พิมพ์หน้านี้
ประท้วงปัตตานี... ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน บทที่ 3 สาม : ฉันเปลี่ยนแปลงตัวเอง ภายในมหาวิทยาลัยมีการพูดถึงกันหนาหูมากขึ้น นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่แน่ใจว่าคนที่มาทำการประท้วงมีวัตถุประสงค์อะไร หรือมีจุดหมายอื่นๆ แอบแฝงมาหรือไม่ นักศึกษาหลายคนคิดไปว่าคนที่มารวมกลุ่มกันมากมายนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงการประท้วงไปเป็นการเรียกร้องเพื่อแบ่งแยกดินแดนปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียงให้มีการปกครองอิสระก็ได้ จากการคิดที่เข้าใจเอาเอง ไม่ได้ไปสัมผัสหรือพูดคุยกับผู้มาทำการประท้วงโดยตรง ทำให้ระแวงเกรงกลัวผู้คนเหล่านั้นกันทั้งมหาวิทยาลัย นักศึกษาโดยการนำของสโมสรนักศึกษาและจากการสนับสนุนของมหาวิทยาลัย แทนที่จะเข้าไปศึกษาหรือร่วมกับกลุ่มประท้วง กลับมาคิดหาวิธีการป้องกันตัวเอง วิธีการที่ตกลงกันได้ก็คือการจัดนักศึกษาชายอยู่เวรยามรอบๆ มหาวิทยาลัยเป็นจุดๆ หลายจุด คืนละหลายๆ สิบคน นักศึกษาเหล่านั้นส่วนมากเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งหรือปีที่สอง อยู่เวรยามคอยดูว่าเมื่อไหร่ผู้คนที่มาประท้วงจะเข้ามามหาวิทยาลัย จะได้ตะโกนบอกหรือหาทางป้องกันได้ทัน นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งแบบพวกเราชอบอยู่เวรยามมาก เพราะนอกจากได้จับกลุ่มกันจนดึกๆ แล้วยังได้ดื่มกาแฟจากเพื่อนๆ ผู้หญิงตามหอพักต่างๆ อีกด้วย และที่นักศึกษาผู้ชายชอบมากที่สุดก็คือ คืนไหนอยู่เวรวันรุ่งขึ้นไม่ต้องเข้าเรียน โดยทางมหาวิทยาลัยถือว่าได้ช่วยเหลือส่วนรวม และสำคัญมากตรงที่ให้เพื่อนๆ ผู้หญิงที่ไม่ต้องอยู่เวรยามเป็นผู้ลอกเล็คเชอร์ให้ด้วย ผลพวงจากงานนี้ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานจะเห็นหนุ่มสาวคู่ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยไม่มีผู้ทำการประท้วงคนไหนกล้าย่างกรายเข้ามารบกวนความสงบสุขของพวกเราได้เลย ในขณะที่มหาวิทยาลัยให้นักศึกษาป้องกันตัวเองอยู่นั้น มีนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นนักศึกษามุสลิมและนักศึกษาที่สนใจความเป็นอยู่ สนใจปัญหาของผู้คนภายนอกมหาวิทยาลัยได้ออกไปร่วมการประท้วงครั้งนี้ด้วย การร่วมปราศรัย ร่วมแสดงละครสะท้อนปัญหาของมุสลิม คืนหนึ่งฉันไปยืนดูการแสดงละครของเพื่อนๆ ที่ไปร่วมการประท้วง ละครสะท้อนให้เห็นถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะทหารได้บุกขึ้นไปจับผู้นำศาสนา โดยใส่รองเท้าบู๊ทบุกขึ้นไป แบบไม่เคารพสถานที่ จากนั้นทหารก็ซ้อม สุดท้ายทหารได้ยิงชายผู้นั้นถึงแก่ความตายแล้วเหยียบ้ซ้ำๆ อีกหลายครั้ง เหตุการณ์นั้นจะมีจริงๆ หรือไม่ ฉันไม่รู้หรอก