• วานิชสุนทรนนท์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kontrang49@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 126
  • จำนวนผู้ชม : 15355
  • จำนวนผู้โหวต : 34
  • ส่ง msg :
วานิช สุนทรนนท์ นสพ.ฅนตรัง
ความเรียง บทความขนาดสั้น บทกวี
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kontrang49
วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม 2551
“ประท้วงปัตตานี... ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน” ตอน 7
Posted by วานิชสุนทรนนท์ , ผู้อ่าน : 172 , 15:26:31 น.  
พิมพ์หน้านี้


เจ็ด : สัมผัสชนบท

 

                        การประท้วงยิ่งนานวันมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดคล้ายจะไม่มีทางออก ทางศูนย์พิทักษ์ประชาชนก็พยายามหาวิธีการทุกๆ ทางเพื่อเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาล ประกอบกับเป็นช่วงที่สโมสรนักศึกษามีมติหยุดการเรียนการสอนด้วย ผู้มาร่วมเหตุการณ์จึงมากขึ้น ความคิดความเห็นที่มีต่อการประท้วงก็มีมากขึ้น

                        วิธีการหนึ่งที่นับว่าน่าสนใจมากก็คือ ศูนย์พิทักษ์ฯ มีมติให้นักศึกษาออกไปหาชาวบ้านตามชนบท โดยให้นักศึกษาจากทุกๆ มหาวิทยาลัยที่มาร่วมในเหตุการณ์ณได้เข้าร่วมโครงการ วัตถุประสงค์ใหญ่ก็เพื่ออกไปถามความคิดเห็นของชาวบ้านต่อการประท้วง แต่เมื่อไปจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ไปซักถามพูดคุยเพียงอย่างเดียว แต่กลับไปทำในสิ่งที่ฉันกล้าพูดได้ว่าไปปลุกระดมชาวบ้านให้พวกเขามาร่วมประท้วงมากกว่า (ความรู้สึกและเข้าใจแบบนี้ เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว)

 

                        ก่อนที่จะออกไปสัมผัสชาวบ้าน หรือที่เรียกว่าการออกไปสัมผัสชนบท ได้มีการแบ่งกันเป็นกลุ่มๆ หลายกลุ่ม ฉันอยู่ในกลุ่มที่สามด้วยความรู้สึกที่อยากจะไปเป็นอย่างมากทั้งๆ ที่ ไม่รู้เลยว่าไปแล้ว จะทำอะไรกันได้บ้าง

                        ฉันขอวกกลับไปกล่าวถึงเพื่อนผู้หญิงคนนั้นอีกหน่อยนะ เพราะบทนี้ต้องพูดถึงเธอมากขึ้น  หลังจากไปร่วมสัมมนาที่หาดใหญ่แล้ว เฟื่องกับเพื่อนๆ ยังไม่กลับบ้าน เธอเข้าไปนั่งในที่ประชุมด้วย  แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปไหนดี จะกลับบ้านหรือจะไปออกชนบทกับเขาด้วย เพื่อนๆ ของเธอจะไปชนบทขอให้ฉันไปชวนเธอด้วย ฉันเองไม่แนใจหรอกว่าเธอจะเห็นด้วย แต่เมื่อไปพูดไม่กี่คำเธอก็ตอบตกลง ฉันให้เธอมาอยู่กลุ่มเดียวกันเพราะมีเพื่อนๆ ของเธออยู่หลายคนแล้ว ตอนนั้นโดยส่วนตัวแล้วฉันรู้สึกดีใจแทบตาย อ้าว... จริงนะ

                        ก่อนจะออกเดินทาง คืนนั้นมีการสัมมนาของผู้ที่จะออกไปหาชาวบ้านที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย จะสังเกตได้ว่าในช่วงนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เข้าร่วมการประท้วงอย่างสมบูรณ์แล้ว แม้จะด้วยจำนวนคนไม่มากนักก็ตาม

