พิมพ์หน้านี้
|
เริ่มต้นตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สถานีบ้านโคกทราย
ขณะที่เดินออกมาจากบริเวณงานศพเพื่อสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงแถวนั้น ดูเหมือนว่าดวงอาทิตย์จะเพิ่งลอยข้ามศีรษะไปทางตะวันตกได้ไม่กี่องศานัก เคยคิดว่าการนั่งอยู่ในเต็นท์ที่หนีบข้างด้วยบ้านสองหลังจะร้อนแล้ว ภายนอกกลับร้อนแดดแรงเสียยิ่งกว่า ผมเดินผ่านโต๊ะเล็กๆ ที่ทำเป็นร้านค้าของชาวบ้าน 2-3 ร้าน พวกเขากำลังจัดวางสิ่งของเพื่อจะขายให้กับคนมาในงานศพ สินค้าเกือบทั้งหมดเป็นเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์และชูกำลัง มีบ้างที่เป็นขนมขบเคี้ยว หรือลูกอม ให้เด็กๆ ได้งอแงเมื่อผู้ใหญ่ต้องรีบลากมือให้ผ่านพ้นไปไวๆ ห่างจากงานศพไปสักความยาวของสนามฟุตบอล ผมเข้าไปนั่งอยู่ใต้เพิงสังกะสีเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งน่าจะเป็นร้านขายกล้วยทอด หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของตลาดนัดสำหรับชุมชนย่อมๆ แห่งนั้น ไม่ไกลนัก เด็กผู้ชายวัยประถมฯต้น 3 คนกับผู้ใหญ่วัยปลาย 40 กำลังขว้างอะไรบางอย่างที่อยู่บนกิ่งฉำฉาใหญ่ต้นนั้น เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาต่างระดมสรรพอาวุธทั้งไม้ท่อนเล็ก ท่อนใหญ่ และก้อนหินใส่ไม่ยั้งอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่านั้นเป็นลูกนกเขาเล็กตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังตื่นตระหนกอยู่บนคาคบฉำฉา เด็กมันอยากได้ไปเลี้ยง ผมได้ยินเสียงของคนที่น่าจะเป็นพ่อหรือน้าของเด็กคนใดคนหนึ่งพูดขึ้นมาเบาๆ โดยไม่ขัดเขิน แต่พลันที่ลูกนกหัดบินตัวนั้นถลาจากไม้ใหญ่ไปเกาะหลังคาบ้านใกล้ๆ ผมก็ดีใจที่รู้ว่านกตัวนี้น่าจะรอดแล้ว เพราะไม่มีใครกล้าขว้างไม้ไปยังทิศทางนั้นอีก ผมเดินต่อไปอีกไม่กี่สิบเมตร พอข้ามทางรถไฟไปนิดหนึ่งก็ถึงตัวอาคารเล็กๆ สถานีรถไฟบ้านโคกทราย เป็นอาคารไม้เก่าคร่ำเหมือนกับสถานีอื่นๆ อีกมากมาย ภายในมีอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้หลายอย่างซึ่งดูขลังขรึม เพราะยกเว้นเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับออกตั๋วโดยสารแล้ว สิ่งเหล่านั้นน่าจะมีอายุมากกว่าเจ้าหน้าที่สองคนที่กำลังง่วนอยู่กับงาน มีอยู่คนหนึ่งครับ ชื่อเดียวกัน ผิวคล้ำหน่อย จบคหกรรมฯ บ้านอยู่หน้าสถานีนี่เอง คนอาวุโสน้อยกว่าบอกกล่าวด้วยท่าทีที่ลังเล เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้พบกันมานานกว่าสามสิบปี เรารู้จักกันที่สงขลาสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ชั้น ม.ศ.ต้น เธอเคยบอกว่าบ้านเดิมอยู่หน้าสถานีรถไฟโคกทราย จังหวัดพัทลุง ผมยังจำได้ว่า เมื่อเริ่มต้นรู้จัก นิภา คล้ายประสิทธิ์พร เป็นนักเรียนหญิงรุ่นน้องสักปีสองปี เธอเข้าไปเรียนที่สงขลา เป็นมาอย่างไรไม่รู้ แต่เธอมาอยู่บ้านของน้าสาวผมที่มีลูกสาวเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน ด้วยวัยที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม ไม่ประสีประสา และเขินอายยิ่งนัก เมื่อรู้จักก็มักจะไม่กล้าพูด แต่ในความทรงจำกลับมีเพื่อนคนนี้อยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าตอนไปเรียนอยู่ปีหนึ่งที่ มอ.ปัตตานีแล้ว ผมได้ไปเยี่ยมครั้งหนึ่งเมื่อเธอย้ายไปเรียนที่หาดใหญ่วิทยาลัย จากนั้น พบกันครั้งสุดท้ายขณะที่เธอกำลังเรียนอยู่ที่วิทยาลัยพยาบาล ของ รพ.กลาง ที่กรุงเทพฯ โน่น จากนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยรับรู้ข่าวร้ายหรือดีของเธออีกเลย ผมบอกขอบคุณน้องเจ้าหน้าที่รถไฟที่ย้ำว่า ผมเป็นคนที่นี่... ก่อนที่จะเดินออกมาจากตัวสถานี ผ่านต้นปีบสูงใหญ่สามสี่ต้นที่โปรยดอกสีขาวร่วงหล่นบนรั้วชาสีเขียวอ่อน เมื่อหยุดรอให้รถสปรินต์เตอร์สายกรุงเทพฯ-ยะลาผ่านไปแล้ว จึงเดินข้ามทางรถไฟกลับไปที่เดิม ตลอดเวลาที่นั่งรถกลับบ้าน ผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปที่บ้านโคกทรายแห่งนี้อีกครั้ง จริงอยู่ แม้วันเวลาจะผ่านไปแสนนาน เพื่อนของผมอาจจะมีครอบครัวและเปลี่ยนนามสกุลไปแล้ว แต่การกลับไปเริ่มต้นตามหาคน คล้ายประสิทธิ์พร ก็ใช่จะยากเย็นเสียทีเดียว นอกเสียจากว่า วันนี้ไม่มีลมหายใจของเธออยู่อีกต่อไปแล้ว..... (ตีพิมพ์ นสพ.รักษ์ตรัง ฉบับวันที่ 16-30 มิ.ย. 50)
|