พิมพ์หน้านี้
|
สำหรับบางชีวิต รถไฟก็เป็นเหตุให้พบและพลัดพรากได้เสมอ (ตอน 2) ความรู้สึกของผมยังคงอยู่ที่สถานีชุมทางทุ่งสง ในเวลาประมาณหนึ่งทุ่มของการเดินทาง... มองจากบนรถด่วนสายตรัง-กรุงเทพฯที่เข้าจอดเทียบชานชาลาที่หนึ่ง เพื่อรับส่งผู้โดยสาร เติมน้ำ พักเครื่อง หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเห็นผู้คนนอกหน้าต่าง นั่ง เดิน นอนเล่น กินอาหารกล่องอยู่ตรงม้านั่งที่วางติดขอบรั้วเหล็กดัดสูงกว่าสองเมตร และ... บริเวณตัวสถานีมีแสงสว่างไม่มากพอที่จะเห็นอะไรได้มากกว่านี้อีก มืดๆ มัวๆ คล้ายๆ กับเดือนตุลาคม เมื่อสองปีกับอีกไม่กี่เดือนที่ผ่านแล้วที่ผมมานั่งรอ ใครบางคน ที่กำลังเดินทางมากับรถไฟจากกรุงเทพฯ ขบวนที่มีกำหนดจะต้องมาถึงที่นี่ราวๆ ตีสี่หัวรุ่ง... เช้ามืดวันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว บริเวณนี้แทบจะไม่มีใครอยู่เลย ผมจำไม่ได้ว่ามานั่งรอเธออยู่ตั้งแต่กี่โมงกี่ยาม แต่ด้วยความปิติว่า จะได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อเธอบ้าง ระหว่างการขับรถจากทุ่งสงกลับตรัง อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด พระอาทิตย์กลมโตเพิ่งขึ้นซ่อนดวงอยู่หลังพุ่มไม้คล้ายจะแล่นตามมาตลอดทาง หมอกเหมยยังเรี่ยรายอนูเล็กๆ สีขาวอยู่ตามปลายไม้ใบหญ้า บทสนทนาที่ไม่มีวันสิ้นสุดของคนสองคน นำมาซึ่งความอบอุ่นและวาดหวังถึงบางสิ่งบางอย่าง ก่อนจะรู้ในเวลาต่อมาอีกไม่นานว่า อะไรๆ ที่คิดว่าดีกลับเป็นเพราะเข้าใจไปเอง อะไรๆ จึงล้วนเป็นของไม่แท้ แม้แต่อาทิตย์สีแดงที่โผล่พ้นออกมาเต็มดวงแล้ว รวมทั้งหมอกสีขาวนวลที่ห่มคลุมจากยอดไม้ถึงปลายหญ้าสองข้างทาง และกระทั่งบทสนทนาโง่เง่าเหล่านั้น... เสียงระฆังดังแว่วมาจากตัวสถานีปลุกผมให้ตื่นจากพะวัง... ไม่นานรถก็ขยับอีกครั้ง จากพรากทุ่งสงไปสู่สถานีมืดดำข้างหน้าอีกแสนไกล นอกหน้าต่างด้านซ้ายมือที่ผมนั่งอยู่ เพราะดวงอาทิตย์ตกขอบฟ้าไปนานแล้ว จึงมืดนัก... นานๆ จะเห็นแสงไฟวอมแวมอยู่ตามราวป่าครึ้มดำสักครั้งหนึ่ง รถตู้นอนจากประเทศญี่ปุ่น... หมายถึงรถเก่าที่เขาไม่ใช้แล้ว แต่ประเทศไทยยังใช้ได้ดีก็ดูแปลกตาแม้ว่าห้องน้ำจะไม่มีน้ำ ส่งกลิ่นเหม็นแทบจะขาดใจตายทุกครั้งที่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในนั้น ส่วนตู้แอร์เขากั้นเป็นห้องนอนเล็กๆ ห้องละสี่เตียง บน-ล่าง แปลกนะ... คนไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ต้องมาอยู่ในห้องนอนเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีอะไรให้ทำที่ดีไปกว่าการอ่านหนังสือ เป็นบางอารมณ์... ใช่หรือไม่ว่า คนเราก็ไม่อยากจะเสวนากับใคร อ่านหนังสือไปนิ่งๆ หูยินเสียงล้อรถบดราง โดยเฉพาะเวลาแล่นเข้าสู่สะพานเหล็ก เสียงดังน่าฟัง แต่บางครั้งก็น่ากลัว ดึกแล้ว... ผมเพิ่งปิดไฟสำหรับอ่านหนังสือตรงหัวเตียงที่สว่างกว่าตู้นอนเก่าๆ หลายเท่าตัว ตั้งใจจะนอนให้หลับ แต่รู้ตัวว่าฝืนอย่างไรก็ยังจะไม่สำเร็จ เพราะเร็วเกินไปที่จะเป็นเช่นนั้น จึงนอนคิดโน่นคิดนี่ ฟังเสียงควบของเจ้าม้าเหล็กที่ขยับร่างบนรางที่นำไปสู่มิติของความมืดมิดข้างหน้า อย่างไม่รู้ว่าเมื่อใดจะถึงเวลาของแสงสว่างเสียที... รถไฟ... เป็นที่พบและพลัดพรากของใครต่อใครมาแล้วนับไม่ถ้วน รถไฟ... คล้ายจะมีชีวิตแบบคน ที่ต้องมีภารกิจของการรับการส่ง ต่างกันที่รถไฟต้องเป็นเช่นนี้ตลอดไป แต่บางชีวิตไม่ใช่... พอถึงวันที่ต้องอยู่ตามลำพัง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาส่งใครๆ หรือมารอรับผู้ใดให้ผูกพันอีก บางชีวิต... บางทีที่เคยเดินทางสองคน สามคน และสี่คน พอไม่มีใคร ก็จำเป็นที่จะต้องเคลื่อนลมหายใจไปไหนต่อไหนเพียงคนเดียว คนเดียวบนรถไฟที่มีนิทานไม่รู้สักกี่ร้อยกี่ล้านเรื่องที่มีคนทำตกหล่นเรียงรายไว้ตามตู้โดยสาร และบนเส้นทางรางคู่ที่ไม่มีวันบรรจบพบกันเช่นนี้ เหมือนกับบางชีวิต... บางความรู้สึกดีๆ ที่มีคนตั้งใจทำให้หล่นหายในตอนสายของวันหมอกขาว เมื่อราวๆ สองปีกับอีกไม่กี่เดือนที่ผ่านแล้ว ใช่... ก็เริ่มต้นที่รถไฟ... (นสพ.รักษ์ตรัง ฉบับวันที่ 16-29 กุมภาพันธ์ 2551 / ความเรียงชิ้นนี้มีความยาว 4 ตอน เริ่มตอน 1 ในปักษ์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2551)
|