พิมพ์หน้านี้
|
หญิงสาว... เธอจะรู้บ้างไหมว่า... ๑. หญิงสาว... เธอจะรู้บ้างไหมว่า... ลมงานเหลิมฯประจำปีนี้เริ่มพัดแล้ว... เมื่อบ่ายนี่เองที่ผมสังเกตเห็นใบไม้ใบหญ้ารวมทั้งยอดที่โอนเอนไปมาของไผ่นอกรั้ว บอกเล่าให้รับรู้ได้ว่าวันและเวลาของการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลมาถึงแล้ว เบื้องบนนั้น ฟ้าเริ่มเป็นสีฟ้า นานๆ จะมีเมฆบางๆ พัดมาจากทะเลตะวันออกสักครั้งหนึ่ง ต่างกับหลายเดือนก่อนนี้ที่มีแต่เมฆฝนทึบทะมึนจากอันดามันครอบครองเวิ้งฟ้าไว้เกือบจะตลอดเวลา พูดถึงลมงานเหลิมฯแล้ว จะบอกว่าหนาวก็ไม่ถึงกับหนาว รู้เพียงแต่ว่ามีความเย็นที่แตกต่างไปจากวันฝนตก ยามลมพัดกิ่งไม้ไหวในตอนเช้า เที่ยง บ่าย หรือเย็น และก่อนค่ำ รู้สึกได้ถึงความสดชื่น และความสุขที่แอบอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้แต่ได้ออกมาเริงระบำอยู่ในหัวใจ จริงๆ นะ ทุกๆ ครั้งที่สัมผัสได้ถึงลมชนิดนี้ ผมจะรู้สึกอย่างนั้น อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมากกว่าในห้วงเวลาของความครึ้มดำที่ผ่านๆ มา ห้าทุ่มแล้ว... นกตบยุงตัวเดียวส่งเสียงมาจากทิศทางปลายกิ่งของต้นยางพาราหน้าบ้าน ป๊ก... ป๊ก... ป๊ก... แทรกลงไปในทุกอนูของลมที่พัดส่ายใบไผ่ ใบยาง และอีกหลากหลายไม้ให้สะบัดใบเบาๆ สมัยยังเป็นเด็กเล็กๆ นานแล้วก่อนนี้ ผมยังอยู่ที่บ้านพ่อ หลังบ้านมีสวนยางรกครึ้ม ยิ่งกลางคืนยิ่งดูมืดเสียจนน่ากลัว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของนกตบยุง ผมมักจะเข้าใจว่าเป็นเสียงของนกหัวขวานที่กำลังใช้จงอยปากเจาะลงไปในเนื้อไม้ คล้ายๆ กับที่เคยเห็นในหนังการ์ตูน นอนฟังไปก็เกิดความรู้สึกสงสารไป โธ่เอ๋ย... ป่านนี้ปากมิพังหมดแล้วหรือ อีกนานแค่ไหนไม่รู้ที่ผมรู้ว่าเข้าใจผิด... ๒. หญิงสาว... เธอจะรู้บ้างไหมว่า... ผมดีใจมากที่เธอโทรฯมาคุยด้วยนานนับชั่วโมงเมื่อแดดบ่ายที่ผ่านมา ผมรู้สึกดีที่เธอบอกว่าเข้าใจถึงความจำเป็นที่ผมต้องอยู่คนเดียวในหลายๆ ปีมานี้ รวมทั้งความเหงาที่คิดว่ามีมากกว่าเธอ เพราะอย่างไรเสียเธอก็ยังมีลูกๆ คอยอยู่เป็นเพื่อน จำได้ว่า ขณะหนึ่งผมบอกเธอถึงความรู้สึกตอนที่ขับรถกลับจากตัวเมืองในยามค่ำคืนว่า มีบ้างเป็นบางครั้งที่ผมแอบร้องไห้อยู่คนเดียวเงียบๆ มืดๆ ขณะเดียวกันก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ผมกำลังจะไปไหน กลับบ้านหรือ... กลับไปหาใคร... แล้วชีวิตที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ ผม รออะไร บางทีอาจจะดูน่าเศร้าใจน้อยกว่านี้อีกสักนิด หากผมคิดออกว่า กำลัง รอใคร เพราะอย่างน้อยๆ ความหมายก็จะได้แคบลงกว่าเดิม ดึกดื่นเช่นนี้... คิดขึ้นมาก็รู้สึกเหมือนจะมีก้อนอะไรมาติดอยู่ในลำคออีกแล้ว... ไม่อยากจะบอกเลยว่า บ้านนี้เงียบเหลือเกิน... ๓. หญิงสาว... เธอจะรู้บ้างไหมว่า... วันเวลาเพียงเดือนเศษๆ ที่ผ่านมา มีแต่คนส่งข่าวและเล่าเรื่องของ คนที่เดินจากไป ในเดือนตุลาคมเมื่อ ๓ ปีก่อน ให้ผมฟัง คนแรกบอกว่า เธอ กำลังจะกลับมาแต่งงาน กับผู้ชายเชื้อสายฝรั่งเศสที่อยู่ด้วยกันในประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าพบ เธอ ที่โรงพยาบาลตรังรวมแพทย์ ดูสวยกว่าตอนที่ยังอยู่กับผมเสียอีก อีกคนเล่าให้ฟังว่าได้นั่งคุยกันบนรถตู้สายย่านตาขาว-ทับเที่ยง และเจ้าของร้านหนังสือที่คุ้นเคยใกล้ๆ กับหอนาฬิการีบบอกทันทีที่ผมเข้าไปยืนตรงหน้ากองหนังสือพิมพ์ว่า เธอ เพิ่งออกไปเมื่อสัก ๑๐ นาทีนี่เอง แต่... ในเวลาเกือบ ๒ เดือนที่เธอ กลับมาอยู่บ้าน ผมไม่มีโอกาสได้พบหรือเห็นด้วยตาตัวเองเลยแม้แต่สักครั้งเดียว มาถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่าไม่รู้สึกใดๆ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ผ่านเลยเหล่านั้นอีกแล้ว ก็คงจะเหมือนกับที่ เธอ ตอบคำถาม ไม่บอก พี่โอด ด้วยหรือ ของเพื่อนๆ บางคนตอนที่ไปยื่นบัตรเชิญว่า พี่เขาอยู่ได้แล้ว... ก่อนวันงานสัก ๒ วัน ผมฝากถ้อยความยินดีไปกับเพื่อนของ เธอ คนหนึ่ง และหากได้พบสักเพียง ๑ นาทีผมจะบอกกับ เธอ ว่า ผมดีใจที่ เธอ ได้แต่งงานตามที่เคยวาดฝันไว้นานแล้ว ผมดีใจด้วยที่รู้ว่า เธอ มีความสุข เพราะผมเองก็เคยปรารถนาจะให้เป็นเช่นนั้น แต่... ผมทำไม่ได้... ๔. หญิงสาว... เธอจะรู้บ้างไหมว่า... ลมงานเหลิมฯที่พัดใบไม้ไหวในยามดึกดื่นคืนค่ำเช่นนี้... ทำให้รู้สึกได้ถึงความสดชื่น และความสุขที่แอบอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้แต่ได้ออกมาเริงระบำอยู่ในหัวใจ จริงๆ นะ ทุกๆ ครั้งที่สัมผัสได้ถึงลมชนิดนี้ ผมจะรู้สึกอย่างนั้น อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมากกว่าในห้วงยามแห่งความครึ้มดำที่ผ่านมาแล้ว แม้บางวัน... ผมจำต้องหลอก ใครบางคน ที่กำลังเขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ก็ตาม... (คอลัมน์ เช้าที่รุ้งทอสาย นสพ.บินหลา ไทม์ ฉบับวันที่ ๑๖-๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐)
|