                        ในการสัมมนาเรามีเพื่อนๆ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ และตัวแทนศูนย์ฯ มาพูดแนะนำสภาพหมู่บ้าน ศาสนา วัฒนธรรม และอีกหลายๆ อย่าง เราก็นั่งฟังด้วยความสนใจเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น

                        รายละเอียดของการเดินทางครั้งนั้น ฉันอยากให้อ่านจากบันทึกประจำวันของฉันจะดีกว่า บันทึกนั้นฉันเขียนทุกวันขณะออกเดินอยู่ในชนบทนั่นเอง โดยมากมักจะเขียนตามสุเหร่าต่างๆ ที่ได้แวะพักตอนกลางคืนหลังเสร็จภารกิจประจำวันแล้ว แต่ไม่ใช่จะเป็นเรื่องง่ายๆ นัก เมื่อเราเริ่มเขียนชาวบ้านที่มานั่งคุยด้วยมักจะถามด้วยสีหน้าหรือความรู้สึกที่ฉันเองบอกไม่ถูกว่าเขาสงสัยด้วยไม่รู้จริงๆ หรือว่าด้วยความระแวง ฉันเขียนลงในกระดาษโรเนียว ที่ขอมาจากหัวหน้ากลุ่มด้วยการนอนเขียนเพราะไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ มีแต่แสงจากตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่กลางห้อง หรือไม่บางแห่งก็เป็นเพียงตะเกียงน้ำมันก๊าดสีแดงควันโขมง สำหรับแสงไฟฟ้านั้นเมื่อเข้าถึงชนบทแล้วหายากเต็มที

                        ช่วงที่เราออกไปครั้งนั้น ดินแดนที่เราเดินเท้าเข้าไปอาจจะมีอันตรายได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย โจรการเมืองจากประเทศใกล้เคียง แต่ที่พวกเราเกรงกลัวมากที่สุดกลับเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารของฝ่ายเราเอง ด้านตำรวจมีตั้งแต่ตำรวจภูธรไปจนถึงตำรวจจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ส่วนทหารมีทหารธรรมดาไปจนถึงทหารจากหน่วยนาวิกโยธิน เมื่อเราทำการบันทึกข้อมูลที่ได้จากชาวบ้านเกี่ยวกับความเดือดร้อนทางด้านเศรษฐกิจ หรือการถูกข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่ เราก็เกรงๆ กันว่าเมื่อเดินๆ ไปพบกับเจ้าหน้าที่อาจจะถูกค้นได้ ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการซ่อนกันให้ดี

                        คนอื่นเขาจะใช้วิธีการอย่างไรฉันไม่รู้หรอก แต่เมื่อฉันบันทึกการเดินทางเสร็จในแต่ละคืนแล้ว วันรุ่งขึ้นฉันจะพับกระดาษที่บันทึกข้อมูลแล้วทาบกับปลายขากางเกง จากนั้นก็ม้วนปลายขากางเกงขึ้นมาจนถึงหัวเข่า ไม่เปียก ไม่หาย สบายไป เหมาะสำหรับเดินลุยน้ำลุยโคลนเสียด้วยสิ...

 

วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2518

                        ตื่นราว  7  น. เตรียมของเรียบร้อยแล้วอาบน้ำ ลงไปคอยเฟื่อง (หญิงสาวคนที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น) และแอด (เพื่อนหญิง เป็นเพื่อนสนิทของเฟื่อง คนสงขลา) ใต้หอ 1 ไปกินกาแฟด้วยกัน

                        ราว  8.10  น. ขึ้นรถตุ๊กๆ พร้อมกับเพื่อนๆ นศ.จากหาดใหญ่ในกลุ่มที่ 3 (การออกไปชนบท  มีการแบ่งกลุ่มกันหลายๆ กลุ่ม กลุ่มละประมาณ สิบกว่าคน) ไปสู่ที่ทำการประท้วง (มัสยิดกลางปัตตานี) คอยการออกสู่ชนบท ออกไปซื้อขนมในตลาด แบ่งให้แอดครึ่งหนึ่งเพราะอยู่คนกลุ่มกัน คอยกันอยู่อีกนาน มีล่ามประจำกลุ่มมาคุยและชี้แจงปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ (พวกเราส่วนมากพูดภาษายาวีไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีล่ามแปลประจำกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 3 คน ส่วนมากเป็นนักเรียนนักศึกษามุสลิมภาคใต้ที่ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาร่วมประท้วง ตอนนั้นใช้ชื่อกลุ่มว่า ‘กลุ่มสลาตัน’)

