พิมพ์หน้านี้
|
เดือนตุลาฯ อีกแล้ว... ใช่... เดือนตุลาฯ อีกแล้ว... ค่ำๆ ของวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ ผมนั่งเงียบๆ อยู่คนเดียวที่ร้านเดิมตรงหน้าอำเภอ ข้างนอกฝนยังคงโปรยสายลงมาเพียงบางเบา หลังจากที่ตกหนักมาได้หลายวันแล้ว ส่วนด้านในมีคนนั่งอยู่เพียง ๒-๓ โต๊ะเท่านั้นเอง หลายๆ ครั้งที่นั่งดื่มน้ำสีเหลืองฟองขาวแล้วมองเหม่ออกไปนอกหน้าต่างตามลำพังเช่นนี้ ผมมักจะคิดโน่นรู้สึกนี่ไปสารพัด มืดค่ำคืนนี้ก็เหมือนกัน ผมคิดถึงเพื่อน คิดถึงน้อง ทั้งที่เป็นเรื่องของอุดมคติในหลายๆ ปีที่ผ่านมา รวมทั้งใครอีกบางคนที่เดินออกไปจากชีวิตในห้วงเวลาของเดือนตุลาฯ ที่คล้ายๆ กัน วันนี้เมื่อ ๓๑ ปีก่อน นาน... นานมากแล้ว ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ ฟ้าหม่นที่ปัตตานีหลังมีการเข่นฆ่านักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง ผมกับเพื่อนๆ ต้องน้ำตาไหลพรากเมื่อช่วยกันเผาหนังสือที่สุดแสนจะรัก และหวงแหน เตรียมเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปหาพ่อกับแม่... เพื่อนสาวบางคนเตรียมเดินทาง เข้าป่า กับกลุ่มนักศึกษา มอ.หาดใหญ่ เพื่อนผู้หญิงอีกคนตัดสินใจในนาทีสุดท้ายว่าจะไม่ตามไปด้วยแต่จะกลับไปหายายที่กรุงเทพฯ ขณะที่อีกคนต้องแต่งหน้าทาปากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อปลอมตัวเดินทางมาหลบซ่อนอยู่แถวๆ เตาถ่าน บ้านทุ่งกอ ที่หาดสำราญ คืนนั้น... ผมร้องไห้โฮออกมาเสียงดังหลังตึกภาษาไทย เมื่อเพื่อนรักสองคนนำเหล้าขาวจากไหนไม่รู้มาซดกันอยู่ตรงม้านั่งใต้ต้นหูกวาง เพราะในสถานการณ์นาทีนั้นผมไม่เข้าใจว่า กินเหล้าเข้าไปได้อย่างไร อีกหลายปีต่อมาจึงรู้ว่า ในห้วงเวลาของการพ่ายแพ้และสูญเสีย พวกมันก็คงจะคิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เวลาผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว แต่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมความเจ็บปวดของผู้คนซึ่งรวมทั้งตัวผมด้วย มักจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาฯ เพราะเมื่อ ๓ ปีก่อน ใครบางคนก็หายไปจากชีวิตของผมในเดือนนี้ อีกหนึ่งปีต่อมา ผมจึงได้เขียนอะไรโง่ๆ ไว้ว่า... เดือนตุลาคม หลายปีก่อนโน้น... เพื่อนและพี่จากไป พวกเขาบอกให้รอ แล้วจะกลับมาพร้อมกับชัยชนะ เดือนตุลาคม เมื่อปีที่แล้ว... ใครบางคนจากไปด้วยชัยชนะ ก่อนจะหันมาบอกเบาๆ เพียงว่า ไม่ต้องรอ... ด้วยความคิดที่ค่อนข้างจะแปลกแยกจากคนอื่นตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านใหม่ๆ ทำให้ใครบางคนในชุมชนเล็กๆ ที่ผมอาศัยอยู่นี้ เคยเอ่ยปากไว้ว่า ผมเป็น คนที่มาก่อนเวลา ใหม่ๆ ก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นคำชื่นชม แต่ต่อมาเมื่อต้องหลบเลียแผลเหมือน สัตว์บาดเจ็บ เพราะต้องพ่ายแพ้กับสิ่งที่เป็น ลมหายใจส่วนตัว รวมทั้งจากการต่อสู้ทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า ผมนึกถึงถ้อยคำเดิมนั้น... คนที่มาก่อนเวลา ไปอีกมิติหนึ่ง... ทุกวันนี้ หลังต้องเหน็ดหน่ายกับการปลอบโยนตัวเองอยู่พักใหญ่ๆ ผมเข้าใจได้ว่า คนเราต้องเติบโตขึ้น และต้องกล้าที่จะเผชิญกับการหายใจตามลำพังต่อไป เดือนตุลาฯ ปีนี้ ปีหน้า หรือ ปีไหนๆ จึงไม่ทำให้คนที่ใช้ชีวิตส่วนที่เหลือคล้ายๆ กับ สัตว์โทน เช่นนี้ ต้องสะดุ้ง สะทือนใจได้อีก... ป.ล. จำไม่ได้ว่า คำ สัตว์บาดเจ็บ และ สัตว์โทน จะเป็นถ้อยคำในข้อเขียนของ คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หรือ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ (ตีพิมพ์ใน นสพ.รักษ์ตรัง วันที่ 16-31 ตุลาคม 2550) |