พิมพ์หน้านี้
|
เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา ๑. พลันที่บังคับให้รถเลี้ยวลอดซุ้มประตูเข้าสู่วัดโรงวาสน์ ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาบางเบา พอให้ที่ปัดน้ำฝนได้ทำงาน โชคดี ในบริเวณลานวัดยังมีที่จอดเหลืออีกหนึ่งช่องอยู่ไม่ไกลจากเต็นท์พิธีมากนัก หลังจากให้เพื่อนๆ ผู้หญิง ๒-๓ คนที่รับมาจากหาดใหญ่และตรงห้าแยกเกาะยอได้ลงจากรถแล้ว ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก พอเปิดประตูได้ผมก็วิ่งเข้าไปในงาน ท่ามกลางผู้คนในชุดสีดำ-ขาวมากมายที่กำลังนั่งประนมมือฟังพระสวดกันอยู่ คนแรกและคนเดียวที่ผมมองหา คือ เพื่อนผู้หญิงซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้ตาย ไม่กี่วินาทีจึงได้เห็นเธอกำลังยืนให้การต้อนรับบรรดาแขกเหรื่อที่เข้ามาในงาน เมื่อรู้ว่ากลุ่มของพวกเรามา เธอดีใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส รีบเดินเข้ามาทักทาย และทำตาโตๆ เหมือนที่เคยเห็นเมื่อกว่า ๓๐ ปีที่แล้ว ผมบีบแขนขวาของเธอค่อนข้างแรงและนานด้วยความรู้สึกดีใจที่ได้พบ พร้อมๆ กันนั้นก็คล้ายจะปลอบใจที่เธอต้องคืนพ่อผู้ชราวัย ๙๐ ปีให้กับกาลเวลา... เกือบจะทุกขณะที่นั่งฟังพระสวด ใจผมไม่ได้นิ่งอย่างที่ควรจะเป็น เพราะหลายครั้งที่วอกแวกคิดไปถึงวันเดือนปีที่เพิ่งรู้จักกับเธอเป็นครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยริมทะเล แห่งนั้น... ๒. ผมจำได้ว่า เรียนจบมากว่า ๓ ปีแล้ว จึงได้เริ่มเขียนบันทึก ประท้วงปัตตานี : ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน... ในเอกสารที่หนาเกือบ ๖๐ หน้าเล่มนี้ นอกจากจะบอกเล่าถึงความเป็นมาและสาเหตุของการที่ชาวบ้านจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียงต้องมาชุมนุมประท้วงกันอย่างยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่า เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยงานได้เข่นฆ่าชาวบ้านซึ่งเป็นคนไทยมุสลิมประมาณ ๗-๘ คน จากนั้นได้นำศพไปโยนทิ้งที่สะพานกอตอ ตรงรอยต่อของจังหวัดปัตตานีกับนราธิวาส หนึ่งในจำนวนนั้นมีเด็กหนุ่มอยู่เพียงคนเดียวที่รอดตาย เขาเกาะกุมเสาสะพานเอาไว้ได้จนมีคนไปพบเข้าในตอนเช้า เรื่องราวร้ายๆ จึงได้เปิดเผยออกมา ในบันทึกฉบับนี้ ผมได้เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นของการชุมนุมเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ จนไปถึงวันสุดท้าย ซึ่งนานข้ามปีที่รวมเวลาแล้วกว่าเดือนครึ่ง แม้จะไม่ถึงกับละเอียดมากมายนัก แต่อย่างน้อยๆ ก็เท่าที่ทำได้ในสายตาและการรับรู้ของผมซึ่งเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ซึ่งอายุยังไม่ถึง ๒๐ ในขณะนั้น และที่สำคัญ ยังไม่เคยเห็นบันทึกเล่มไหนจะมีเรื่องราวเท่าที่ผมได้เขียนไว้แล้ว นอกจากนี้ ผมยังได้กล่าวถึงผู้คนไว้อีกมากมาย ทั้งเพื่อนๆ ที่เป็นนักศึกษาใน ม.อ.ปัตตานีด้วยกัน นักเรียน นักศึกษาจากที่อื่นๆ รวมทั้งผู้นำนักศึกษาระดับประเทศที่เข้ามาทำหน้าที่ประสานงานในการเจรจาระหว่างผู้ประท้วงกับตัวแทนของฝ่ายรัฐบาล ฯลฯ แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่ผมจะให้ความสนใจและเขียนถึงมากเท่ากับเธอ... ในบันทึกที่เริ่มจะลางเลือนนี้ ผมเขียนถึง เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา ไว้มากมาย นับตั้งแต่เริ่มเข้าไปเรียนในวันและเดือนแรกๆ ที่มักจะได้พบกับนักศึกษาสาว ผมยาว ตาโต ในห้องเรียนภาษาอังกฤษ นอกเหนือจากการนั่งแอบมองในระหว่างเวลาที่ครูสอนแล้ว ผมมักจะตั้งใจเดินไปพบกับเธอตรงประตูทางออกเมื่อหมดคาบเรียนอยู่เสมอ จากการสบตา มองหน้า ยิ้มให้ ไม่นานเราก็เป็นเพื่อนกัน เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด เป็นคนเรียบร้อยเหมือนกับลูกสาวของครูอีกหลายคน ไม่ค่อยจะพูดจะจานัก และดูเหมือนว่าสาเหตุที่เข้ามหาวิทยาลัยก็เพื่อการเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต่างกับผมลิบลับที่พอเข้าไปปั๊บก็จับงานกิจกรรมในทันที เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงของชาวบ้านในปลายปีนั้นจึงเป็นเหตุการณ์แรกๆ ที่สอนให้ผมได้เติบโตขึ้น การเรียกร้องให้รัฐบาลของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลงมาเจรจาเพื่อหาคนรับผิดชอบต่อการตายของชาวบ้าน ยิ่งนานวัน ยิ่งทำท่าว่าจะยืดเยื้อยาวนาน ศูนย์พิทักษ์ประชาชน ในฐานะผู้ดำเนินการชุมนุมจึงต้องสรรหากิจกรรมที่จะนำมาประกอบ สนับสนุน และส่งเสริมการประท้วงให้ยืนหยัดอยู่ได้ การสัมผัสชนบท ที่แบ่งกลุ่มนักศึกษาจากที่ต่างๆ ออกไปหาพี่น้องชาวบ้านในชนบทจึงเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลใด ที่ เธอ ยอมตกปากรับคำออกไป สัมผัสชนบท กับผม ทั้งๆ ที่ตอนเอ่ยปากชวนนั้น แทบจะไม่ได้คาดหวังใดๆ เลย ก็ใครจะเชื่อว่า หญิงสาวที่เรียบร้อยปานผ้าพับ วันๆ เอาแต่สนใจเรื่องเรียน (นานๆ สักครั้งที่เธอจะเดินเฉียดเข้ามาใกล้กลุ่มของพวกผมที่คนในสังคมเล็กๆ ที่นั่นมักจะให้ฉายาว่า พวกบ้ากิจกรรม) จะตัดสินใจลงไปลุยโคลนในครั้งนี้ ประมาณเที่ยงครึ่งของวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ พวกเราไปยืนอยู่ต่อหน้ากลุ่มของผู้ประท้วงที่หน้ามัสยิดกลางปัตตานี เพื่อ อำลาประชาชน มีคำอวยพรจากผู้นำศาสนาอิสลาม เธอยืนอยู่ข้างหน้าของผม เมื่อมีการถ่ายรูปก็พยายามที่จะหลบกล้องของนักข่าว เพราะไม่ต้องการให้ที่บ้านรู้ เห็น และเป็นห่วง ตลอดเวลา ๕ คืน ๖ วัน ที่กลุ่มของเราเดินเท้าแบบค่ำไหนก็นอนในมัสยิดของที่นั่น