                        รอถึง 12.30 น. จึงมีการอำลาประชาชนที่ทำการประท้วง เรายืนอยู่หลังเฟื่อง มีการพูดอำลาของผู้แทนนักเรียน ผู้แทน นศ. คือ พี่หน่อง (พิธาน พืชมงคล นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ชาวระโนด สงขลา) คำอวยพรจากผู้แทนศาสนา มีการถ่ายรูปกันอย่างมาก เฟื่องพยายามหลบกล้องของนักข่าวเพราะไม่อยากให้ทางบ้านรู้และเป็นห่วง มีการยืนและพูดอำลาประชาชนกันประมาณครึ่งชั่วโมง

                        บ่ายโมงตรงจึงลงจากเวทีอภิปราย รอรถ มีข้าวห่อมาแจก กินกับมือ กินยาควินินจากมือเฟื่อง เดินไปพร้อมกับกลุ่มอื่นๆ ไปขึ้นรถหน้าปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ รถทั้งหมด 4 คัน เรานั่งติดกับเฟื่อง โดยเปลี่ยนรถแต่ละคัน 3 ครั้ง กลุ่มเราและกลุ่ม  5  ไปลาลอ อ.สายบุรี แต่อยู่คนละฟากถนนกัน มีผู้นำทางไป ร.ร.ปอเนาะลาลอ คุยกับเจ้าของบ้านโดยมีล่ามและผู้นำทาง คุยกันอยู่ครู่หนึ่ง โดยมีพี่สุ (สุชาดา เพชรพันธุ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี-ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคมะเร็ง) นงค์ (นัยนา มะเย็ง นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) ไก่ (นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เสียชีวิตในป่าในเวลาต่อมา) ล่ามและผู้นำทาง

                        กลุ่มย่อยของเราเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีการนั่งคุยกับชาวบ้านที่บ้าน เป็นเพียงการคุยผ่านๆ ไปก่อน แล้วค่อยคุยหาข้อมูลละเอียดในวันพรุ่งนี้

                        18.10 น. จึงกลับมาพร้อมกันที่ปากทาง เดินกลับปอเนาะ ผู้หญิงอาบน้ำ 18.40 น. ผู้ชายบางคนอาบน้ำอยู่ข้างนอก เราไม่อาบ

                        19.20 . จึงพร้อมกันเดินไปสุเหร่า คุยกับชาวบ้านครู่หนึ่ง ชาวบ้านซึ่งเตรียมข้าวไว้แล้วก็เอามาเลี้ยงพวกเรา ซึ่งผิดวัตถุประสงค์การมาของเรา เราต้องการกินเหมือนชาวบ้านกินกันธรรมดา เรานั่งกินข้างๆ เฟื่องและผู้หญิงอีก 3 คน กับเพื่อนๆ จากหาดใหญ่อีก 2 คน และชาวบ้าน 1 คน ซึ่งพูดภาษาไทยได้ดี กินข้าวกันจนอิ่ม อร่อยมาก เสร็จแล้วเก็บจาน นั่งคุยกับชาวบ้านคนนั้นต่อ

