พิมพ์หน้านี้
|
บางทีบางคนก็ยากที่จะรักษาสิ่งดีๆ เอาไว้ได้ ๑. ผมจะคิดถึงปัตตานีเป็นพิเศษในห้วงเวลาของเดือนธันวาคม... หลายๆ ท่านที่ติดตามอ่านงานเขียนของผม ไม่ว่าจะเป็นที่นี่ หรือที่อื่นๆ คงจะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ผมมักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปัตตานีไว้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์สมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่ที่นั่น... ม.อ.ปัตตานี นานถึง ๔ ปี แม้ผมจะจดจำภาษายาวีมาผิดๆ ถูกๆ เพียงไม่กี่คำ อย่าง ซาตู ดูวอ ตีกอ ๑-๒-๓ มาแกนาสิเด๊าะ-กินข้าวไหม หรือ ดรีมอกาเซะ มาเยาะๆ-ขอบคุณมากครับ หรืออาจจะมากกว่านี้ก็อีกไม่กี่มากน้อย แต่เวลาอันยาวนานที่มีโอกาสไปใช้ชีวิตตอนเริ่มหนุ่ม ตั้งแต่วัยเพิ่งย่างสิบเก้าในตอนนั้น ผมได้เรียนรู้สิ่งดีงามมากมายให้ได้ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ ปรากฏการณ์ที่ผมนำมาเขียนถึงครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดหน่ายก็คือ การประท้วงที่ปัตตานี ระหว่างก่อนปลายเดือนธันวาคม ๒๕๑๘ ไปจนถึงมกราคมของปีรุ่งขึ้น สมัยนั้น มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ผมเพิ่งเข้าไปเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง เหตุการณ์เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทำร้ายพี่น้องชาวมุสลิมจนถึงแก่ชีวิต ๗-๘ คน แล้วนำไปโยนทิ้งแม่น้ำที่สะพานกอตอ เขตรอยต่อของจังหวัดปัตตานีกับนราธิวาส เป็นเหตุให้เกิดการชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเดินทางลงไปเจรจาเพื่อแสวงหาคนรับผิดชอบ แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ไม่ยอม แถมบอกให้คนที่นั่นปวดใจเล่นว่า ถ้าให้ไปฝังลูกนิมิตจะไป แต่ให้ไปเจรจาปัญหานี้ ไม่มีวัน... ท่ามกลางเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรมากมายจากเพื่อนๆ พี่ๆ เกิดความคิดที่ได้ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยจนมาเป็นผู้นำนักศึกษาในปีสุดท้าย กลายเป็นฐานที่มาของการอยู่ในวงการเมืองท้องถิ่นกว่ายี่สิบปีเมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็เกิดจากตอนนั้น... การเขียนอะไรก็อกๆ แก็กๆ ไปติดตามบอร์ดให้เพื่อนๆ ได้อ่าน ก็เป็นฐานแรกเริ่มให้ผมได้มาเป็นคนหัดเขียนหนังสือ และทำหนังสือพิมพ์เป็นของตัวเองทุกวันนี้ ก็เกิดจากตอนนั้น... หนึ่งในบรรดาพี่ๆ หลายคน มีนายแพทย์สนอง อาราเม ซึ่งปัจจุบันประกอบอาชีพอยู่ในจังหวัดตรัง พ.ศ.นั้นเป็นนักศึกษาแพทย์ของ ม.อ.หาดใหญ่ ได้เข้ามาร่วมการชุมนุมอยู่หลายวัน นอกจากนี้ยังมี คุณรุ่งมณี เมฆโสภณ รุ่นพี่ ตานีด้วยกันที่พร่ำสอนการทำกิจกรรม และหอบหิ้วผมเข้าไปสู่การชุมนุมที่มัสยิดกลางหลายต่อหลายครั้ง หลังเรียนจบจาก ม.อ.แล้ว พี่รุ่ง เป็นสื่อมวลชน ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้อ่านข่าวภาคภาษาไทยของสถานีวิทยุ BBC กรุงลอนดอน หลังสุดดูเหมือนพี่เขาจะยังอยู่ในเครือผู้จัดการ อย่างไรก็ตาม พี่ๆ ทั้งหมดที่ผมมีโอกาสได้รู้จักในห้วงเวลาของการประท้วง ไม่มีใครน่าสนใจนำมาพูดถึงเท่ากับพี่สองคนต่อไปนี้ คนแรก เป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ถ้าจำไม่ผิด) ผู้ทำหน้าที่ประสานงานการเจรจาระหว่าง ศูนย์พิทักษ์ประชาชน ตัวแทนผู้ประท้วง กับผู้แทนของฝ่ายรัฐบาล จนนำไปสู่ภาวะคลี่คลายในเวลาต่อมา เอ่ยชื่อแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนจะรู้จักกันดี คือ... คุณสุธรรม แสงประทุม บางค่ำคืนที่ตรากตรำกับการทำหน้าที่ พี่สุธรรม กลับมานอนพักที่ห้องของพวกผม ที่หอพัก ๓ ภายในมหาวิทยาลัย พี่เขามีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ก่อนนอนจะนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว พูดคุยกับน้องๆ อย่างเป็นกันเอง มีหลายเรื่องราวมาเล่าให้พวกเราที่นั่งฟังอยู่รอบๆ เตียงได้รับรู้ ไม่นานก็ผล็อยหลับไปเงียบๆ... ในห้วงเวลาเช่นนั้น นักกิจกรรมมือใหม่ เช่นผม เกิดความรู้สึกนึกนิยม และแอบนำมาเป็นแบบอย่างของความเป็น คนในอุดมคติ แต่วันนี้... ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว... อีกคนหนึ่ง คุณประยูร อัครบวร พี่เขามาในนาม แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้เข้าร่วมชะตากรรมในวาระนั้น และ... ยังอยู่ในใจผมตลอดมา... แล้วทำไม... บางทีบางคนจึงไม่สามารถรักษาสิ่งดีๆ เอาไว้ได้... ๒. ในตอนที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงการประท้วงปัตตานีที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๑๘ ว่า ในภาวะการณ์เช่นนั้น นอกจากการชุมนุมของพี่น้องประชาชนเรือนแสนเพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ลงไปแก้ปัญหาให้กับพวกเขาแล้ว โดยส่วนตัวผมยังมีโอกาสได้เรียนรู้การทำกิจกรรมและได้รับความคิดดีๆ จากรุ่นพี่หลายๆ คน ซึ่งใน พ.ศ.นั้นผมประทับใจ คุณสุธรรม แสงประทุม และ คุณประยูร อัครบวร ที่ทั้งสองได้เข้ามาร่วมสางปัญหาให้กับชาวบ้าน แต่วันนี้ ดูเหมือนจะมีบางคนที่ไม่สามารถรักษาสิ่งดีๆ เอาไว้ได้... หลังจบการศึกษามาจากปัตตานี หรือเสร็จสิ้นการประท้วงของคนที่นั่นมานานหลายปี ผมแทบจะไม่ได้พบกับตัวเป็นๆ ของพี่ทั้งสองคนนี้เลย นอกจากข่าวคราวผ่านสื่อเป็นบางครั้ง สำหรับคุณสุธรรม มักจะเป็นข่าวค่อนข้างบ่อย อย่าน้อยๆ เป็นเพราะผลงานการสร้างความศรัทธาให้กับผู้คนจากสองเหตุการณ์ในเดือนตุลาฯ และต่อมาที่พี่เขาหันหน้าเข้าสู่ภารกิจทางการเมืองด้วยการลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และไม่เลวนักกับบทบาทการเป็น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ในถิ่นเกิดเช่นนครศรีธรรมราช มีอยู่หนหนึ่งที่ได้พบคุณสุธรรมบนเครื่องบิน ตอนที่ผมพาลูกๆ ไปขึ้นเครื่องที่หาดใหญ่เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตอนนั้นพี่เขาเริ่มอ้วน ทิ้งร่างผอมๆ ของอดีตผู้นำนักศึกษาไปไกลแล้ว ผมไหว้ทักทายแต่ไม่มีโอกาสรื้อฟื้นสิ่งใดๆ และเข้าใจว่าเขาก็คงจะจำผมไม่ได้เช่นกัน ส่วนคุณประยูรเป็นฝ่ายที่เงียบหายไปจากภาคส่วนของสังคมอย่างคาดไม่ถึง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมได้พบพี่เขาที่บ้านของเพื่อนแถวๆ หมู่บ้านเลิศนิมิต ในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุที่คุณประยูรเป็นเพื่อนกับพี่สาวของเพื่อนผมอีกที จำได้ว่าวันนั้นเขานั่งเขียนหนังสืออยู่อย่างขมักเขม้น ไม่กี่ปีมานี้เองที่เราได้รู้จักธาตุแท้ของคนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อคุณสุธรรมได้ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่พรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่วันนั้นอะไรๆ ที่เห็นว่าดีก็ค่อยๆ คลี่แปรไปเป็นอื่น จากอดีตผู้นำนักศึกษาที่เคยสร้างความประทับใจให้กับผมในสมัยหนุ่มๆ จนเริ่มจะรู้จัก รัก และยึดในความเป็นคนมีอุดมคติ ในระยะหลังๆ มานี้ คุณสุธรรมได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การเลิกแนวทาง มวลชน มาเป็นแนวทางปกปัก รักษา เทิดทูน นายทุน หรือ โคตรนายทุน ไว้เหนือหัวนั้นเขาทำกันอย่างไร และทุกครั้งที่เห็นหน้า เห็นแก้มพองๆ ของเขาทางโทรทัศน์ บอกตรงๆ ว่า ผมรู้สึกพองแก้มและอยากจะอ๊วก... ในทางกลับกัน พอผมเห็นหน้าคุณประยูร ซึ่งตอนนี้เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมรู้สึกอบอุ่น สบายใจ การแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อสังคม การเมือง หรือสิ่งใดๆ บนพื้นฐานเพื่อผลประโยชน์ของคนข้างมาก ยังมีความชัดเจน และหากนิ่งพินิจดีๆ ดูเหมือนจะยิ่งชัดขึ้นทุกวันๆ ใครจะเชื่อว่าวันหนึ่ง คนสองคนที่เคยอยู่บนเวทีเดียวกัน คิดและทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ คนอื่น เหมือนๆ กัน กลับต้องมายืนซดหมัดกันคนละมุมเช่นนี้ เพราะเมื่อไม่นาน คุณประยูรได้พูดถึงคุณสุธรรมและคนที่เคยคิดคล้ายๆ คุณสุธรรม ว่า มาถึงวันนี้อะไรๆ ก็ทำได้ แม้กระทั่งต้องจูบปากแลกน้ำลายกับคนแบบคุณสมัคร สุนทรเวช ที่มีส่วนสำคัญในการปลุกระดมเพื่อฆ่าและเผานักศึกษาในเดือนตุลาฯ ๒๕๑๙ ที่คุณสุธรรมและคนทั้งประเทศต้องเจ็บปวดรวดร้าวราวจะขาดใจกันมาแล้ว วันเปลี่ยนเวลาผ่าน กาลเวลาพิสูจน์คน หนทางพิสูจน์ม้า ยังพอใช้ได้ และในนัยเดียวกัน คำว่า ธาตุแท้ หรือเป็นแค่ ปรากฏการณ์ ก็ยังเป็นตัวชี้วัดมาตรฐานให้คนเห็นคนได้ชัดเจนขึ้น... (ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รักษ์ตรัง ฉบับวันที่ ๑-๑๕, ๑๖-๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐)
|