ได้พบปะกับผู้คนมากมาย และมีอีกหลายเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ รวมทั้งได้ทำความรู้จักกับ เธอ ที่ยิ่งนับรอยเท้าที่ก้าวย่างก็ยิ่งมองเห็นและสัมผัสได้ถึงความใสซื่อ บริสุทธิ์ และน่ารักมากยิ่งขึ้นๆ ทุกวัน และทุกคืน... ปลายเดือนธันวาฯของฟ้าแถวปัตตานีจะเป็นห้วงเวลาที่ฝนจะลงหนัก การเดินเท้าเข้าไปหาชาวบ้านจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก หลายครั้งที่ต้องวิ่งหาที่หลบฝน หลายครั้งที่ต้องอาศัยกระเป๋าเสื้อผ้าแทนร่มจนเปียกปอนไปตามๆ กัน บางทีก็ลื่นล้มเพราะถนนในหมู่บ้านสมัยนั้นยังเป็นเพียงทางสัญจรของผู้คน และบางหมู่บ้านเป็นของควายด้วยเช่นกัน มีอยู่วันหนึ่งใกล้จะค่ำแล้ว กลุ่มของเรารีบเดินไปยังมัสยิดที่อยู่ใกล้ แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักถึงเสียที เหนื่อยก็เหนื่อย ล้าก็ล้า อ่อนเพลีย หิว อยากพักเต็มทีแล้ว ปรากฏการณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกใจหายและสงสารเธอขึ้นมาจับจิตจับใจก็คือ ในช่วงหนึ่งที่ต้องลุยน้ำ เราเดินสวนกับควายตัวเล็กๆ ๒-๓ ตัว ให้บังเอิญว่าควายฝูงนั้นล้วนเป็นควายเผือกตัวสีขาวอมชมพู เธอขยับเข้ามาเดินใกล้ๆ จับแขนผมเบาๆ แล้วกระซิบถามว่า โอด... นี่ตัวอะไรคะ... ผมไม่ได้ขำ แต่พลันนั้นกลับเห็นใจเสียด้วยซ้ำ ลูกสาวครูผู้แสนจะเรียบร้อย ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาวก็ครั้งนี้แหละที่ต้องมาลุยน้ำลุยโคลนไปตามบ้านนอกคอกควายกับคนอื่นเขา... ๓. หลายต่อหลายครั้ง ระหว่างที่เดินกันไป คุยกันไป ผมเห็นแววท้อในสายตาของเธอ แต่ไม่นานก็แวบหาย แม้จะเหนื่อยหนักเช่นไร แต่พอเอื้อมมือไปเพื่อจะขอกระเป๋าใบสีเหลืองมาสะพายให้ เธอก็ไม่เคยจะยินยอม จากคืนแรกที่นอนในมัสยิดของหมู่บ้านลาลอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี วันรุ่งขึ้นพวกเราเดินข้ามสะพานกอตอเข้าไปสู่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พักที่หมู่บ้านชะโลง วันต่อมาเป็นหมู่บ้านยามาปูละ ไม่ไกลจากเทือกเขาบูโดมากนัก จากนั้นไปบือเละ และคืนสุดท้าย พักค้างคืนที่โรงเรียนโคกนิบงวิทยา อำเภอไม้แก่น ก่อนที่จะเดินกลับออกมาเพื่อโบกรถแถวๆ สะพานกอตอกลับเข้าเมืองปัตตานี... เช้าวันนั้นผมตื่นนอนตั้งแต่ ๖ โมง ตอนที่อาบน้ำอยู่ริมบ่อ เธอเดินเข้ามา แต่ก็รีบกลับออกไปยิ้มๆ อากาศหนาวมาก จากนั้นนั่งคุยกับเธอเกี่ยวกับหนัง หนังสือพิมพ์ เรื่องที่จะกลับบ้าน เธอบอกว่า หัวใจไปถึงบ้านแล้ว ระหว่างทางเราเดินเคียงคู่กันมาตลอด ยังจำได้ที่เคยพูดประโยคหนึ่งกับเธอ ผมดีใจมากที่... มาที่แบบนี้ได้ เธอยิ้ม เมื่อเดินทางต่อจึงสังเกตเห็นเธอดูอิดโรยมาก แต่ยังเดินเคียงข้างผมไปตลอดทาง... หลังเที่ยงวันนั้น พวกเราโบกรถบรรทุกคันใหญ่ ซึ่งต่างก็ต้องยืนโงนเงนกันไปจนถึงหน้ามัสยิดประจำจังหวัดท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนผู้มาประท้วง จากนั้นกลุ่มของเราได้นั่งรถตุ๊กๆ กลับเข้า ม.