                        เขาเป็นคนคุยเก่ง คุยถึงปัญหาจากเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าตอนเย็นนี้ก็ยังมีตำรวจ 4 คน มาที่นี่  ถามว่าพวกเราอยู่ที่ไหน ตำรวจไปหาผู้ใหญ่บ้านพูดถึงเรื่องที่พวกเรามา เราคุยกันนาน สนุก ได้รู้ปัญหาของชาวบ้าน นั่งใกล้ๆ เฟื่องตลอดเวลา เฟื่องออกชนบทเป็นครั้งแรก “รู้สึกตื่นเต้น” คุยกันจนถึง 4 ทุ่ม ผู้หญิงจึงกลับไปนอนที่ปอเนาะ เรา ไก่ เป็ด (เพื่อนสนิทของไก่) และน้องๆ ชาวบ้านอีก 3–4 คน เดินไปส่ง เราเดินคุยกับเฟื่องไปจนถึงปอเนาะ พอพวกผู้หญิงขึ้นไปแล้วเราทั้ง 3 คนก็กลับมานอนที่สุเหร่า ซึ่งชาวบ้านยังคงคุยอยู่กับพวกเราบางคน เรากำลังบันทึกเหตุการณ์ในวันนี้แล้วเดี๋ยวจะไปอึสักหน่อย เพราะที่นี่สว่างแล้วไม่มีที่จะอึ เพราะไม่มีส้วมกันเลย สวัสดี...

วันที่  25 ธันวาคม พ.. 2518

                        ตื่น  6  .เศษ  ล้างหน้า  แปรงฟัน  ไม่อาบน้ำ  ประชุมตกลงกันว่าจะอยู่เยี่ยมชาวบ้านลาลออีกครึ่งวัน  ลงจากสุเหร่าแล้วออกไปถึงปากทางเข้า  รู้ว่าผู้หญิงกลุ่ม  5  ซึ่งอยู่ถนนฝั่งตรงข้ามถูกตำรวจพาไปปัตตานี นงค์และพี่สนอง (สนอง อาราเม นักศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่-ปัจจุบันเป็นแพทย์อยู่ในจังหวัดตรัง)  ไปดูมาบอกว่าเป็นญาติกับตำรวจ  ผู้หญิงทั้ง  3  คนกลับหมด  มีผู้ชายตามไปส่งด้วย

                        กินข้าวยำที่ชาวบ้านทำเป็นห่อมาให้ แยกเป็น 3 กลุ่มไปเยี่ยมชาวบ้าน เราอยู่กลุ่มเดียวกับเฟื่อง นงค์ และอามิ (ล่าม) เยี่ยมได้ 4 บ้าน ได้ข้อมูลมาเยอะแยะ เราสนิทกับเฟื่องมากขึ้นอย่างรวดเร็ว บ้านสุดท้ายมีกล้วยมาฝากเราด้วย กลับไปที่ลาลอเกือบบ่ายโมง เพื่อนอีก 2 กลุ่มรออยู่ก่อนแล้ว กลับสุเหร่า ชาวบ้านเตรียมอาหารเลี้ยงเรา กินข้าวแล้วลาชาวบ้าน ออกเดินทางต่อมุ่งสู่สะพานกอตอ สะพานที่นาวิกโยธินนำศพชาวบ้านมาทิ้ง

                        เดินไปได้ครู่หนึ่งก็โบกรถได้ ลงเมื่อเลยสะพานกอตอมานิดหนึ่ง เป็นการข้ามเขตเข้านราธิวาสแล้ว ดูรอยบนสะพาน (สะพานกอตอ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำกอตอซึ่งเป็นเขตแดนระหว่างปัตตานีกับนราธิวาส เป็นสะพานที่ผู้นำการประท้วงบอกว่า รถทหารนำศพชาวบ้านมาทิ้ง ร่องรอยที่เหลืออยู่คือรอยของยางรถที่วิ่งเข้าเบียดกับทางเท้าเป็นดอกยางชนิดดอกใหญ่แบบเดียวกับรถทหาร จีเอ็มซี.) ซื้อสบู่ ไปคอยคนที่อยู่บ้านปากทางเข้า นั่งคุยกับเฟื่อง เดินเข้าสู่หมู่บ้าน ทางลื่น เพื่อนๆ ล้ม  หรือเกือบล้มหลายคน ช่วงนี้เป็นทางเดินไกลพอสมควร ต้องถอดรองเท้าเดิน ถึงสุเหร่าแล้วเอาของเก็บ  แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ออกเยี่ยมชาวบ้านต่อ เรายังคงอยู่กลุ่มเดียวกับเฟื่อง นงค์ และไก่ ฯลฯ หลายบ้านเขาไม่กล้าพูดถึงปัญหา

                        มุ่งเข้าใกล้ภูเขาบูโดไปเรื่อยๆ จนถึง 2 บ้านสุดท้ายก็แยกเป็น 2 กลุ่มอีก กลุ่มเรามีเฟื่อง นงค์ คุยกันครู่ใหญ่ เราเข้าป่าไปถ่าย เก็บดอกไม้มาฝากเฟื่องด้วย ไปพบกับกลุ่มย่อยซึ่งบ้านนี้อยู่ใกล้ภูเขา

                        เริ่มมืดแล้วก็ชวนกันกลับ ชาวบ้านขอให้พวกเราไปพักที่นั่นในวันพรุ่งนี้ พวกเราตกลงแล้วเดินกลับ เราเดินคู่กับเฟื่องตลอดเวลา นำหน้าบ้างตามหลังบ้าง ทางแฉะ ลุยน้ำลุยโคลน มืดมองไม่ค่อยเห็นทาง แต่ไม่มีเสียงบ่นจากปากเฟื่องเลย แค่นี้เราก็ดีใจมากแล้วสำหรับการออกชนบทครั้งแรกของเฟื่อง และในถิ่นอย่างนี้ด้วย

                        กลับถึงสุเหร่ากลุ่มย่อยอื่นๆ กลับถึงหมดแล้ว ชาวบ้านกำลังทำละหมาดอยู่ ล้างหน้า ผู้หญิงอาบน้ำ เราขึ้นมาคุยกับชาวบ้าน ผู้หญิงขึ้นมากินข้าวร่วมกับชาวบ้าน เลิกแล้วคุยกับชาวบ้านต่อ เราอยู่กลุ่มเฟื่องซึ่งคุยกับผู้สูงอายุและเด็ก ไม่ได้ข้อมูลแต่เป็นการผูกมิตรกับชาวบ้าน คุยกันสนุกมาก  เรานั่งใกล้เฟื่อง ฝึกพูดภาษามาเลย์ด้วย ซึ่งได้หลายคำแล้ว

                        คุยกันมากชาวบ้านทยอยกลับเรื่อยๆ คุยกัน ยายที่แต่ไม่ย้ายกลุ่ม ราวเที่ยงคืนผู้หญิงจึงไปนอน เราเตรียมตัวนอนแต่บันทึกไดอารี่ก่อนนอน พรุ่งนี้มุ่งเทือกเขาบูโดซึ่งอันตรายอาจจะมีก็ได้ มีค่ายทหาร นปพ. (เดิมย่อมาจากหน่วยปราบปรามพิเศษ ต่อมาเปลี่ยนเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษ) อยู่ที่นั่น แต่ไม่หวั่นต่ออันตราย ไม่มีอันตรายจากประชาชน แต่สำหรับทหารไม่แน่ ชาวบ้านคนหนึ่งถามว่าเขียนอะไรอยู่ ชาวบ้านที่เหลือก็หันมาดู  เออ... ถ้าพรุ่งนี้ทหารค้นจะทำอย่างไร ไม่เป็นไร... ไม่เป็นไร...

วันที่  26  ธันวาคม พ.ศ. 2518

                        ตื่นราว 7 น. ล้างหน้า แปรงฟัน ไม่อาบน้ำ ประชุมพูดจากันถึงงานที่ผ่านมา พอกินข้าวเสร็จก็เลิกประชุมโดยไม่ได้อะไรเลย อำลาประชาชนบริเวณสุเหร่า เดินทางออกจากสุเหร่า มุ่งสู่เทือกเขาบูโด

