พิมพ์หน้านี้
ประท้วงปัตตานี... ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน บทที่ 2 สอง : การเริ่มต้น เมื่อกลางปี 2518 ฉันเดินเข้าสู่มหาวิทยาลัยริมทะเลแห่งนี้เป็นครั้งแรก ตอนนั้นดูแล้วรู้สึกกว้างขวาง รถมาส่งใกล้ๆ ตึกอธิการ ฉันเกือบเดินไปหอพักไม่ถูก ฉันเข้ามาเรียนคณะใหม่สุดของที่นี่ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถสอบติดที่อื่นอีกแล้ว ตอนแรกยังไม่รู้เลยว่าคณะที่ฉันจะมาเรียนนี้เขาเรียนอะไรกัน จบแล้วจะไปทำอะไรได้บ้าง ตอนสอบสัมภาษณ์นั่นไงอาจารย์เขาถามว่าคณะที่เธอจะไปเรียนนี่เขาเรียนอะไรเธอรู้ไหม ฉันตอบได้อยู่หรอก แต่อาจารย์หัวเราะ แล้วบอกกับฉันว่าผิดทั้งหมด วันเวลาผ่านไป ฉันยังไม่ได้อะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเลยนอกจากการเรียนภายในห้องที่ทบทวนความรู้เก่าๆ และวิธีการบอกให้จดที่เหมือนตอนฉันอยู่ชั้นประถมฯ จะต่างกันก็ตรงที่อาจารย์ที่บอกคนละคนและพูดเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ฉันยังเป็นคนเดิม ฉันสอบเทอมแรกผ่านไปด้วยคะแนนพอสมควร เหมือนกับการเรียนก่อนหน้านี้นั่นแหละ พอเอาใจใส่ขยันเรียนเข้าหน่อยก็ได้คะแนนดีอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้พบอะไรใหม่ๆ จากมหาวิทยาลัยเลยจริงๆ มหาวิทยาลัยอยู่ห่างจากตัวเมือง 34 กิโลเมตร พวกเราต้องนั่งรถรับจ้างหรือไม่ก็ต้องปั่นจักรยานเข้าเมืองเอง ฉันกับเพื่อนๆ ก็ปั่นจักรยานเข้าเมืองบ่อยๆ ได้เห็นสภาพหลายสิ่งหลายอย่าง แต่นานๆ เข้าก็เริ่มจำเจ เส้นทางตรงนั้นถ้ามาจากตัวเมืองผ่านสะพาน ผ่านมาที่ศาลากลางทางซ้ายมือ สนามกีฬากลางเล็กๆ ของจังหวัดตั้งอยู่ทางขวามือตรงข้ามคนละฝั่งของถนน พอเลี้ยวซ้ายผ่านหน้าโรงฆ่าสัตว์ เอ๊ย... ไม่ใช่หรอก ความจริงเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด แต่พวกเรามักจะเรียกว่าโรงฆ่าสัตว์เสียมากกว่า จากนั้นก็ผ่านโรงเรียนผู้หญิง แล้วเลี้ยวมาอีกทีจะมาถึงมหาวิทยาลัย แต่ถ้าปั่นจักรยานจริงๆ จะไม่สะดวกอย่างนี้หรอก อย่างน้อยๆ ต้องมีเสียงหอบบ้าง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องปั่นทวนลม ความปกติเป็นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ตอนสายๆ ของเดือนธันวาคมปีนั้นเอง ความเป็นปกติก็หมดไป ขณะที่ฉันและเพื่อนๆ ปั่นจักรยานมาจากตัวเมืองก็พบกับขบวนแถวนักเรียนตัวเล็กๆ กำลังเดินเข้าสู่ศาลากลางจังหวัดด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีผู้ใหญ่หลายๆ คนคอยกำกับดูแล ฉันและเพื่อนๆ เลี้ยวจักรยานเข้าไปในบริเวณศาลากลางด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่านักเรียนมาทำอะไรกันมากมาย เมื่อเดินเตร่ไปเตร่มาฟังคนนั้นพูดที คนนี้พูดที