พิมพ์หน้านี้
ประท้วงปัตตานี... ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน บทที่ 5 ห้า : ตายสิบเกิดแทนแสนล้าน การขว้างระเบิดใส่ที่ประท้วงหน้าศาลากลางในเวลากลางคืน ทำให้ผู้ประท้วงบาดเจ็บและตายไปสิบกว่าคน ที่เหลือแตกตื่นหนีกันกระจัดกระจาย การประท้วงคืนนั้นต้องสลายตัวไปโดยปริยาย ทิ้งไว้แต่รอยเท้าของผู้คนและรอยร้าวของเพดานด้านนอกของศาลากลาง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความเคียดแค้น ชิงชัง และความเจ็บปวด เป็นที่รู้กันแน่ชัดในตอนหลังว่า ระเบิดดังกล่าวมีคนโยนลงมาจากชั้นบนของศาลากลางนั่นเอง แล้วใครล่ะมีสิทธิ์ขึ้นไปชั้นบนในยามวิกาลเช่นนั้นได้ และโดยเฉพาะสถานการณ์อย่างนั้น วันรุ่งขึ้นการประท้วงาของประชาชนชาวปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียงภายใต้การนำขอ ศูนย์พิทักษ์ประชาชนปัตตานี ได้หยุดการประท้วงไปหนึ่งวัน การเรียกร้องรัฐบาลซึ่งมี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ลงมาแก้ปัญหาของชาวจังหวัดภาคใต้และชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองสังหารประชาชน กลับได้ลูกระเบิดมาแทน กลับได้ความตายมาทดแทน การหยุดรวมตัวกันวันหนึ่ง อาจทำให้ใครบางคนหรือหลายคนที่ต้องการสลาย การประท้วงนึกกระหยิ่มใจว่าตนทำงานได้ผลแล้ว แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อเห็นว่าจะมารวมตัวกันหน้าศาลากลางไม่ได้แล้ว ผู้ทำการประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมก็ตกลงเปลี่ยนที่ชุมนุม จะเป็นที่ไหนอีกล่ะที่จะเป็นที่ของตัวเองและปลอดภัยมากที่สุด นอกจากมัสยิดกลาง มัสยิดกลางปัตตานีสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีบริเวณกว้าง และมีกำแพงสูงล้อมรอบ ปกติจะเป็นสถานที่ที่เงียบสงบ น้ำในสระเล็กๆ ด้านหน้าก่อนจะถึงทางขึ้นตัวอาคารไหวกระเพื่อมน้อยๆ ตามแรงลมที่มากระทบเบาๆ ไม่ค่อยมีคนมาพลุกพล่าน นอกจากเจ้าหน้าที่ประจำ บัดนี้อ้าแขนต้อนรับลูกหลานแล้ว ช่วงที่มีเหตุการณ์ประท้วงสภาพการต่างๆ ภายในมัสยิดกลางกลับตรงข้ามจากเดิมหมดเลย ผู้คนมารวมกลุ่มกันอย่างมากมาย จากภายในบริเวณเต็มจนล้นออกมาถึงถนนใหญ่ด้านหน้า ส่วนใหญ่หันหน้าไปฟังการอภิปรายซึ่งผู้พูดยืนอยู่บนยกพื้นก่อนเข้าตัวอาคาร ผู้พูดมักจะพูดเป็นภาษายาวี ฉันฟังไม่รู้เรื่องเลย เคยถามคนที่ยืนใกล้ๆ ว่าเขาพูดอะไรกันบ้างช่วยแปลให้ฟังหน่อยได้ไหม ไม่มีคำตอบแต่กลับมองหน้าฉันด้วยความสงสัย ไม่ไว้วางใจ หรือเขาก็ฟังฉันไม่รู้เรื่องเหมือนกัน การมาร่วมประท้วงของผู้คนมีตลอดตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมายังมัสยิด แปลกไหมถ้าฉันจะบอกว่าการชุมนุมประท้วงของประชาชนที่นี่จะมีคนมาร่วมมากในตอนกลางคืน กลางวันแดดร้อนและคนก็ทำงาน จึงมีคนอยู่ที่ประท้วงไม่มากนัก ส่วนกลางคืนอากาศไม่ร้อนและเสร็จสิ้นภารกิจการงานแล้ว คนจากอำเภอต่างๆ ทยอยเข้ามาตอนค่ำเหมือนกับนั่งรถเข้ามาเที่ยวงานปีใหม่หรืองานสนุกสนานอย่างนั้นแหละ แต่อย่างไรก็ตาม เสียงอภิปรายไม่เคยขาดหายไปจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ไม่ว่าแดดจะออกหรือฝนจะตกก็ตาม บางวันฝนตกโปรยปราย จะเห็นคนกางร่มตั้งแต่ถนนหน้ามัสยิดจนเข้าไปข้างในบริเวณเหมือนกับงานประกวดร่ม ขนาดฉันไม่มีร่มกางก็สามารถซอกซอนไปใต้ร่มของคนอื่นได้เกือบจะไม่เปียกเลย การประท้วงในวันแรกๆ คนมาไม่มากนัก คงจะหวาดผวากับเหตุการณ์ระเบิดที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เมื่อยิ่งนานวันเข้าคนยิ่งหลั่งไหลมารวมตัวกันมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะการรวมตัวกันที่มัสยิดเท่านั้น แต่การประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาลได้มีการจัดในรูปแบบต่างๆ อีกมากมาย เช่น การให้นักเรียนตัวเล็กๆ มาเดินแห่ไปรอบๆ ตัวเมือง โดยแบ่งเป็นโรงเรียน อำเภอ มีครูควบคุมแถวอย่างใกล้ชิด เด็กๆ มากันมากจริงๆ ขณะเดินรอบตลาดหัวขบวนมาชนกับปลายขบวนก็แล้วกัน ชาวบ้านร้านถิ่นออกมายืนมองเด็กๆ กันด้วยหน้าตาและความรู้สึกที่แตกต่างจากการยืนมองเด็กๆ เดินพาเหรดในวันแข่งกีฬา แน่ล่ะเด็กๆ อาจไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกตนต้องมาเดินตากแดดอยู่ในเมือง แทนที่จะนั่งเรียนหนังสือตามปกติ แต่มีอะไรล่ะ ที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าน่าเกรงขาม น่าหวั่นใจราวกับจะมีเรื่องราวร้ายแรงเร็วๆ นี้ นอกจากการแสดงพลังของเด็กๆ แล้ว ยังมีการแสดงพลังของขบวนรถมอเตอร์ไซค์ด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทางศูนย์นำการประท้วงได้นัดหมายให้ผู้มีรถมอเตอร์ไซค์ตามบ้านหรือตามอำเภอต่างๆ มารวมตัวกัน เมื่อถึงเวลามีรถไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคัน คนเกือบพันคนเฉพาะที่อยู่บนรถ เสียงรถ เสียงคนดังขรมไปหมด จากนั้นขบวนรถได้ขับเคลื่อนตัวไปเวียนตลาดปัตตานีหนึ่งรอบ แล้วข้ามสะพานเดชาไปทางถนนสายปัตตานีหาดใหญ่ รู้ว่าไปจนถึงหน้าโรงพักอำเภอหนองจิก จึงได้กลับขบวนเข้าสู่ตัวเมือง เวียนรอบๆ ตลาดอีกหนึ่งรอบจนถึงที่ประท้วงหน้ามัสยิดก็หยุด ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของผู้คน ลองหลับตานึกถึงภาพและเสียงของขบวนมอเตอร์ไซค์ทั้งขบวนดูเถอะว่า มันน่าจะมีความรู้สึกอย่างไร สะท้านและเสทือนแค่ไหน พวกเขา ประชาชนมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวแทบทุกวัน มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่ยอมลงมาปัตตานีตามคำเรียกร้อง ไม่ทราบด้วยเหตุผลอะไร แต่มีคำพูดของท่านอยู่ประโยคหนึ่งว่า ถ้าให้ไปฝังลูกนิมิตจะไป แต่ถ้าไปแก้ปัญหานี้ไม่ไป เป็นคำพูดที่ต้องจดจำมาจนทุกวันนี้ ทำไม ฝังลูกนิมิต อันเป็นของศาสนาพุทธจะไป ทำไมกับการแก้ปัญหาให้คนมุสลิมจึงไปไม่ได้ |