                        ตอนเที่ยงแวะที่ปาลูกาแปเราะ ผู้หญิงอยู่ช่วยทำอาหารที่บ้านชาวบ้าน ผู้ชายออกเยี่ยมเยียนชาวบ้าน กินขาวเที่ยงเสร็จแล้วเดินลุยน้ำไปสุเหร่าซึ่งชาวบ้านมารอพวกเราอยู่เต็ม หัวหน้ากลุ่มปราศรัยกับชาวบ้านโดยผ่านพี่เกษม (ล่าม) ผู้ชายคุยกับชาวบ้านบนสุเหร่า ผู้หญิงคุยกับเด็กๆ และแม่บ้านตามใต้ต้นไม้

                        15 น. ออกเดินทางต่อ ครั้งนี้เดินทางไกลมากแต่ก็ใกล้เทือกเขาบูโดเข้าไปทุกที เจอถนนที่รถเข้าได้ เดินเข้าหมู่บ้านยามาปูละ แวะบ้านโต๊ะอีหม่าม เราและพวกผู้หญิงออกเยี่ยมชาวบ้านได้หลายบ้าน พูดคุย ถามทุกข์สุขกัน เห็นรถ นปพ. ด้วย

มืดแล้วกลับบ้านโต๊ะอีหม่าม ผู้หญิงอาบน้ำ ผู้ชายคุยกับชาวบ้าน อาบน้ำเป็นครั้งแรกใน 3วัน กินข้าวในกลุ่มผู้หญิง เสร็จแล้วนั่งคุยกับหมู่เด็กๆ มีเฟื่อง สุ แจ๊ด-ทิพย์ (สองคนหลังก็เป็นเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) ด้วย นพ (นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ชาวปัตตานี) สอนให้เด็กร้องเพลงเพื่อชีวิต ผู้หญิงเขียนบันทึก เราเขียนบทบรรยายได้หนึ่งบท ชาวบ้านยังคงอยู่มากในขณะบันทึก แกนของกลุ่มกำลังถกถึงปัญหาที่ได้รับในวันนี้

 (‘พลังแห่งบูเก๊ะบูโด’ มองย้อนหลังไปแล้วรู้สึกแปร่งๆ กับเรื่องราวที่เพิ่งหัดเขียนในตอนนั้น

บูเก๊ะบูโดอันแข็งแกร่งและเกรียงไกร

บัดนี้…

ข้ามาสยบอยู่แทบเท้าของท่านแล้ว

บูเก๊ะบูโด

รวมพลังเข้าด้วยกันเถิด

พลังของท่านนั้นยิ่งใหญ่นัก

เป็นพลังที่ไม่มีพลังอันใดมาทำลายได้

ไม่ว่าจะเป็นพลังของตำรวจ  ทหาร

หรือผู้ปกครองใดๆ ก็ตาม

มีแต่จะเป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น

ทั้งนี้เพราะท่านเป็นพลังของมหาประชาชน

พลังของมหาประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาชน

รักษาผลประโยชน์ของประชาชน

รวมพลังเข้าด้วยกันเถิด

มหาประชาชนแห่งบูเก๊ะบูโด

แล้วท่านจะเป็นผู้กำชัยชนะในที่สุด)

 

วันที่  27 ธันวาคม  พ.ศ. 2518

                        ตื่นเกือบ 7 . ไม่อาบน้ำ เกือบสองโมงเช้าออกจากบ้านโต๊ะอีหม่ามไปสุเหร่า แล้วเดินต่อไปยังหมู่บ้านวัดเชิงเขา เดินพร้อมกับเฟื่องและพี่สุไปบ้านชาวบ้านวัดเชิงเขาที่มีคนไทยพุทธอยู่มาก บางคนพูดกับชาวบ้านที่ย้ายมาจากนครศรีธรรมราช ไปวัดเชิงเขาซึ่งมีพระอยู่องค์เดียว มีตำรวจ นปพ. อยู่หนึ่งหน่วย มีโรงฝึกทอผ้าของชาวบ้าน (โรงทอผ้าของชาวบ้าน เมื่อทอเสร็จแล้วจะต้องส่งขายให้ส่วนกลางในราคาไม่แพงนัก) เราดูการทอผ้ากับเพื่อง พบ นปพ. ที่เป็นคนตรัง 3 คน เรายืนคุยกัน

                        ช่วยเฟื่องและพี่สุแยกด้ายที่เครื่องทอ คุยกับหมวดสัมพันธ์ วันโททัย (หัวหน้าหน่วย นปพ.) คุยกับ นปพ. จนเซ็ง ลุกไปเข้าห้องส้วมซึ่งหาไม่ได้ง่ายนัก (บ้านมุสลิมในขณะนั้นส่วนมากไม่มีส้วมใช้กัน มักจะเข้าไปถ่ายในป่าเพราะมีความเชื่อว่าหากถ่ายทับกับคนอื่นจะเป็นบาป) ไปคุยกับเฟื่องซึ่งแยกจากการคุยมาอยู่ที่เครื่องทอผ้า

                        11.30 . ออกจากวัดเชิงเขาซึ่งอยู่ใกล้บูโดมาก กลับไปกินข้าวที่สุหร่ายามาปูละ พี่รุ่งกับพี่วุฒิ (ผู้ทำหน้าที่หน่วยประสานงานในการออกสัมผัสชนบทในครั้งนี้ทั้งสองคนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) และเพื่อนอีกคนมาเยี่ยม ต่อมาอีกครู่หนึ่งนักข่าว  นสพ. ไปถ่ายรูปและหาข่าว ออกจากสุเหร่าไปเอากระเป๋าที่บ้านโต๊ะอีหม่าม ออกจากบ้านให้หนังสือการ์ตูนเพื่อนเยาว์ “แด่…เยาวชนแห่งบูโด–นศ.สงขลานครินทร์” เดินทางไกลไปบ้านต้นไทร ข้ามถนนใหญ่ (ลาดยาง) ได้รับการแจกข้าวจากชาวบ้านซึ่งห่อไว้เอาไปแจกคนประท้วงที่มัสยิด

                        เดินต่อมุ่งสู่ปอเนาะเจริญศาสตร์ แวะกินข้าวที่ได้รับแจกกลางทาง เรา เป็ด โก๊ะ (ล่าม) กินครึ่งถุง เฟื่อง พี่สุกินขนม เดินต่อ กินอ้อย แวะศาลาพัฒนา ตำบลปาลูกาสาเมาะ เพื่อนคนอื่นๆ กินข้าว เสร็จแล้วเดินต่ออีกนิดก็ถึงปอเนาะเจริญศาสตร์ เก็บของไว้บ้านน้องชายโต๊ะครู ไปเยี่ยมชาวบ้านกับพี่พล (หัวหน้ากลุ่ม) พี่เต๊ะ (ล่าม) ผู้หญิงยังไม่ไปเพราะคอยนงค์ซึ่งทำละหมาด ผู้ชายอีกกลุ่มก็แยกไป เราไปเยี่ยมชาวบ้านแล้วอ้อมกลับมาปอเนาะ

                        18.20 . อาบน้ำ เพื่อนอีกหลายคนรวมทั้งผู้หญิงมาถึงตอนมืดแล้ว (ทุ่มกว่าๆ) ผู้หญิงอาบน้ำ เราเอนนอนที่ม้ายาวหลับไปราวสิบนาที ตื่นมาอ่านหนังสือ

                        เกือบสองทุ่มเดินไปปอเนาะพร้อมเพื่อนๆ เดินไปกับเฟื่อง ตกลงจะกลับบ้านวันที่ 29 ตอนเที่ยง ถึงปอเนาะแล้วแยกส่วนผู้หญิง ผู้ชาย คุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านทำละหมาด กินข้าว เสร็จแล้วแยกกลุ่มคุยกับชาวบ้าน จะถามทุกข์สุขของชาวบ้าน ล่ามก็รู้ใจ ถามเสียก่อนแล้ว เซ็ง ง่วง

