ไม่นานก็แวบหาย แม้จะเหนื่อยหนักเช่นไร แต่พอเอื้อมมือไปเพื่อจะขอกระเป๋าใบสีเหลืองมาสะพายให้ เธอก็ไม่เคยจะยินยอม

                จากคืนแรกที่นอนในมัสยิดของหมู่บ้านลาลอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี วันรุ่งขึ้นพวกเราเดินข้ามสะพานกอตอเข้าไปสู่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พักที่หมู่บ้านชะโลง วันต่อมาเป็นหมู่บ้านยามาปูละ ไม่ไกลจากเทือกเขาบูโดมากนัก จากนั้นไปบือเละ และคืนสุดท้าย พักค้างคืนที่โรงเรียนโคกนิบงวิทยา อำเภอไม้แก่น

ก่อนที่จะเดินกลับออกมาเพื่อโบกรถแถวๆ สะพานกอตอกลับเข้าเมืองปัตตานี... เช้าวันนั้นผมตื่นนอนตั้งแต่ ๖ โมง ตอนที่อาบน้ำอยู่ริมบ่อ เธอเดินเข้ามา แต่ก็รีบกลับออกไปยิ้มๆ อากาศหนาวมาก จากนั้นนั่งคุยกับเธอเกี่ยวกับหนัง หนังสือพิมพ์ เรื่องที่จะกลับบ้าน เธอบอกว่า หัวใจไปถึงบ้านแล้ว

ระหว่างทางเราเดินเคียงคู่กันมาตลอด ยังจำได้ที่เคยพูดประโยคหนึ่งกับเธอ “ผมดีใจมากที่... มาที่แบบนี้ได้” เธอยิ้ม เมื่อเดินทางต่อจึงสังเกตเห็นเธอดูอิดโรยมาก แต่ยังเดินเคียงข้างผมไปตลอดทาง... หลังเที่ยงวันนั้น พวกเราโบกรถบรรทุกคันใหญ่ ซึ่งต่างก็ต้องยืนโงนเงนกันไปจนถึงหน้ามัสยิดประจำจังหวัดท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนผู้มาประท้วง จากนั้นกลุ่มของเราได้นั่งรถตุ๊กๆ กลับเข้า ม.อ.

 วันรุ่งขึ้น เราเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน...

                ในบทสุดท้ายของ ‘ประท้วงปัตตานี : ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน...’ มีบางวรรคตอนที่ผมได้บันทึกไว้...

                “...หลังจากการประท้วงสิ้นสุดลงไปแล้วหลายวัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ตามวิถีทางที่เหมือนใครจะได้ขีดเขียนมาแล้ว... ไม่นานนัก มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ก็เดินทางมาปรากฏตัวที่ปัตตานี เขามายืนปราศรัยที่หน้าศาลากลาง จุดเดียวกันกับที่ประชาชนถูกระเบิดตายนั่นแหละ...

อีกไม่นานเช่นกัน ผู้นำของ ‘ศูนย์พิทักษ์ประชาชน’ หายหน้าไปทีละคนๆ มีเสียงกล่าวกันว่า พวกเขาถูกทางการตามล่า ตามเก็บ บ้างก็ถูกตำรวจจับแล้วล่องหนไปเฉยๆ มีอยู่คนหนึ่ง อยู่มาถึงเหตุการณ์วัน ๖ ตุลาคมของปีถัดมา เราโบกมือให้กันเมื่อผ่านวันมหาวิปโยคไปสองวัน เมื่อฉันกลับมหาวิทยาลัยอีกที เขาหายไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน จำได้ว่า ตอนนั้นมีคนหายไปจากเมืองเป็นจำนวนมาก ฉันเองก็เกือบไป...

แล้วก็มาถึงเรื่องสุดท้าย ‘ผู้หญิงคนนั้น’ เมื่อกลับจากการออกสัมผัสชนบทด้วยกัน และเมื่อสิ้นสุดการประท้วงแล้ว ฉันกับ... แทบจะไม่ได้พบปะกันอีกเลย ต่างคนต่างเดินเหมือนอยู่บนถนนคนละสาย แม้จะภายในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ฉันถามตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ทำไมเราจึงห่างเหินกัน ฉันตอบไม่ได้...

...เราไม่ได้เดินด้วยกันอีก ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันอีก ไม่ว่าในชนบทแห่งใด หรือที่ไหนๆ ทั้งสิ้น เราไม่ได้พูดกันอีกจนจบการศึกษาในอีก ๓ ปีต่อมา…

และเธอ... หญิงสาวคนนั้น แต่งงานไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา....”

ผมจบบันทึกบรรทัดสุดท้ายไว้เมื่อเวลา ๒๓.๔๘ น. ของวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๕

๔.          จู่ๆ เธอก็โทรศัพท์มา... “โอด... พ่อหม่างเสียแล้วนะ”

                ตั้งแต่เรียนจบกันมาร่วมๆ จะ ๓๐ ปีเข้านี่แล้ว เรา-หมายถึงระหว่างผมกับ ‘เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา’ มีโอกาสพบกันน้อยมาก ใหม่ๆ ก็ไปมาหาสู่กันบ้าง จนเธอแต่งงานแต่งการ มีลูกชาย ลูกสาว การพบปะกันก็นับวันจะน้อยลงๆ จนคล้ายจะเป็นคนไม่รู้จัก ยิ่งหลังๆ มานี้จะพบสักทีก็ตอนมีงานตาย อย่างตอนที่เพื่อนผู้หญิงของเราคนหนึ่ง (เป็นเพื่อนที่ออกไปสัมผัสชนบทด้วยกันในช่วงเวลาที่เกิดการประท้วงปัตตานี)

เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อ ๓-๔ ปีก่อน และสองครั้งหลังที่ผมไปไหว้ศพคุณพ่อ และคุณแม่ของสามีเธอ ที่กิ่งอำเภอบางกล่ำกับอำเภอหาดใหญ่ ก็ได้พูดจาทักทายกันเพียงไม่กี่คำ

                ตอนที่โทรฯมาเธอใช้คำแทนตัวว่า ‘หม่าง’ เหมือนกับตอนที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ ซึ่งผมไม่เคยถามและไม่เคยเข้าใจว่า แปลหรือหมายถึงอะไร ในงานศพคุณพ่อของเธอครั้งนี้ก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านๆ มา เราคุยกันเพียงไม่กี่ประโยค เพราะเธอต้องยุ่งอยู่กับงานพิธี ตอนกลับที่ขับรถออกมาจากวัดโรงวาสน์ก็ไม่ได้ร่ำลาบอกกล่าว... หรือบางที อาจจะเป็นเหมือนที่มีคนเคยเอ่ยไว้ว่า ความเป็นเพื่อนที่รักกันมากๆ คำพูดใดๆ ก็ใช่จะมีความหมายอีก

ค่ำของต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ ฟ้าของเส้นทางสงขลา-หาดใหญ่ มืดเร็วกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา ด้วยเป็นห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูกาลของฝนที่นั่นแล้ว การขับรถคันงามที่ต้องหยิบยืมมาจากเพื่อนอีกคนก็ยิ่งต้องทวีความระมัดระวังมากขึ้น

                เมื่อแวะส่งคนโดยสารครบทุกคนแล้ว ผมก็ขับเข้าสู่เส้นทางกลับบ้าน ที่มีแสงไฟจากรถคันอื่นๆ รวมทั้งแสงสะท้อนจากป้ายข้างทางเป็นเพื่อน

                อีกนั่นแหละ หลายๆ ช่วงของการขับรถ ผมนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวเมื่อนึกถึงที่เคยหยอกล้อเธอซ้ำๆ อยู่หลายครั้งในวันเวลาไม่กี่ปีมานี้ ที่ผู้ชายของเธอกลายมาเป็นนักการเมืองระดับประเทศ การเป็นแม่บ้านของคนที่ทำงานให้กับสาธารณะระดับนั้น ย่อมเหนื่อยหนักเป็นธรรมดา จึงมักจะอดเป็นห่วงไม่ได้เมื่อพบว่า ระยะหลังๆ เธอดูซูบและผอมไปผิดหูผิดตา

                ทุกครั้งที่ได้ยินว่า “นี่แหละกรรมมีจริง เมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ตอนที่ ‘คนบ้ากิจกรรม’ เที่ยวตามจีบแล้วไม่รัก ไม่สนใจ ตอนนี้เจอเข้าเต็มๆ เลย เห็นไหม” เธอจะยิ้มด้วยใบหน้าที่สดใส ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยอารมณ์สนุกสนาน และเข้าใจกันเพียงสองคน

                มาถึงวันนี้ ผมดีใจและมีความสุขยามที่คิดและนึกถึงเพื่อนคนนี้ และยินดีกับความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวของเธอผู้เป็นข้าราชการ สามีเป็นนักการเมืองที่มีอนาคต ลูกชายกำลังเรียนต่อปริญญาโททางกฎหมายของมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงของรัฐ ส่วนลูกสาวคนเล็กยังเรียนอยู่ชั้น ม. ๖ ที่สงขลา

ชีวิตนี้ แม้โดยส่วนตัวแล้วแทบจะหาความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย แต่ผมไม่เคยเสียดายที่เกิดมามีเพื่อนแบบ... เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา

คนนี้...

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
กลั้งพังงา วันที่ : 08/01/2008 เวลา : 16.55 น.
http://www.oknation.net/blog/klang

เพิ่งจะรู้ว่าคนที่ผ่านโลกมามากหรืออายุมากจะเป็นเจ้าสำบัดสำนวน............ไม่ทราบว่าทุกวันนี้ลุงวานิชจะชอบของขมหรือเปล่าครับ......
ความคิดเห็นที่ 5
workingwomen วันที่ : 22/12/2007 เวลา : 15.23 น.

เข้ามาชื่นชมกับความเป็นเพื่อนที่มากกว่าเพื่อนที่คุณมีให้เธอคนนั้นค่ะ ดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา
ความคิดเห็นที่ 4
idtha วันที่ : 10/12/2007 เวลา : 18.56 น.

เป็นเรื่องอบอุ่นที่แบ่งปันมาให้อุ่นด้วย คิดว่าคุ้นชื่อหรือนามสกุลของคุณจากร้านหนังสือ ใช่ไหม?ถ้าจำผิดขออภัยอย่างสูง จะแวะมาทักทายอีกจ้ะ
ความคิดเห็นที่ 3
บุญชัย วันที่ : 08/12/2007 เวลา : 17.50 น.
http://www.oknation.net/blog/boonchai

ตอนนี้เธอ..คนนี้..น่าจะ..52-54 ได้กระมัง...
เขียนได้ดี..น่าอ่านครับ..
ความคิดเห็นที่ 2
None วันที่ : 08/12/2007 เวลา : 17.38 น.
http://www.oknation.net/blog/kasaem


2008 เริ่มปี มีสุขสันต์
พรมงคงคูณค่า มหาศาล
สุขภาพพร้อมชื่น รื่นสำราญ
กิจการก้าวไกล ให้รุ่งเรือง
..ขอให้มีความสุขมากๆ ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
อธิฏฐาน วันที่ : 08/12/2007 เวลา : 17.33 น.
http://www.oknation.net/blog/sandstone
..จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา..

มาชื่นชมดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลาค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน