พิมพ์หน้านี้
|
ตรังเยือนแม่น้ำแคว แลนครราชสีมา ตอนที่ ๓ ๑.) เช้ามืดที่นครราชสีมา... โทรศัพท์ของโรงแรมแจ้งปลุกตั้งแต่ก่อน ๖ โมง สัก ๕ นาที รีบอาบน้ำแต่งตัวเพราะวันนี้ นายกฯ วิชัย (นายวิชัย รัตตมณี นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง) บอกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่า วันนี้รถจะออกเดินทาง ๗ โมงครึ่ง ใครขึ้นรถไม่ทัน ถูกทิ้ง... ลงไปกินอาหารเช้า หลายคนลงมาก่อนผมอีก เฮ้อ... ชักจะเบื่ออาหารเช้าของโรงแรม เพราะนี่ก็เป็นวันที่ ๓ เข้าไปแล้วที่ต้องกินอะไรที่มีให้เลือกคล้ายๆ กัน นาทีนั้นจึงเริ่มคิดถึงเหนียวปิ้งเกรียมๆ หรือไม่ก็เหนียวปาล้างขึ้นมาตงิดๆ อีกสักพักใหญ่ๆ รถก็เริ่มแล่นออกจากโรงแรมสีมาธานี มุ่งหน้าไปทางกรุงเทพฯ แต่จะแวะเข้าชมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ ฟาร์มโชคชัย อำเภอมวกเหล็ก ซึ่งยังอยู่ในเขตของจังหวัดนครราชสีมา มีบางคนในรถบอกว่า ระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตร คงต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษๆ จึงทำให้หลายๆ คนหลับบ้างตื่นบ้าง หรือไม่ก็พักผ่อนไปในอิริยาบทต่างๆ กัน... ผมไม่หลับ แต่นั่งนึกย้อนไปถึงกิจกรรมที่ได้ทำเมื่อวาน... หลังออกเดินทางจากกาญจนบุรีในตอนเช้า มาทานข้าวเที่ยงที่สระบุรี แวะชมมหาวิหาร ของ มูลนิธิสมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่บ้านโนนกุ่ม ก่อนจะเข้าโคราช ที่พระเอก สรพงศ์ ชาตรี ในฐานะประธานมูลนิธิฯ มีความตั้งใจที่จะหาทุนสร้าง หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ค่ำนั้น ดูเหมือนว่าผู้หลักผู้ใหญ่ของสมาคมฯ จะมีความพึงพอใจกับการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดตรัง เพราะมีผู้คนให้ความสนใจเข้ามาพบปะพูดคุยมากกว่าที่กาญจนบุรี (ตามที่เล่าแล้ว ในตอนที่ ๑ นสพ.คนตรัง ฉบับที่ ๔๑) จากนั้น ก็เป็นความสุขของเด็กๆ น้องๆ ที่ได้ออกไปสักการะอนุสาวรีย์คุณย่าโม และเดินเยี่ยมชมเมืองโคราชยามค่ำคืน ก่อนจะเหมารถตุ๊กๆ ๓ คันซิ่งแข่งกันกลับโรงแรม ท่ามกลางเสียงหัวเราะและการลุ้นกันอย่าง หนุกหนาน... ใช่... บางที ความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เช่นนี้เอง... ๒.) รถแล่นเข้าจอดใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าฟาร์มโชคชัยก่อนจะถึงเวลา ๑๐ โมงเช้า ซึ่งเป็นรอบที่พวกเราจะได้เข้าชมกว่า ๑ ชั่วโมง จึงเป็นนาทีทองของการจับจ่ายซื้อของฝาก ของที่ระลึก สำหรับ คนท่องเที่ยว จากตรัง ส่วนพวกไม่ค่อยจะได้ซื้ออะไรอย่าง คนข่าว ๓ คน น้องอ๊อด กับ ดี.เจ.จอย และผม ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเที่ยวเดินหากาแฟเย็นอร่อยๆ มานั่งดื่มกัน ในระหว่างการรอคอย กำนันพรศักด์ เกลี้ยงช่วย แห่ง เลตรังรีสอร์ท ได้แอ๊กชั่นกับแม่วัวตัวยักษ์ (ที่ทางฟาร์มก่อสร้างไว้ตรงส่วนหน้า) ให้พวกเราได้ถ่ายรูปไป หัวเราะกันไป ตามประสาผู้ใหญ่ใจดี อ๊ะๆ กำนันใจดี ที่มักจะสร้างรอยยิ้มให้กับน้องๆ ได้ในหลายๆ ครั้งคราว หลัง ๑๐ โมงไปนิดหน่อยจึงเป็นรอบของพวกเรา เริ่มต้นด้วยการเข้าฟังการบรรยายประวัติความเป็นมาของฟาร์มโชคชัย ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ จากวันเริ่มต้นที่มีพื้นที่เพียง ๒๕๐ ไร่ แต่พอมาถึงวันนี้... ๕๐ ปีผ่านไป มีที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ๑๐๐ เท่า คิดคูณเอาเองก็แล้วกันว่า เท่าไหร่ไร่เข้าไปแล้ว จากนั้น เมื่อคณะของเราได้ผ่านด่านป้องกันโรคที่ทุกคนต้องเดินย่ำลงไปในแอ่งน้ำตื้นๆ ที่มียาฆ่าเชื้อแล้ว จึงไปยืนดูรถแทรกเตอร์รุ่นโบราณที่เขาใช้เป็นเครื่องจักรกลในการบุกเบิกที่นี่ เดินต่อไปอีกหน่อยก็ได้เห็นนม... อูยยยย.... เรียงกันเป็นแถวเป็นตับเลยล่ะครับ นมวัว... วัวนม ที่ทางฟาร์มเขาเตรียมมาให้พวกเราได้ดู แต่ละน้องนาง บิ๊กๆ ทั้งน้านนนน... วัวตัวใหญ่ๆ ทุกตัวมีลายขาวดำคล้ายๆ กับแผนที่โลกที่มีชีวิต ยืนหันก้นให้การต้อนรับพวกเราอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่นี่ เขาให้คนเข้าชมได้ทดลองบีมนม ขอโทษ... รีดนมวัวด้วยมือ คณะของคนบ้านเรามีโอกาสดีๆ เช่นนี้ด้วย คือ คุณประดับ ขวัญนิมิตร จากบริษัทตรังเทรเวล และอีกคนที่นั่งสวมหมวกปีกกว้างกำลังขมักเขม้นอยู่นั้น... คุณน้องพลอย ลูกสาวคนสวยของพ่อกำนันเขา เหลือเชื่อว่า น้องวัวแต่ละนางจะมีน้ำนมมาจากไหนไม่รู้มากมายขนาดนั้น ตอนที่ทดลองรีดด้วยมืออาจจะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอเขาใช้เครื่องรีดสิ โอ้โฮ... น้ำนมสีขาวขุ่นที่ไหลออกจากเต้าเป็นทางไปตามท่อเพื่อส่งต่อไปยังที่เก็บในโรงผลิตใกล้ๆ นั้น ช่างมากมายจนไม่อยากจะเชื่อว่าเกิดจากน้องวัวเพียงตัวเดียว เราเดินต่อไปอีกนิด ถึงบริเวณโรงผลิตของ ummn milk ชื่อน่ารักครับ อึ๋มมมม... มิลค์ ที่นี่มีเจ้าหน้าที่มาบรรยายการผลิตนมไอศครีม พอบรรยายเสร็จก็ให้พวกเราได้ทดลองชิมคนละนิดละหน่อย ขนาดเท่าหัวแม่มือ ให้พอนึกอยากแล้วจะได้ซื้อของเขากินอีก (โอย... โหดร้ายมั่กมาก... อิ อิ) แล้วก็ถึงเวลาเข้าไปสู่พื้นที่ของฟาร์มจริงๆ รถพ่วงเล็กๆ พาคนจากทับเที่ยงผ่านทุ่งหญ้า ไร่ข้าวโพด กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาที่เขาปลูกไว้เป็นอาหารวัว เบื้องหลังสุดโน่นเป็นภูเขาสูงใหญ่ อากาศดีครับ นึกไปถึงว่า ถ้าเป็นหน้าหนาวของที่นี่จะดูดีขนาดไหนนะ ยิ่งมากับใครสักคนที่รู้ใจด้วยแล้ว... แฮ่ม!... จุดแวะจุดแรก หลายคนได้ขี่ม้า โดยมีคนคอยจูงให้ม้าเดินตาม ๑ รอบ พรรคพวกก็จะรอถ่ายรูปให้ สัก ๕ นาทีได้มั้ง... ๔๐ บาท มีการปาลูกดอก ยิงปืนอัดลม ผมหยิบกระสุนของ น้องอ๊อด กับ ดี.เจ.จอย มาเล็ง ๒-๓ นัด ลมจริงๆ ครับ ไม่โดนอะไรเลย... ชุดละ ๓๐ บาท ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือ การแสดงของม้า และคาวบอย มีผู้บรรยายเป็นสาวสวย... แต่งตัวดูเท่ดีครับ ใกล้ๆ กันนั้นมีม้าเทียมเกวียนให้ได้นั่งเล่นเพื่อรำลึกไปถึงยุคบุกเบิกตะวันตกของอเมริกา มีร้านขายของกิน ขนม นม เนย ไอศครีม ฯลฯ แต่ผมกลับไปกินหญ้าอ่อน... เปล่า... ไม่ต้องมาทำเป็นอมยิ้ม... เขานำต้นข้าวสาลีอ่อนๆ มาคั้นจนมีน้ำสีเขียวๆ ออกมา ถ้วยเล็กๆ ขนาดสักครึ่งขวดยาคูลท์ รสชาติหวานปะแล่มๆ อร่อยดี แต่... ๔๐ บาท หวางไป... ที่นี่ล้วนมีแต่สิ่งล่อหลอกให้เงินเราบินออกจากกระเป๋าไปหาเขาอยู่เรื่อยๆ อย่างนี้ล่ะครับ รถพ่วงพาพวกเราเดินทางต่อไป ถึงจุดที่สอง เป็นสวนสัตว์เล็กๆ มีพวกกวาง ฮิปโปแคระ ฯลฯ ที่นี่เขาให้เราช่วยควักตังค์ซื้ออาหารเลี้ยงสัตว์ให้พวกเขาอีก แต่ที่น่ารักก็คือ ได้ชมการแสดงของสัตว์ตัวเล็ก ตัวน้อย เช่น ลิง สุนัข แพะ ลูกวัวอายุไม่ถึงขวบ ฯลฯ พอจะทำให้หลายคนได้หัวเราะแม้จะเริ่มเหนื่อย และเพลียกันบ้างแล้ว ระหว่างทางขากลับ เขาจอดรถให้เราได้นั่งดูการแสดงของสุนัขต้อนฝูงแกะ ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้พวกเรารู้สึกสนุก ขณะที่แกะพวกนั้นกลัวหมากันแบบขี้หดตดหายหมดแล้ว ไม่นานก็กลับไปสู่จุดเริ่มต้น หมดเวลาการชม ๒ ชั่วโมงครึ่ง ยัง... ยังไม่หยุดล้วงกระเป๋าเรา เพราะเขาบังคับให้เดินออกทางที่จะต้องผ่านร้านขายของที่ระลึกอีกรอบหนึ่ง... เอาเข้าจริงๆ แล้ว ที่นี่... เราไม่ได้เห็นเพียงนมวัว หรือ... วัวนม ม้า หมา ลิง กวาง แกะ หรือสัตว์อีกหลายชนิดเท่านั้น ใครสังเกตดีๆ ย่อมเห็นไปถึงการบริหารจัดการชั้นยอดของที่นี่อีกด้วย ใช่... การบริหารจัดการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฟาร์มโชคชัย จากปีแรกมาจนถึงบัดนี้... จังหวัดตรัง... มีใครคิดได้บ้างหรือยังว่า นอกจากการท่องเที่ยวทางทะเลที่ต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ หรืออาหารการกินที่อร่อย แต่อุดมไปด้วยไขมันเพียบแล้ว ยังจะมีวิธีการหลอกล่อล้วงเงินจากกระเป๋าของนักท่องเที่ยวในเชิงเกษตรคล้ายๆ กันนี้บ้างไหม... ๓.) รถออกจากฟาร์มโชคชัย มุ่งสู่ทิศทางของสระบุรี แวะกินข้าวหลังเที่ยงที่ ร้านครูต้อ อาหารอร่อยมาก แต่ไม่ค่อยอยากจะกินสักเท่าไหร่แล้ว เหนื่อย เครียด และเพลียด้วย นั่งรถต่อมาอีกยาวไกล คล้ายจะหลับๆ ตื่นๆ ไปบ้าง ใจหนึ่งก็อยากจะร่วมเดินทางไปกับคณะที่จะพักผ่อนอีกคืนที่หาดชะอำ เพชรบุรี แต่อีกใจก็อยากจะแวะไปดูหน้าเจ้าลูกชาย ๒ คน ที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรุ่งนี้จะเป็นวันเกิดของเจ้าตัวเล็กด้วย รถจอดให้ลงที่บางบัวทองพร้อมๆ กับ คุณภิญโญ เต็งรัง ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมธรรมรินทร์ ธนา ที่จะไปเตรียมตัวรับรางวัลอะไรสักอย่างของโรงแรมธรรมรินทร์ ธนา แถวๆ เยาวราช รถแล่นออกไปแล้ว ผมเรียกแท๊กซี่ไปหาลูกที่ลาดพร้าว คืนนั้นได้โทรศัพท์ถาม น้องอ๊อด กับ ดี.เจ.จอย ถึงคณะอยู่หลายครั้ง... ขอขอบคุณ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง ท่านนายกฯ วิชัย รัตตมณี และกรรมการ ที่ตั้งใจให้คนข่าวร้ายๆ คนนี้ ได้ร่วมเดินทางไปด้วย ขอขอบคุณ พี่ๆ น้องๆ คนท่องเที่ยว ทุกๆ คนที่มีส่วนในการเฉลี่ยกันออกเงินเป็นค่าใช้จ่าย (รวมทั้งน้ำใจจากส่วนลึกภายใน ที่ไม่ต้องซื้อหา) ให้กับผมและผู้สื่อข่าวมืออาชีพเช่น น้องอ๊อด กับ ดี.เจ.จอย ได้มีโอกาสได้เปิดหูเปิดตา และเรียนรู้ร่วมกันในครั้งนี้... ขอบคุณงามๆ คร้าบบบบ..... (นสพ.ฅนตรัง วันที่ ๑-๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐) |