พิมพ์หน้านี้
|
ลมงานเหลิมฯ ที่หลงพัดในเดือนกุมภาฯ ใกล้ค่ำ...ผมไขกุญแจเพื่อเปิดประตูออกไปนั่งอยู่ริมระเบียงหลังบ้าน เดือนกุมภาฯแล้ว แต่ลมเย็นยังพัดมาเบาๆ ทำให้กิ่งก้านของสะตออายุสองปีที่ปลูกไว้ริมฝาบ้านสั่นไหวไปตามแรงลม บรรยากาศเหมือนอยู่ในห้วงของ ลมงานเหลิมฯ ทั้งๆ ที่เวลาได้ผันผ่านเข้าสู่หน้าแล้งนานวันแล้ว ในทุ่งนารกร้างข้างล่างนั้น นกกระยางสีขาวฝูงใหญ่ยังอ้อยอิ่งอาลัยอยู่กับวัวบ้าน 2-3 ตัวที่ก้มเล็มหญ้าตรงริมป่าตะวันตก นกหลายตัว หลายพันธุ์ ส่งเสียงเพลงอิสระมาจากทุกทิศทาง ขณะที่สวนยางเก่าแก่ฝั่งนาด้านโน้นทิ้งใบเหลืองแดงลงไปเกือบหมด ยอดสีเขียวอ่อนก็พลันแตกผลิให้เห็นอยู่ไกลๆ แสงสุดท้ายใกล้จะอำลาฟากฟ้าแถวนี้ไปแล้ว นกกะปูด สองสามตัวส่งเสียงร้องตะโกนก้องมาจากจุดใดจุดหนึ่งในสวนยางร่มครึ้มนั้น เหมือนจะกู่เพรียกเรียกกันให้รีบคืนสู่รังรวง ตรงครัวใกล้บ้านเสียงเคาะตะหลิวกับขอบกระทะดังป๊อกๆๆ ไม่นานนักกลิ่นอาหารหอมฉุยก็ลอยลิ่วขึ้นมาข้างบน หลายปีแล้ว... ที่บ้านหลังนี้ไม่มีคนทำกับข้าว ม้านั่งพลาสติกสีฟ้าตัวยาวยังคงวางอยู่ที่เดิมตั้งแต่เจ้าของยังอยู่ บัดนี้สีที่เคยเข้มค่อยจืดจางลง มีรอยตะไคร่เขียวที่เกาะกุมมาตั้งแต่ฤดูฝนให้เห็นแทน จะหย่อนก้นลงสักทีก็ต้องระมัดระวัง เพราะไม่แน่ใจถึงความผุกร่อน กรอบบาง ของม้านั่งที่ถูกทิ้งให้อยู่กับแดด ฝน น้ำค้าง และลมเย็น โดยไม่มีคนสนใจ ผมเป็นคนหนึ่งที่บ่อน้ำตาตื้น... ทุกครั้งที่เดินผ่านห้องนอนเล็ก ๆ ห้องนี้ ต้องหักห้ามใจที่จะไม่หันไปมองรูปถ่ายตอนเด็กของลูกๆ ที่วางเรียงกันอยู่บนโต๊ะหนังสือตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่นี่ ซึ่งยังไม่รวมอัลบั้มภาพอีกมากมายที่แม่ของพวกเขาเป็นคนเก็บไว้ในลังกระดาษใต้เตียงนั้น ทุกครั้งที่เห็นก็ให้คิดถึงเด็กๆ ที่บัดนี้ตัวไม่เล็กเหมือนในรูปแล้ว บางทีน้ำตาก็พลันเอ่อขึ้นมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผมเคยบันทึกไว้ที่ไหนสักแห่งที่จำไม่ได้แล้ว ทำนองว่า เหตุที่ใครบางคนต้องใช้ชีวิตอยู่ลำพังในวัยขนาดนี้ สักส่วนเสี้ยว น่าจะเกิดจากความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งในบางห้วงของชีวิต แต่พออยู่ไปนานๆ เข้า ก็คิดเอาเองว่าเกิดความคุ้นชินกับมันแล้ว บางทีถึงกับหลงปลอบประโลมว่า ก็ดีที่เป็นอิสระ ทั้งที่บางค่ำคืนก็เหงาจนสุดชีวิต หรือหลายๆ ครั้งที่ค่อนดึก ยังเถลไถลไม่ยอมกลับบ้าน แต่บางวันเช่นนี้ ก็ไม่มีที่จะไป.... ใกล้มืดเต็มทีแล้ว... กระยางสีขาวฝูงใหญ่หายไปจากการทำหน้าที่ห้อมล้อม ปล่อยให้วัวชะเง้อหาเจ้าของมาปลดเชือกเพื่อจะได้กลับบ้านที่ไหนสักแห่งไม่ไกลนัก นกเป็ดน้ำตัวสุดท้ายของวันวารร่อนลงตรงพุ่มหญ้าทรงสูง คงจะพร้อมหน้า ถ้ามีใครรอคอยอยู่ที่นั่นด้วยใจจดจ่อ จันทร์สีเหลืองอ่อนก่อนเพ็ญเพิ่งโผล่พ้นเรียวยางว่างเปล่า เสียงบอกเล่าผ่านเครื่องขยายเร่งให้ผู้คนเข้าประกอบศาสนกิจดังมาจากทิศทางใกล้เคียงกับดวงจันทร์ แล้วพลันก็เป็นนาทีของหรีดหริ่งเรไรที่ร้องตะเบ็งเซ็งแซ่เสียงก้องจนกระชากความรู้สึกของคนอยู่ลำพังให้ใจหายมากขึ้น หรือบางที... การเป็น...อยู่...คือ... ทุกวันนี้ ถือเป็นการรับโทษทัณฑ์อย่างหนึ่งแล้วจากบางสิ่งบางอย่างที่เคยทำมาในอดีต.... และบางที.... การสะอื้นไห้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็มิใช่สิ่งน่าอายเสมอไป.... (ตีพิมพ์ ใน นสพ.รักษ์ตรังฉบับวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2550) |