พิมพ์หน้านี้
|
เดินสู่อิสรภาพ ที่ คาเฟ่ เดอ ลามูน บ่ายโมงสี่สิบหกนาที ผมยังนั่งอยู่ที่ ร้านกาแฟละมุน ซึ่งความจริงแล้วผมนั่งอยู่ที่นี่มากว่าค่อนชั่วโมง ด้วย ลาเต้เย็น กาแฟเย็นที่หอม อร่อย แก้วโปรดในยามบ่ายๆ เช่นนี้ ผมเชื่อว่า คงจะมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักร้านกาแฟชื่อแปลกๆ แห่งนี้ ซึ่งดูทีหนึ่งก็เป็นชื่อไทยๆ ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น ละมุนละไม แต่อีกด้านหนึ่งก็ดูเป็นชื่อที่ทันสมัย และคล้ายๆ กับกำลังนั่งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ไปโน่น... ร้านกาแฟเล็กๆ ในพื้นที่ไม่กี่สิบตารางเมตร แอร์เย็นแต่ไม่ถึงกับจะฉ่ำ ตัวเลขดิจิตอลสีเขียวอ่อนตรงข้างฝาบอกองศาไว้ที่ 24 อีกสักครู่ก็จะเป็น 25 สลับขึ้นลงอยู่อย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงเพลงที่นักร้องหญิงนำเพลงเก่าๆ มาร้องใหม่ กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวไปกับบรรยากาศและการตกแต่งที่เรียบง่ายแต่ดูดี ที่บอกว่า หลายๆ คนคงจะยังไม่รู้จัก เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ขณะที่ผมเพิ่งเข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก ร้านกาแฟละมุน เปิดมาได้เพียง 5 วัน เป็นไปตามคำบอกเล่าก่อนนี้ของเจ้าของร้าน ศูนย์หนังสือตรัง ที่ว่าจะมีร้านกาแฟในรูปแบบของ อินเตอร์เน็ต คาเฟ่ หรือพูดกลับไปกลับมาก็คือ มุมกาแฟเล็กๆ แห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์หนังสือฯ ที่เพิ่งเปิดมาก่อนเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ผมเลือกโต๊ะกลมสีน้ำตาลเข้ม (โต๊ะและเก้าอี้เกือบทั้งหมดในร้านจะเป็นสีโทนนี้) ขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่ริมฝาด้านหนึ่ง บ่ายวันนี้ไม่มีลูกค้าโต๊ะอื่น เพราะอีกโต๊ะหนึ่งซึ่งกำลังนั่งเคาะนิ้วบนคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ที่ตอนแรกผมเข้าใจว่าจะเป็นคนคอกาแฟด้วยกัน แต่ทำไปทำมาน่าจะเป็นเจ้าของ หรือไม่ก็ผู้จัดการร้าน ทำนองนั้น เมื่อแทบจะไม่มีใครอื่นเข้าออกเลยจึงเหมาะนักที่จะนั่งอ่านหนังสือหรือคิดอะไรไปเพลินๆ ผมพกหนังสือเล่มหนาห้าร้อยหน้าเข้ามาด้วย จึงเริ่มต้นอ่านต่อจากหน้าที่กว่าสามร้อยที่ค้างคามา สาม-สี่วัน จริงๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้ผมเพิ่งได้มาจากศูนย์ฯ แห่งนี้ เมื่อวันก่อนจะเปิดมุมกาแฟเพียงวันเดียว ด้วยการแนะนำของ ป้อ หลานสาวที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศออสเตรเลีย ตามโครงการแลกเปลี่ยนของสโมสรโรตารี (ช่อศรีตรัง) ลุงโอดซื้อเลย เล่มนี้ป้ออ่านแล้ว มีคนส่งไปให้ป้ออ่านที่โน่น ป้ออ่านไปร้องไห้ไปไม่รู้กี่ครั้ง ผมรีบตอบกลับไปว่า ลุงแก่แล้ว ไม่อยากร้องไห้งอแงอีก... พลันที่พูดเล่น สาวน้อยเจ้าก็คะยั้นคะยอให้ซื้อให้ได้ ของป้อทิ้งไว้ที่ออสเตรเลีย เพราะหนักมาก ฉะนั้น ลุงโอดต้องซื้อไปอ่านเดี๋ยวนี้... นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ได้หนังสือเล่มนี้มา เดินสู่อิสรภาพ เป็นเรื่องราวของอาจารย์สอนวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ตัดสินใจลาออกจากราชการแล้วเริ่มต้นเดินเท้ากลับมาตุภูมิที่สุราษฎร์ธานี เส้นทางสายเชียงใหม่-เกาะสมุย จึงเป็นประสบการณ์เรียนรู้ธรรมะทางอ้อมของผมไปด้วย แม้จะยังอ่านไม่จบ แต่กว่าค่อนเล่มที่อ่านแล้วทำให้รับรู้ ซึมทราบ รสชาติของธรรมะที่ผมได้พลอยปลดปล่อย ตัวกู-ของกู ออกไปตามรายทางได้มากโข ในขณะเดียวกัน เมื่ออ่านไป เรียนรู้ไป ผมจึงพอจะเข้าใจว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว การ เดินสู่อิสรภาพ มิได้หมายความว่าจะปฏิบัติได้วิธีเดียวด้วยการเดินชนิดค่ำไหนนอนนั่น แบบไม่พกพาเงินเลยสักบาทเดียว เหมือนที่ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้เขียน จะแวะนอนตามวัด อาหารและน้ำที่ต่อชีวิตไปแต่ละวันได้มาจากจิตเมตตาของพระ และเพื่อมนุษย์ตลอดเส้นทาง แต่... การหยุดเดินในทางหนึ่ง เพื่อจะเริ่มต้นใหม่ในอีกทางสายหนึ่ง อย่างที่ผมได้เริ่มต้นแล้ว ก็อาจจะเป็นอีกหนทางที่จะ ก้าวสู่... อิสรภาพ ได้เหมือนกัน เพราะ ชีวิต... ยังมีความสุขในแบบที่เราไม่เคยรู้จักอีกเยอะแยะ ดังที่บันทึกไว้เป็นถ้อยความสุดท้ายในหนังสือเล่มนี้... (ตีพิมพ์ นสพ.รักษ์ตรัง ฉบับวันที่ 16-31 ก.ค. 50)
|