พิมพ์หน้านี้
|
หก : เคลื่อนไหวในความเงียบ โดยความคิดดั้งเดิมเริ่มต้นนั้น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองโดยเฉพาะ การมีสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาทำให้คนในท้องถิ่นมีความภูมิใจว่าไม่ได้น้อยหน้าใครอื่น สามารถให้ลูกหลานเรียนชั้นสูงๆ ได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปเรียนที่ไกลๆ และเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่ความเป็นจริงแล้วคนในท้องถิ่นจะมีโอกาสได้เรียนกี่มากน้อยยังไม่รู้เลย นอกจากนี้ เมืองที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่มักจะมีความเจริญทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย เมืองปัตตานี จากเมืองที่อับเฉามาก่อนก็กลับมีความเจริญมากขึ้นทางด้านเศรษฐกิจ การสร้างอาคารบ้านเรือนเพื่อให้นักศึกษาได้เช่า ร้านอาหาร ธนาคาร มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งมีอยู่ข้อหนึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องทำประโยชน์ให้กับชุมชน ช่วยเหลือชุมชน คือช่วยเหลือสังคมนั่นเอง ในทุกๆ เรื่องที่สามารถช่วยได้ แต่คงจะยกเว้นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองกระมัง เพราะตั้งแต่เริ่มต้นการประท้วงของประชาชนในท้องถิ่นมาหลายวันแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็ยังไม่มีท่าทีต่อเรื่องนี้แต่ประการใดเลย นอกจากออกประกาศให้นักศึกษาอยู่เวรยามป้องกันตัวเองเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ออกไปเรียนรู้ สังเกตเหตุการณ์ภายนอกเลยว่านาทีนี้สังคมเขาต้องการอะไร และต้องการให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยเหลืออะไรบ้าง ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าเราช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน มองไปทางผู้นำของนักศึกษาในตอนนั้น ซึ่งเรียกองค์กรว่าสโมสรนักศึกษา ก็อ่อนปวกเปียก ไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้เป็นทางการแต่อย่างใด นอกจากนักศึกษาเพียงไม่กี่คนที่ออกไปร่วมเคลื่อนไหวกันเองเป็นการส่วนตัว โดยไปศึกษา ช่วยเหลือ ดูแลการประท้วงในครั้งนี้ แต่นั่นแหละ ไม่นานนั้นมีนักศึกษาอีกส่วนหนึ่งเริ่มที่จะมีการเคลื่อนไหวบางอย่างแล้วแบบเงียบๆ ชนิดค่อยเป็นค่อยไป การประท้วงยิ่งนานวันคนยิ่งมาร่วมเพิ่มมากขึ้นทุกที จากจำนวนร้อยเป็นพัน แล้วเพิ่มขึ้นเป็นหมื่น เป็นแสนคน แน่นอนว่าข่าวคราวทางหน้าหนังสือพิมพ์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเหมือนกัน หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวศูนย์พิทักษ์ประชาชนนำเด็กที่รอดตายเข้ากรุงเทพฯ แล้วนำออกแสดงตัวฟ้องร้องประชาชนที่มาชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง หนังสือพิมพ์มีรูปให้ดูด้วย เป็นรูปเด็กชายยืนบนเวทีสวมหมวกมุสลิมสีขาว เสื้อสีขาว นุ่งโสร่ง ท่ามกลางคนนับหมื่นคน วันนั้นเด็กน้อยได้เล่าเหตุการณ์ให้พี่น้องร่วมชาติฟังอย่างละเอียด