จึงรู้เรื่องขึ้นมาบ้างว่านักเรียนจะมาทำการประท้วงที่นี่ ประท้วงอะไรกันหรือ เด็กๆ ทั้งนั้น เขาบอกว่ามีคนตายเป็นคนมุสลิมถูกทหารฆ่าตาย 5 คน แล้วนำไปทิ้งที่สะพานแห่งหนึ่งตรงรอยต่อระหว่างจังหวัดปัตตานีกับนราธิวาส ฉันฟังแล้วก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไรมากมายนัก เพื่อนๆ ที่เป็นนักศึกษา เข้ามาดูอีกหลายคน นักเรียนก็มารวมตัวกันมากขึ้น ส่วนใหญ่มาจากโรงเรียนต่างอำเภอ มากันเป็นคันรถ มีครูควบคุมมาอย่างใกล้ชิด ที่มาถึงแล้วได้รวมตัวกันเสียงจอกแจกจอแจตามประสาเด็ก ชาวบ้านธรรมดานุ่งผ้าโสร่งโพกหัวด้วยผ้าเก่าๆ เสื้อขาดๆ ก็มากันมากขึ้นเรื่อยๆ บริเวณใกล้ตัวอาคารศาลากลางที่เป็นตึกขนาดใหญ่สองชั้นกำลังมีการสร้างเวทีกันอย่างรีบเร่ง ฉันมั่นใจว่าจะต้องสร้างไว้สำหรับการปราศรัยอย่างแน่นอน ฉันและเพื่อนๆ กลับเข้ามหาวิทยาลัยด้วยใจที่คึกคักกว่าปกติ คุยกับเพื่อนๆ หลายคน ภายในมีแต่คนพูดถึงเรื่องนี้กันมากมาย ตอนกลางคืนเราออกไปดูที่หน้าศาลากลางอีก พบคนไม่รู้มาจากไหนเต็มพรึ่ดไปหมดทั้งสนาม เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ เมื่อตอนกลางวันหายไปแล้ว เหลืออยู่แต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงคนสูงอายุ ดูได้ง่ายๆ ว่าเป็นคนมุสลิมเสียส่วนใหญ่ ฉันดูอยู่ไม่นานก็กลับเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนเดิม ภายในมีการคุยเรื่องนี้กันเกือบตลอดเวลา เพื่อนๆ ที่เป็นมุสลิมจะรู้เรื่องราวต่างๆ เร็วกว่าพวกเราที่มาจากถิ่นอื่นที่ฟังภาษามุสลิมหรือภาษายาวีไม่รู้เรื่อง พวกเขามาเล่ารายละเอียดให้พวกเราฟังว่า ทหารหน่วยนาวิกโยธินที่ตั้งฐานอยู่ที่หมู่บ้านเชิงเขา อำเภออะไรนะ... ฉันจำไม่ได้เสียแล้ว อยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส ได้จับชาวมุสลิม 6 คน ผู้ใหญ่ 5 คน เด็ก 1 คน เป็นชายล้วน ไปจากหมู่บ้านเชิงเขาในเวลากลางคืนขึ้นรถ จีเอ็มซี. ของทหาร 2 คัน แล้วทำร้ายคนทั้ง 6 ด้วยดาบปลายปืนหรืออะไรอื่นอีกก็ไม่รู้ จากนั้นรถทั้ง 2 คันก็มาจอดบนสะพานกอตอซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำกอตอ เขตแดนระหว่างปัตตานีกับนราธิวาส ยามดึกสงัดคืนนั้นคนทั้ง 6 ก็ถูกโยนทิ้งแม่น้ำ ชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นเสียชีวิตไป 5 คน เหลือรอดมาเพียงคนเดียวคือเด็กชายคนนั้น แกถูกจับทิ้งแม่น้ำเหมือนกันแต่เนื่องจากบาดแผลไม่ฉกรรจ์นัก จึงสามารถเกาะกับเสาสะพานได้ จากนั้นเมื่อรถ จีเอ็มซี. แล่นจากไปแกก็ว่ายน้ำเข้าหาฝั่งเพื่อขอความช่วยเหลือจากบ้านที่ใกล้ที่สุด การรอดตายของเด็กชายคนนี้แหละคือจุดเริ่มต้นการประท้วงของประชาชนครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย |