พิมพ์หน้านี้
|
เสียงบ่นบนรถไฟสายกรุงเทพฯ-ตรัง ผมเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ... เมื่อวาน สักตอน 4 โมง ผมเดินออกจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติฯ เพียงไม่กี่ย่างก้าวก็ถึงทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน คงเป็นเพราะเหตุระเบิดในวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ไปไหนมาไหนจึงมักจะเห็นการตรวจตราอย่างเข้มงวด แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบสักเท่าไหร่ การเข้าไปงานสัปดาห์หนังสือฯ ถึง 2 วันติดกัน ที่ต้องผ่านด่านตรวจเหมือนกับการเข้าสนามบิน แต่มีบางคนเดินสวนเข้าไปทางประตูออก ก็ไม่เห็นจะมีใครว่าอะไร ทุกทางลงไปยังสถานีรถไฟฟ้าก็มีการตรวจค้นเหมือนกัน แต่เพียงขอให้เปิดดูภายในกระเป๋า พอเจ้าหน้าที่ชะเง้อมองนิดหนึ่งก็โบกมือให้ผ่าน ซึ่งบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า แล้วจะดูไปทำไม จากศูนย์ประชุมแห่งชาติฯ รถต้องจอดรับ-ส่งคนโดยสารถึง 12 สถานี จึงจะถึงปลายทางที่บางซื่อ ซึ่งจะเป็นต้นทางของรถไฟสายกรุงเทพฯ-ตรัง และของผมที่กำลังจะกลับบ้าน ใครๆ ที่เคยเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินที่กรุงเทพฯ คงนึกภาพออกว่า มันสะดวก สบาย แค่ไหน แม้บางครั้งอาจจะต้องยืนเกาะเสา หรือยึดห่วงแล้วโหนไปตลอดทาง แต่อากาศที่เย็น สะอาด รวดเร็ว ตรงเวลา รวมทั้งเทปเสียงใสๆ บอกชื่อสถานีของ น้องแอ้ม สโรชา พรอุดมศักดิ์ ก็พอจะชดเชยให้เต็มได้โดยไม่ทันจะรู้สึกเหนื่อยหน่าย 5 โมงครึ่ง รถด่วนบ้านเราก็แล่นมาถึง เป็นเพราะนานๆ จะเดินทางด้วยรถชั้น 2 นั่ง พัดลม จึงกำหนดจุดยืนรอขึ้นรถไม่ค่อยจะตรงนัก ผมต้องเดินย้อนกลับไปทางท้ายขบวนถึง 2 ตู้ จึงจะแทรกตัวขึ้นไปได้ ด้วยเหลือเวลาอีก 3-4 วัน จะถึงเทศกาลสงกรานต์ จึงไม่แปลกที่คนเริ่มแน่น และเต็มทุกที่นั่ง ผมอาจจะโชคดีนิดหน่อยที่ได้ที่หน้าสุดของตู้ จึงพอจะยืดแข้งยื่นขายาวๆ ไปพักพิงกับผนังไม้ส่วนนั้นได้ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ผู้โดยสารขึ้นรถกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่รถไฟยังจอดแช่อยู่ที่บางซื่ออีกเป็นนาน ซึ่งไม่น่าจะน้อยกว่า 20 นาที ไม่มีใครรู้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจจะรู้เช่นกัน ใกล้จะ 6 โมง รถจึงได้เริ่มเคลื่อนอีกครั้งหนึ่ง เพราะนั่งอยู่ตรงส่วนหน้าติดกับประตู จึงเห็นคนเดินไปมาจำนวนมาก ทั้งคนโดยสารด้วยกัน เจ้าหน้าที่ และพ่อค้า แม่ค้า ขายขนมของฝาก จนดูพลุกพล่าน ตาลายไปหมด รถแล่นเลยนครปฐมมาแล้วนั่นแหละจึงจะรู้สึกโล่งๆ ขึ้นบ้าง ตู้ด้านหน้าที่อยู่ติดกันเป็นตู้เสบียง จึงไม่แปลกที่จู่ๆ หลายคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ จะจามขึ้นมาคนละทีสองทีพร้อมๆ กัน เพราะกลิ่นอันรุนแรงของเครื่องแกงที่ลอยล่องเข้ามา... ประตูขึ้นลงด้านซ้ายมือตรงข้อต่อของตู้ปิดไม่ได้ เจ้าหน้าที่รถไฟเดินมาปิดแล้วก็จะเปิดอ้าออกมาเองอีกทุกครั้ง ผมนั่งมองแล้วต้องปลงไปกับสภาพของตัวรถ รวมทั้งเสียงดังที่สะท้อนถึงความเก่าแก่ แสดงถึงการที่ไม่ค่อยจะบำรุงรักษา ไม่ต้องพูดและบรรยายถึงสภาพของส้วมที่แม้รถไฟจะเพิ่งครบรอบ 110 ปี แต่ก็ยังถ่ายขี้ลงบนรางเหมือนเดิม... ผมรู้สึกตัวอีกครั้งหลังจากหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดคืนด้วยเสียงของคนขายไข่เค็มที่สถานีไชยา จากนั้นก็นอนไม่หลับอีกเลย ได้แต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย ถึงสถานีทุ่งสงก่อน 7 โมงเช้า จึงรู้ว่าประตูบานที่อยู่ตรงกันข้ามกับบานที่ปิดไม่ได้ กลับเปิดอย่างไรก็ไม่ออก ผู้โดยสารหลายคนต้องเดินไปลงประตูท้ายตู้อย่างทุลักทุเล... รถแล่นเข้าเทียบชานชาลาของสถานีตรังช้ากว่ากำหนดเกือบ 1 ชั่วโมง แว้บหนึ่ง... ผมแอบคิดถึงข่าวรถไฟของประเทศฝรั่งเศสที่สามารถวิ่งได้เร็วถึงชั่วโมงละ 500 กว่ากิโลเมตร... ผมจึงอยากจะฝันเหมือนกันว่า เกิดใหม่ชาติหน้า จะมีโอกาสนั่งรถไฟไปถึงกรุงเทพฯ ได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง หรือชาติหน้าก็ยังจะช้าไปอีก... (ตีพิมพ์ ใน นสพ.รักษ์ตรัง ฉบับวันที่ 16-30 เมษายน 50) |