หลังจากนั้นไม่นานวันนักภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีความคึกคักขึ้นมาจนผิดสังเกต จากสภาพเงียบๆ มาเป็นความพลุกพล่าน เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวแปลกหน้าแปลกตา แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากสโมสรนักศึกษา เจ้าของสถานที่เลย ตอนนั้นฉันเพิ่งเริ่มต้นทำงานด้านกิจกรรมได้ไม่นานนัก ฉันกับเพื่อนๆ ร่วมกับพี่ๆ บางคนจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มอิสระ ใช้ชื่อเรียกกันง่ายๆ ว่า กลุ่มอิสระนางนวล ห้องทำงานอยู่ที่ห้องโถงชั้นล่างของหอ 4 ที่ต้องอยู่ที่หอ 4 ซึ่งเป็นหอพักผู้หญิงก็เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มเป็นผู้หญิง ถ้าที่ทำงานไปตั้งอยู่หอพัก 3 ซึ่งเป็นหอพักชาย คงหาเพื่อนผู้หญิงไปร่วมงานได้น้อยเต็มที เราเริ่มงานด้วยการจัดห้องหนังสือขึ้นที่นั่น มีหนังสือฉบับกระเป๋าหลายเล่มจากการบริจาคของเพื่อนๆ มารวมกัน แล้วให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้อ่านหรือยืมไปอ่านได้โดยไม่มีการเก็บค่าเช่าแต่อย่างใด วันไหนมีเงินเหลือสักหน่อยก็ได้ซื้อหนังสือพิมพ์หรือหนังสือใหม่ๆ เข้าห้องบ้าง เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องนี้ อ่านหนังสือบ้าง นั่งคุยกันบ้าง หยอกล้อกัน และห้องนี้เป็นห้องที่คนหนุ่มสาวแปลกหน้าเข้าออกมากที่สุดตลอดช่วงเวลาของการประท้วงปัตตานี ห้องหนังสือซึ่งก็เป็นห้องทำงานของกลุ่มไปด้วย เป็นที่ต้อนรับคนหนุ่มสาวจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคนิคสงขลา มศว.สงขลา การช่างปัตตานี นักศึกษาจากกรุงเทพฯ ก็ลงมา เช่น จากธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และอีกหลายต่อหลายแห่ง ฉันรู้จักคุณสุธรรม แสงประทุม ที่นี่ รวมทั้ง คุณประยูร อัครบวรด้วย คุณสุธรรม มาทำหน้าที่ประสานงานระหว่างศูนย์พิทักษ์ประชาชนผู้นำการประท้วงกับตัวแทนรัฐบาล พี่ๆ เขาเข้ามานั่งคุยกันในห้องทำงานของพวกเรา พอตกกลางคืนไปนอนห้องฉันที่หอพัก 3 เราคุยกันอีกหลายเรื่องที่นั่น คุณสุธรรมนอนบนเตียง นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว ฉันและเพื่อนๆ นั่งล้อมรอบๆ เตียงที่พี่เขานอน คุณสุธรรมคุยเก่ง มีหลักการและเหตุผลดีมาก พวกเรานั่งฟังจนพี่เขาหลับไปเองจึงแยกย้ายกันไปนอน นอกจากนักศึกษาแล้ว คนที่มาจากกรุงเทพฯยังมีตัวแทนจากสหภาพแรงงานต่างๆ อีกมากมาย ฉันจำได้คนหนึ่งเขามาจากสหภาพแรงงานของบริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟ จำกัด ที่เล่ามาในส่วนนี้ฉันตั้งใจจะบอกว่าช่วงนั้นภายในรั้วมหาวิทยาลัยเริ่มมีการเคลื่อนไหวขึ้นมาแล้ว เมื่อนักศึกษาต่างสถาบันและคนหนุ่มสาวจากกลุ่มต่างๆ เข้ามา การพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด ความเห็น ในเรื่องการประท้วงก็เริ่มชัดเจนขึ้น ฉันเองได้รับความคิดดีๆ จากสภาพการณ์ตอนนั้นมากมาย เพื่อนๆ และพี่ๆ จากวิทยาเขตหาดใหญ่สอนให้ฉันและเพื่อนๆ รู้จักการทำกิจกรรมมากกว่าที่ทำอยู่ สอนให้รู้จักการวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ทั้งนี้เพื่อหาข้อบกพร่องของตนเอง