พิมพ์หน้านี้
|
ทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมาในตอนเช้า มักจะเป็นเวลาที่แสงสว่างสาดเข้ามาทางหน้าต่างแบบเต็มๆ แล้ว แต่ด้วยความเคยชิน ผมจะเหลือบไปมองโมงยามของนาฬิกาเรือนใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นตรงปลายเตียงเสมอ ความจริงนาฬิกาทรงกลมลายมิกกี้เมาส์เรือนนี้เคยแขวนอยู่ข้างฝาติดกับขอบหน้าต่าง ในระดับที่สามารถเห็นเข็มชีวิตทั้งสั้นและยาวกระดิกได้ตลอดเวลา แต่ผมเพิ่งปลดลงมาเมื่อสักสามปีนี่เอง เช้าวันนี้ก็เหมือนกัน ผมตื่นได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่พอทบทวนว่าไม่มีเรื่องราวอะไรเร่งด่วน จึงยังนอนอ้อยอิ่งอยู่กับเตียงที่รกรุงรังไปด้วยกองหนังสือ นาฬิกาเจ้าหนูมิกกี้บอกเวลาเพิ่งจะเจ็ดโมงเช้า แต่แดดใสๆ เริ่มลอดบานหน้าต่างเข้ามาทักทายให้ดูอบอุ่น ข้างนอกนั้นนกของเพื่อนบ้านส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาเหมือนทุกวัน ใบไม้ ไผ่เขียวครึ้มริมรั้วเริ่มขยับไปกับสายลมอ่อนๆ ของปลายเดือนธันวาฯ เสียงเด็กๆ ตะโกนกันโหวกเหวกว่า อีกสองวันก็จะได้เวลาขึ้นปีใหม่แล้ว.... เวลา.... ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดถึงเรื่องนี้เป็นคนแรก แต่ผมว่าเขาเป็นคนเก่งที่สุดในโลก เพราะถ้าไม่มีเจ้าสิ่งนี้ บางทีชีวิตคนเราก็แทบจะไม่มีอะไรให้พูดถึงเลย เวลาเป็นสิ่งสมมุติ ชีวิตสิเป็นเรื่องจริง หรือจะเป็นความจริงทั้งสองอย่าง หรือไม่มีสิ่งไหนเป็นจริงสักสิ่งเดียว เวลา.... เมื่อผ่านไปแล้วจะหายไปเลยไหม หรือยังวนเวียนคล้ายเป็นมิติที่ซ่อนเร้นอยู่กับลมหายใจ เหมือนกันไหมกับชีวิตของใครบางคนที่ผ่านแล้วหายไปเลย ไม่ว่าในมิติใดๆ ก่อนนอนเมื่อคืนนี้ ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ นักเขียน นักถ่ายรูปสัตว์ หนึ่งในจำนวนที่มีอยู่เพียงไม่กี่คนของประเทศไทย เขาพูดตอนหนึ่งในความหมายที่คล้ายๆ กันนี้ว่า ไม่มีสิ่งไหนหายไป ตราบใดที่เรายังคิดถึงสิ่งนั้นอยู่... ผมอ่านตรงนี้แล้วก็อึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะพยักหน้าอยู่คนเดียวว่า เออ... ใช่ และ สิ่ง นั้นก็ไม่น่าจะได้รับการยกเว้นแม้จะเป็นใครสักคนหนึ่ง หรือมากกว่า บางที... ผมคิดว่า สามปีที่ผ่านมา ผมเป็นอิสระแล้วจากบางเรื่องราวที่เคยตั้งใจจะให้กับคนอื่นในทางสังคม และผมคิดว่า เป็นอิสระแล้วจากสังคมเล็กสุดเมื่อต่างคนต่างแยกย้ายแม้ไม่ได้เกิดจากเหตุที่ต้องตายจากกัน ผมรู้สึกมีความสุขขึ้นที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบ หรือในสายตาของคนจำนวนมาก หรือในเวลาที่มีใครต้องเฝ้ารอ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปไหน เมื่อไหร่ อย่างไร จึงขึ้นอยู่กับใจของผมเอง แต่.... หลายครั้ง.... ผมยังคิดไปถึงงานสาธารณะที่เคยทำ แม้ไม่มีวันจะหวนกลับไปอยู่ที่เดิมอีกแล้วก็ตาม และนานๆ สักครั้ง หรือบางค่ำคืน... ผมยังคิดถึงคนที่เดินจากไป... แล้วอย่างนี้จะเรียกได้อย่างไรว่าเป็น อิสระ แล้ว เมื่อ ไม่มีสิ่งไหนหายไป ตราบใดที่เรายังคิดถึงสิ่งนั้นอยู่... บางที... เวลา ก็เป็นมิติที่น่าสับสนเสียจริงๆ หลายครั้ง.... หลายคืน.... ที่ เวลา ก้าวผ่านลมหายใจของคนที่นอนคนเดียวไปอย่างเงียบเชียบ ไม่รู้ตัว แต่บางคืนที่นอนไม่หลับ เข็มชีวิตของวินาทีช่างเดินดังอย่างไม่เกรงใจ ใครที่ไม่เคยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้จะไม่มีวันรู้ว่า เสียงมันกระแทกเข้าไปถึงความรู้สึก แทรก และบาดลึกเข้าไปถึงหัวใจขนาดไหน.... อีกสองวันจะปีใหม่แล้ว.... ผมเชื่อว่า วันนั้นจะยังมีแดดสีสวยสาดเข้ามาทักทายทางหน้าต่างเหมือนเช้าวันนี้ ก็ไม่ได้หวังอะไรมากมาย นอกจากน้อยนิดเพียงว่า.... ขอเวลา อีกไม่นานก็เช้าแล้ว... มาถึงเร็วๆ เสียที . (ตีพิมพ์ ใน นสพ.รักษ์ตรัง ฉบับวันที่ 16-31 มกราคม 2550)
|