อ. วันรุ่งขึ้น เราเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน... ในบทสุดท้ายของ ประท้วงปัตตานี : ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน... มีบางวรรคตอนที่ผมได้บันทึกไว้... ...หลังจากการประท้วงสิ้นสุดลงไปแล้วหลายวัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ตามวิถีทางที่เหมือนใครจะได้ขีดเขียนมาแล้ว... ไม่นานนัก มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ก็เดินทางมาปรากฏตัวที่ปัตตานี เขามายืนปราศรัยที่หน้าศาลากลาง จุดเดียวกันกับที่ประชาชนถูกระเบิดตายนั่นแหละ... อีกไม่นานเช่นกัน ผู้นำของ ศูนย์พิทักษ์ประชาชน หายหน้าไปทีละคนๆ มีเสียงกล่าวกันว่า พวกเขาถูกทางการตามล่า ตามเก็บ บ้างก็ถูกตำรวจจับแล้วล่องหนไปเฉยๆ มีอยู่คนหนึ่ง อยู่มาถึงเหตุการณ์วัน ๖ ตุลาคมของปีถัดมา เราโบกมือให้กันเมื่อผ่านวันมหาวิปโยคไปสองวัน เมื่อฉันกลับมหาวิทยาลัยอีกที เขาหายไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน จำได้ว่า ตอนนั้นมีคนหายไปจากเมืองเป็นจำนวนมาก ฉันเองก็เกือบไป... แล้วก็มาถึงเรื่องสุดท้าย ผู้หญิงคนนั้น เมื่อกลับจากการออกสัมผัสชนบทด้วยกัน และเมื่อสิ้นสุดการประท้วงแล้ว ฉันกับ... แทบจะไม่ได้พบปะกันอีกเลย ต่างคนต่างเดินเหมือนอยู่บนถนนคนละสาย แม้จะภายในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ฉันถามตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ทำไมเราจึงห่างเหินกัน ฉันตอบไม่ได้... ...เราไม่ได้เดินด้วยกันอีก ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันอีก ไม่ว่าในชนบทแห่งใด หรือที่ไหนๆ ทั้งสิ้น เราไม่ได้พูดกันอีกจนจบการศึกษาในอีก ๓ ปีต่อมา และเธอ... หญิงสาวคนนั้น แต่งงานไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา.... ผมจบบันทึกบรรทัดสุดท้ายไว้เมื่อเวลา ๒๓.๔๘ น. ของวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ๔. จู่ๆ เธอก็โทรศัพท์มา... โอด... พ่อหม่างเสียแล้วนะ ตั้งแต่เรียนจบกันมาร่วมๆ จะ ๓๐ ปีเข้านี่แล้ว เรา-หมายถึงระหว่างผมกับ เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา มีโอกาสพบกันน้อยมาก ใหม่ๆ ก็ไปมาหาสู่กันบ้าง จนเธอแต่งงานแต่งการ มีลูกชาย ลูกสาว การพบปะกันก็นับวันจะน้อยลงๆ จนคล้ายจะเป็นคนไม่รู้จัก ยิ่งหลังๆ มานี้จะพบสักทีก็ตอนมีงานตาย อย่างตอนที่เพื่อนผู้หญิงของเราคนหนึ่ง (เป็นเพื่อนที่ออกไปสัมผัสชนบทด้วยกันในช่วงเวลาที่เกิดการประท้วงปัตตานี) เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อ ๓-๔ ปีก่อน และสองครั้งหลังที่ผมไปไหว้ศพคุณพ่อ และคุณแม่ของสามีเธอ ที่กิ่งอำเภอบางกล่ำกับอำเภอหาดใหญ่ ก็ได้พูดจาทักทายกันเพียงไม่กี่คำ ตอนที่โทรฯมาเธอใช้คำแทนตัวว่า หม่าง เหมือนกับตอนที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ ซึ่งผมไม่เคยถามและไม่เคยเข้าใจว่า แปลหรือหมายถึงอะไร ในงานศพคุณพ่อของเธอครั้งนี้ก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านๆ มา เราคุยกันเพียงไม่กี่ประโยค เพราะเธอต้องยุ่งอยู่กับงานพิธี ตอนกลับที่ขับรถออกมาจากวัดโรงวาสน์ก็ไม่ได้ร่ำลาบอกกล่าว... หรือบางที อาจจะเป็นเหมือนที่มีคนเคยเอ่ยไว้ว่า ความเป็นเพื่อนที่รักกันมากๆ คำพูดใดๆ ก็ใช่จะมีความหมายอีก ค่ำของต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ ฟ้าของเส้นทางสงขลา-หาดใหญ่ มืดเร็วกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา ด้วยเป็นห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูกาลของฝนที่นั่นแล้ว การขับรถคันงามที่ต้องหยิบยืมมาจากเพื่อนอีกคนก็ยิ่งต้องทวีความระมัดระวังมากขึ้น เมื่อแวะส่งคนโดยสารครบทุกคนแล้ว ผมก็ขับเข้าสู่เส้นทางกลับบ้าน ที่มีแสงไฟจากรถคันอื่นๆ รวมทั้งแสงสะท้อนจากป้ายข้างทางเป็นเพื่อน อีกนั่นแหละ หลายๆ ช่วงของการขับรถ ผมนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวเมื่อนึกถึงที่เคยหยอกล้อเธอซ้ำๆ อยู่หลายครั้งในวันเวลาไม่กี่ปีมานี้ ที่ผู้ชายของเธอกลายมาเป็นนักการเมืองระดับประเทศ การเป็นแม่บ้านของคนที่ทำงานให้กับสาธารณะระดับนั้น ย่อมเหนื่อยหนักเป็นธรรมดา จึงมักจะอดเป็นห่วงไม่ได้เมื่อพบว่า ระยะหลังๆ เธอดูซูบและผอมไปผิดหูผิดตา ทุกครั้งที่ได้ยินว่า นี่แหละกรรมมีจริง เมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ตอนที่ คนบ้ากิจกรรม เที่ยวตามจีบแล้วไม่รัก ไม่สนใจ ตอนนี้เจอเข้าเต็มๆ เลย เห็นไหม เธอจะยิ้มด้วยใบหน้าที่สดใส ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยอารมณ์สนุกสนาน และเข้าใจกันเพียงสองคน มาถึงวันนี้ ผมดีใจและมีความสุขยามที่คิดและนึกถึงเพื่อนคนนี้ และยินดีกับความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวของเธอผู้เป็นข้าราชการ สามีเป็นนักการเมืองที่มีอนาคต ลูกชายกำลังเรียนต่อปริญญาโททางกฎหมายของมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงของรัฐ ส่วนลูกสาวคนเล็กยังเรียนอยู่ชั้น ม. ๖ ที่สงขลา ชีวิตนี้ แม้โดยส่วนตัวแล้วแทบจะหาความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย แต่ผมไม่เคยเสียดายที่เกิดมามีเพื่อนแบบ... เธอ... ผู้มีชื่อเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสงขลา คนนี้...
|