หรือมองหาข้อบกพร่องของคนอื่นแล้วนำมาเสนอในที่ประชุมของกลุ่ม เพื่อร่วมกันเสนอวิธีการแก้ไขต่อไป ตอนแรกๆ ฉันกลัวมาก คิดว่าเป็นเรื่องน่าอายที่มาว่าเราทำผิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อหน้าผู้อื่น ฉันมักจะหลีกเลี่ยงเสมอเมื่อถึงเรื่องนี้ แต่ต่อมาฉันเข้าใจและยอมรับได้ การยอมรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุผลของคนอื่นทำให้เราใจกว้างขึ้น คือยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากของเรา ซึ่งอาจจะถูกต้องกว่า ดีกว่าที่เราคิดหรือเป็นอยู่ก็ได้ ประชาธิปไตยในใจคนน่าจะเริ่มต้นจากตรงนี้.. นอกจากมีการเปลี่ยนแปลงกันในระดับตัวบุคคลแล้ว สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งก็คือ สโมสรนักศึกษาถูกผลักดันจากนักศึกษาให้ออกมายืนกลางแดด เพื่อสนใจต่อปัญหาการประท้วงมากขึ้นแล้ว ก่อนหน้านี้มีนักศึกษาบางกลุ่มเสนอให้สโมสรนักศึกษาสนใจกับปัญหานี้อยู่แล้ว แต่ตัวนายกสโมสรไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนแน่นอน บ่ายเบี่ยงไปมาเป็นทำนองว่า คุณมีความมั่นใจอย่างไรว่าผู้ที่มาทำการประท้วงมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง จากนั้นมีการประชุมนักศึกษาทั้งหมดที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยหลายครั้ง เพื่อผลักดันให้สโมสรสนใจต่อการประท้วงบ้าง จนกระทั่งสโมสรมีความคลอนแคลนไม่มั่นคง ถึงกับต้องเปลี่ยนตัวนายกเข้ามาบริหารงานถึง 23 ครั้ง ในช่วงสั้นๆ นั้น แต่ในที่สุดสโมสรนักศึกษาก็ทนต่อข้อเรียกร้องไม่ไหว ได้ทำการเรียกนักศึกษาทั้งหมดเข้าประชุมเป็นทางการที่หอประชุมใหญ่ เพื่อหาวิธีการช่วยเหลือการประท้วงครั้งนี้ ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับผลตามที่ตั้งข้อเรียกร้องไว้เพื่อให้การประท้วงสลายตัวด้วยสันติวิธี โดยไม่มีอะไรรุนแรงเกิดขึ้นอีก เนื่องจากที่ผ่านมา สโมสรนักศึกษาและนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจต่อการประท้วงมากเท่าที่ควร เลยไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนัก ทางรัฐบาลก็ไม่ค่อยสนใจต่อข้อเรียกร้องของประชาชนอย่างจริงจัง สโมสรจึงมีมติ 2 ประการดังนี้ ประการแรก ให้นักศึกษาออกไปทำการศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการประท้วง ให้ไปดูสภาพการณ์เท่านั้น ไม่ยอมให้ไปนั่งประท้วงด้วย ดูเหมือนว่ามตินี้สโมสรยอมให้ราวกับเสียไม่ได้ ทั้งขลาด ทั้งกลัว อย่างไรไม่รู้ ประการที่สอง ให้มหาวิทยาลัยหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลาไม่จำกัด เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีคือ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลงมาแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังจะลุกลามขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการประท้วงหรือมีการชุมนุมทางการเมืองขึ้นมาครั้งใด จะให้นักศึกษาซึ่งมีความคิดความอ่านแตกต่างหลากหลายมาร่วมด้วยทุกคนนั้นเป็นการยากมาก โดยเฉพาะนักศึกษาวิทยาเขตปัตานีด้วยแล้วยิ่งเป็นการยากเย็นเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หรือกว่านั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ เมื่อมีการประท้วงของชาวไร่ชาวนาที่สนามหลวง นักศึกษาที่นี่ก็ให้ความสนใจน้อยมาก เอาล่ะว่าที่นั่นมันไกลตัวหรือที่อื่นๆ ไม่ว่าขอนแก่น เชียงใหม่ มันก็ยิ่งไกลไปอีก เหตุการณ์ไกลตัวทำให้ไกลใจไปด้วยก็จริง แต่มาครั้งนี้ การประท้วงของประชาชนที่เราพร่ำบ่นอยู่ทุกบ่อยๆ ว่าเป็นผู้เสียภาษีให้เราเรียน เป็นผู้เสียสละ เหตุเกิดที่ปัตตานีเอง แม้ไม่เห็นก็ได้ยินเสียง การพูดจาปราศรัยของผู้มาทำการชุมนุมแว่วเข้ามาถึงมหาวิทยาลัยอยู่ทุกวัน ทุกคืน แต่นักศึกษาที่ให้ความสนใจมีน้อยมาก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบกันไปอีกนาน เมื่อมติของสโมสรนักศึกษาออกมาว่าให้หยุดการเรียนการสอนไม่มีกำหนด เพื่อเรียกร้องให้ทางรัฐบาลมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และให้นักศึกษาเข้าไปทำการศึกษาปัญหาต่างๆ นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยก็คือนักศึกษาที่สนใจแต่เรื่องเรียนเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก มีเสียงบ่นกันพึมในเรื่องนี้ว่าพ่อแม่ส่งให้เรามาเรียนนะไม่ใช่ส่งมาประท้วงแบบนั้น ก็ใช่ล่ะ เมื่อพ่อแม่ของเขามีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่เดือดร้อนอะไรเลย ก็ไม่ค่อยจะรู้ถึงความทุกข์ ความลำบากของผู้อื่นว่าเขามีความเป็นอยู่กันแบบไหน ถูกเอาเปรียบ ถูกทำร้ายทารุณขนาดไหน เมื่อพวกนี้บ่นกันพอแล้วเขาก็ชวนกันกลับบ้าน แล้วนักศึกษาส่วนใหญ่ก็กลับบ้านจริงๆ เหลือนักศึกษาเพียงไม่กี่คนที่ให้ความสนใจและตั้งใจเข้าช่วยเหลือ มีคนไปดูเหตุการณ์ที่มัสยิด ไปเห็นประชาชน บางคนก็ไปศึกษาสภาพจริงๆ คือถามๆ แล้วก็กลับ แต่มีบางคนเข้าร่วมอย่างจริงจังโดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับศูนย์พิทักษ์ประชาชนด้วยการที่สนิทกับเพื่อนๆ ที่เป็นชาวมุสลิม การช่วยเหลือเป็นไปในรูปของการเขียนโปสเตอร์ การโรเนียวแถลงการณ์ การแจกแถลงการณ์ สถานที่ที่เปรียบเสมือนกองบัญชาการชั่วคราวของการประท้วงก็คือภายในอาคารมัสยิดกลางนั่นเอง ฉันเคยเข้าไปดูในนั้นครั้งหนึ่งกับรุ่นพี่ผู้หญิงที่ชักนำฉันให้เข้าทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย (พี่รุ่งมณี เมฆโสภณ พี่รุ่ง ของพวกน้องๆ ทำกิจกรรมอย่างพวกเรา พี่รุ่งเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ผิวดูเหมือนคนใต้ที่อยู่ใกล้ๆ ทะเล เป็นคนพูดจาไพเราะ น่าฟังและใจดี ผมและเพื่อนๆ ได้รับความรู้การทำกิจกรรมนักศึกษาซึ่งเป็นพื้นฐานการทำกิจกรรมทางการเมืองจากพี่คนนี้ เมื่อพี่รุ่งเขาเรียนจบแล้วก็ออกไปทำงานหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เคยเป็นโฆษกภาคภาษาไทยของสถานีวิทยุ BBC กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษอยู่ระยะหนึ่ง กลับมาเมืองไทยทำหนังสือและวิทยุในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ) พี่เขาเข้าไปช่วยพิมพ์แถลงการณ์ในนั้น