แต่คนดูที่มาร่วมการประท้วงได้โห่ร้องขึ้นคล้ายจะด้วยความเคียดแค้นอย่างยิ่ง จากตอนแรกที่ฉันไม่รู้สึกอะไรเลยกับการประท้วงของเด็กๆ นักเรียนเมื่อวันก่อน มาถึงคืนนั้นฉันได้เห็นการอดหลับอดนอนของผู้มาประท้วง ผู้ที่มีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน หรือเหมือนกัน เกลียดการดูถูกเหยียดหยาม เกลียดการข่มเหงรังแก เข่นฆ่า เกลียดความอยุติธรรม ฉันมองเห็นว่าเขามีดวงใจดวงเดียวกัน ผู้คนที่น่าสงสารเหล่านี้หรือจะคิดแยกดินแดน ฉันไม่เชื่อ อย่างน้อยที่สุดไม่น่าจะใช่เวลานั้น จากความรู้สึกเฉยๆ มาเป็นความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ สงสาร และอยากช่วยเหลือ ฉันนำเรื่องนี้มาคุยกับเพื่อนๆ หลายคนในมหาวิทยาลัยว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเสียแล้ว แต่ก่อนที่ฉันจะได้ทำอะไรตามที่ตั้งใจไว้ ฉันก็ต้องเดินทางกลับบ้านตามโทรเลขด่วนที่ได้รับ "ย่าป่วยหนัก กลับบ้านด่วน ฉันกลับถึงบ้านย่าเสียแล้ว เขากำลังทำโลงและโรงเลี้ยงแขก ฉันจำได้ว่าฉันร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โทรเลขบอกเพื่อนๆ ว่าย่าเสียต้องอยู่บ้านหลายวัน เพื่อนตอบกลับว่าไปงานศพไม่ได้เพราะติดช่วยงานประท้วง ฉันเองก็คิดถึงผู้คนเหล่านั้นมากเช่นเดียวกัน ฉันอยู่บ้านได้วันหนึ่งหรือสองวันได้อ่านหนังสือพิมพ์ลงข่าวระเบิดกลางวงประท้วงปัตตานี ตาย เจ็บสิบกว่าคน ฉันดูรูปและรายชื่อผู้ตายและบาดเจ็บแล้วไม่มีเพื่อนฉันอยู่ด้วย สบายใจขึ้นหน่อย แต่ก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าฉันอยู่ด้วยแม้จะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ฉันคงมีโอกาสได้เห็นชีวิตและเลือดเนื้อของผู้คนเหล่านั้น เพื่อนร่วมชาติร่วมแผ่นดินของเราทั้งนั้น ฉันอยู่บ้านไปคิดถึงการประท้วง คิดถึงมหาวิทยาลัยไป งานศพย่าก็อีกหลายวันกว่าจะเผา ฉันตัดสินใจกลับมหาวิทยาลัยก่อนถึงวันเผาศพย่า การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้หลายคนทางบ้านโดยเฉพาะพ่อเสียใจมาก ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปฉันจึงรู้สึกเสียใจมากกว่าที่ตัดสินใจเช่นนั้น เสียใจมากที่สุด มากกว่าครั้งใดๆ ในชีวิต การตัดสินใจกลับมหาวิทยาลัยไม่ใช่สิ่งผิดหรือเลวร้าย แต่ฉันไม่ควรทำถึงขนาดนั้น ฉันควรอยู่บ้านรอเผาศพย่าเสียก่อนจึงกลับ ฉันทำเกินไปจริงๆ เวลาผ่านไปฉันละอายใจเหลือเกินที่ต้องรับสารภาพว่า การตัดสินใจรีบกลับปัตตานีครั้งนั้นไม่ใช่เหตุผลจากการประท้วงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะตอนนั้นกำลังจะมี การสัมมนาที่วิทยาเขตหาดใหญ่ นักศึกษาวิทยาเขตปัตตานีหลายคนสมัครไปด้วย รวมทั้งฉันและเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แล้วฉันจะเล่าให้ฟังต่อไป... |