พิมพ์หน้านี้
|
สำหรับบางชีวิต รถไฟก็เป็นเหตุให้พบและพลัดพรากได้เสมอ (ตอน 3) ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นเวลาสักตีห้าครึ่งแล้ว พอคิดทบทวนพร้อมรับรู้ถึงอาการสั่นๆ ของที่นอน และเสียงดังกุงกังๆ มาจากข้างล่าง สักแป๊บหนึ่งก็นึกได้ว่ายังอยู่บนรถด่วนสายตรัง-กรุงเทพฯ จึงค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจเท่าที่จะทำได้ในที่คับแคบนั้น ไม่นานก็ปีนลงมาจากเตียงชั้นบนอย่างเงียบกริบ กลัวคนแปลกหน้าที่มานอนในห้องเดียวกันจะตกใจ จากนั้นก็รีบไปเข้าห้องน้ำก่อนที่ใครๆ จะตื่นมาใช้พร้อมๆ กันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ความรู้สึกแย่ๆ ยังไม่แปรเปลี่ยนไปจากเมื่อวานหรือเมื่อคืน คือ ไม่มีน้ำสำหรับบ้วนปากแปรงฟัน ไม่มีน้ำในห้องส้วม กลิ่นที่สะสมมามากกว่าสิบชั่วโมงจึงยิ่งออกฤทธิ์ออกชาติแบบจะขาดใจตายเสียให้ได้อีกครั้งหนึ่ง เรื่องราวเหล่านี้จะโทษใครดี... พนักงานรถไฟ ผู้บริหารการรถไฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ เอ... ประเทศไทยยังมีคนพวกนี้อยู่อีกหรือ... คนภาคใต้ทั้งหมดมีผู้แทนจากพรรคการเมืองพรรคเดียวมาแล้วหลายปี ตั้งแต่พวกเขาเคยผูกขาดการเป็นรัฐบาล มาจนทำท่าจะเป็นฝ่ายค้านไปอีกนาน มีใครเคยหยิบเรื่องนี้ไปคิดไปทำแบบเอาจริงเอาจังบ้าง อย่างมาอ้างว่า วันนี้ท่านเป็นเพียงฝ่ายค้าน เพราะตอนที่เป็นรัฐบาลก็แทบจะไม่มีใครสนใจทำอะไรเกี่ยวกับรถไฟสักอย่าง เรื่องห้องน้ำเหม็นๆ น่ะขี้ผง เพราะคล้ายจะเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่ยังไม่โผล่และคงไม่มีใครอยากดำลงไปดูนั้นน่าจะมีปัญหาอีกมากมาย ทั้งผลประโยชน์ เวลาเดินทาง ความเก่าแก่บุโรทั่งของหัวรถจักรที่พร้อมจะไปจอดตายอยู่ตามป่าตรงไหนก็ได้ตลอดเวลา ความสกปรกภายในตู้ และที่ต้องถ่ายอุจจาระเรี่ยราดไปตามรายทาง ถามจริงๆ ตอบจริงๆ กันสักคำเถอะครับ ผู้แทนภาคใต้วันนี้ ผู้แทนจังหวัดตรังวันนี้ ยังมีใครนั่งรถไฟกันอยู่บ้าง เพราะเท่าที่รับรู้และได้ยิน มีแต่บินข้ามหัวชาวบ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นแหละ... จึงไม่รู้ไม่ชี้ว่าชาวบ้านชาวช่องเขาเป็นอยู่กันอย่างไร นั่นแหละ... ปัญหาเหล่านี้จึงไม่ค่อยจะได้รับการแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจังกันเสียที เปล่าเลย... ผมไม่ได้เรียกร้องให้ท่านผู้แทนคนไหนๆ ต้องมานั่งรถไฟเชื่องช้าชั่วโมงละห้าสิบกิโลฯเหมือนพวกเราในทุกๆ เที่ยว พราะเข้าใจได้ดีว่า ภารกิจของพวกท่านสำคัญขนาดไหน แต่เป็นไปได้ไหม ปีหนึ่งสักครั้งหรือสองครั้ง ลองชวนกันมานั่งมานอนดู เผื่อจะได้รับรู้ สัมผัส เกิดปัญญาที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง หรือเพราะการทำท่าจะเป็นฝ่ายค้านตลอดกาลจึงหมดใจและคร้านที่จะคิดจะหันมาแลเรื่องราวเหล่านี้เสียแล้ว... พอผละจากขบวนรถที่สถานีบางซื่อ เพราะข้าวของพะรุงพะรังเกินจะมุดลงไปนั่งรถไฟใต้ดินได้ ผมจึงจำเป็นต้องใช้บริการของรถแท๊กซี่ แต่พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย... ไม่รู้พี่แกไปโกรธเกลียดตำรวจมาจากไหน ขนาดผมไม่พูดอะไรด้วยสักคำ แกยังด่าแม่ตำรวจไปตลอดทางจากบางซื่อถึงลาดพร้าวซอยยี่สิบห้า แม้เช้าวันนั้นจะไม่มีตำรวจสักนายปรากฏให้เห็นเลย ขณะที่ต้องนั่งอดทนอยู่บนรถนานนับครึ่งชั่วโมง ผมรู้สึกที่บอกไม่ถูก เปล่า... มิได้จะเข้าข้างตำรวจแต่อย่างไร แต่เป็นความรู้สึกที่อึดอัด รำคาญ เพราะนอกจากแกจะหลุดออกมาแต่ละคำที่หยาบๆ แรงๆ แล้ว ยังขับไป ขากถุยเสมหะออกไปนอกรถอยู่อีกเรื่อยๆ เวลาผ่านไปตั้งหลายวันกว่าผมจะนึกได้และให้อภัยโชเฟอร์คนนนั้น และเข้าใจได้ว่าประเทศเฮงซวยบางประเทศ (ขอโทษครับ... ผมนึกถึงพี่แกคนนั้นขึ้นมาพอดี) มีแต่จะทำให้คนธรรมดาสามัญเหลือความอดทนน้อยลงๆ ทุกวัน นับประสาอะไรกับคนขับรถรับจ้างมานานขนาดวัยนั้นที่อาจจะประสบกับหลายเรื่องราวที่ไม่พึงประสงค์จากคนของรัฐ แม้ผมเองนานๆ จะได้เดินทางสักทียังต้องมีความดันพลุ่งพล่านได้ถึงเพียงนี้ ใครๆ ก็รู้ว่า... ผู้คนเล็กๆ ในประเทศนี้มักจะประสบกับชะตากรรมไปต่างๆ นานา แต่แปลกไหมที่โดยสาระแล้วแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย... (นสพ.รักษ์ตรัง ฉบับวันที่ 1-15 มีนาคม 2551 / ความเรียงชิ้นนี้มีความยาว 4 ตอนจบ เริ่มตอน 1 ในปักษ์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2551)
|