ซึ่งแถลงการณ์ที่พิมพ์แจกกันมีสองภาษา ด้านหนึ่งเป็นภาษาไทย อีกด้านหนึ่งเป็นภาษายาวี เพื่อทำความเข้าใจกับคนที่อ่านภาษาไทยไม่ออกจะได้รู้เรื่องด้วย แต่ข้อความจะตรงกันหรือไม่นั้นสุดความสามารถที่ฉันจะรู้ มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันเข้าไปภายในมัสยิดกับพี่รุ่ง พอจะออกมาเพื่อกลับมหาวิทยาลัยทางเจ้าหน้าที่ของศูนย์พิทักษ์ประชาชนไม่ยอมให้ทุกคนออกจากมัสยิด เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะว่าขณะนั้นเหตุการณ์ข้างนอกมีความตึงเครียดมาก เจ้าหน้าที่ทำการปิดประตูทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ฉันมีความกลัวอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ผู้คนภายในก็วิตกกังวลกันมาก นั่งไม่ติดกันไปตามๆ กัน แต่ด้วยความสามารถของพี่สาวที่รู้จักกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ จึงขอออกมาจนได้ สภาพการประท้วงวันนี้ไม่เหมือนกับวันแรกๆ ที่ย้ายมาอยู่ที่มัสยิด ซึ่งตอนนั้นมีอยู่เฉพาะภายในมัสยิด หรืออย่างมากก็ล้นออกมาแค่นอกรั้วเท่านั้น แต่วันหลังๆ ไม่ได้มีอยู่เพียงนั้น ผู้คนได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ไหลทะลักจากมัสยิดเต็มถนนด้านหน้าจนถึงปั๊มน้ำมัน และมาถึงทางแยกหน้าโรงหนัง นอกจากจะมีการอภิปรายกันภายในมัสยิดแล้วยังมีการอภิปรายกันหน้าปั๊มน้ำมันจุดหนึ่ง ทางแยกหน้าโรงหนังอีกจุดหนึ่ง ส่วนมากเป็นประชาชนที่มาจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ซึ่งมีรถติดเครื่องขยายเสียงมาด้วย ส่วนจะประสานกับศูนย์ฯ หรือไม่ หรือพูดว่าอย่างไรนั้น แน่ล่ะ ฉันไม่สามารถรู้ได้เลย เมื่อออกมาจากมัสยิดได้ฉันก็เข้าใจว่าทำไมทางศูนย์ฯ จึงไม่ยอมให้เราออกมาง่ายๆ บนถนนเกือบทุกสายมีคนเต็มไปหมด มากกว่าวันอื่นๆ ที่ผ่านมา และดูแล้วบรรยากาศจะเครียดมากด้วย ผู้คนที่สะสมความไม่พอใจมาเป็นเวลานานได้รวมตัวกันมากมายแล้วเดินไปหน้าโรงพักที่ตั้งอยู่ริมน้ำ เสียงโห่ร้อง เอะอะโวยวาย ในมือของผู้คนเหล่านั้นแม้ไม่มีปืนเหมือนนักรบในสนามสงคราม แต่ก็มีอ้อยที่หักเป็นท่อนๆ ยาวขนาดแขนเห็นจะได้ ดูสภาพแล้ววันนั้นก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน พวกเขาไปยืนอยู่หน้าโรงพักด้วยท่าทีที่พร้อมจะบุกทำลาย พร้อมที่จะสู้ พร้อมที่จะตาย เวลาผ่านไปไม่มีอะไรโต้ตอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากมีการโต้ตอบในวันนั้นฉันเองไม่อยากนึกเลยว่าสภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไร จากนั้นพวกเขาก็เดินโห่ร้องกลับไปทางมัสยิด ฉันยืนดูอยู่ใกล้ๆ กับที่ทำการไปรษณีย์แล้วกลับเข้ามหาวิทยาลัยด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูกว่าเสียวๆ หรือกลัวๆ กันแน่ ฉันได้เข้าๆ ออกๆ มหาวิทยาลัยกับที่ประท้วงอีกหลายครั้ง ส่วนมากมักจะเป็นกลางวัน กลางคืนไม่ค่อยได้เข้าไป ถ้าไปก็แวะเพียงตลาดเพื่อกินข้าวหรือซื้อขนมแล้วก็กลับ แต่ตลอดเส้นทางที่ขี่จักรยานเข้าออกได้ยินแต่เสียงอภิปรายดังมาจากมัสยิดตลอดเวลา... |