                        23 . กว่าๆ นอนเล่นๆ แต่หลับจริงๆ ไปราวสิบนาที พี่เขามาปลุกให้ไปนอนซึ่งมีหมอน ผ้าห่ม อะไรเรียบร้อย ไฟฟ้า น้ำประปา จะนอนแล้วคิดถึงกลุ่มผู้หญิงไม่รู้นอนที่ไหน แต่มีคนบอกว่าไปนอนที่บ้านน้องชายโต๊ะครู คนอื่นคงไม่เป็นห่วงเพราะมาคนละทิศละทาง แต่เรามาด้วยกันเป็นห่วง หลับหลังเที่ยงคืน (บันทึกเสร็จเวลา 16.23 . 28 .. 18)

วันที่  28 ธันวาคม พ.. 2518

                        ตื่นตั้งแต่ 5 . เพราะเขาจะใช้สถานที่ทำละหมาด เดินไปบ้านน้องโต๊ะครู (หมอประจำตำบล) บ้านยังไม่เปิด ล้อเล่นกับเพื่อนหน้าอาคาร ประตูบ้านเปิด จึงได้ล้างหน้า แปรงฟันและถ่าย พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นสาดแสงส่องไปทั่ว เขียนบรรยาย “พระอาทิตย์ประชาชน” ที่ย้อนไปอ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองจะดุและไร้เดียงสาเอามากๆ...

(พระอาทิตย์ขึ้นสูงมากแล้ว

                        ฉายแสงไปยังวัตถุสีเขียว กากี และสีสูทสว่างจ้า

                        แต่หาใช่ว่ามันจะสว่างตลอดไปไม่

                        สักวันหนึ่งพระอาทิตย์จะแตกดับ

                        วันนั้นวัตถุสีเขียว กากี และสีสูทจะถูกทำลาย

                        วันนั้นพระอาทิตย์ดวงใหม่ที่ใหญ่กว่าจะสว่างขึ้นมาแทน

07.15 น.  28 ธ.ค. 2518)

เขาเรียกไปกินข้าวยำ เสร็จแล้วลาชาวบ้านเดินทางต่อมุ่งสู่บ้านโคกนิบง เดินคู่กับเฟื่อง พี่สุ  เป็ด ลุยน้ำ น้ำเชี่ยวพอประมาณ ยังคงเดินจับกลุ่มกันถึงกิ่งอำเภอไม้แก่น ฝากของไว้บ้านกำนันแล้วออกไปเยี่ยมชาวบ้าน เราอยู่กลุ่มเดียวกับเฟื่องและพี่สุ ฯลฯ และไปคุยกับนาวิกโยธินที่วัดสารวัน  เป็ดไปเล่นปืนของยาม คุยกับผู้หมวดซึ่งพูดกวนตีนอยู่มากๆ

                        12.20 . ออกจากที่นั่นสู่บ้านกำนัน กินข้าวที่ศาลาใกล้บ้านกำนันปลักแตน เสร็จแล้วคุยกับชาวบ้าน ครู่หนึ่งออกเดินต่อ ผู้หญิงระหองระแหงกับหัวหน้ากลุ่ม เราพูดจึงออกเดินทางต่อกับเฟื่อง พี่สุ เป็ด นงค์ เดินแวะบ้านชาวบ้าน ให้ยาแก่คนป่วยตามที่ช่วยได้ เดินต่อไป ฝนตกโปรยๆ เฟื่องกางร่มกับพี่สุ นงค์ตกไปอยู่ข้างหลัง เรากับเป็ดตากฝนนิดๆ ข้ามน้ำอีกแห่งหนึ่ง ฝนตก พี่เซ็มและโซะ (ล่าม) บอกให้พักก่อน

พักที่บ้านหลังหนึ่ง พี่ชาวบ้านผู้หญิงชวนไปกินน้ำชาที่บ้าน ไปถึงเขาก่อไฟต้มน้ำร้อน เราก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ เฟื่องเข้าไปช่วยทำน้ำชา (หวาน) กินเสร็จแล้วนั่งคุยกันต่อ คุยกันเรื่องอดีตบางเรื่อง ออกเดินทางต่อสู่ถนนเล็กๆ เข้าสู่มัสยิดและปอเนาะโคกนิบงวิทยา พรรคพวกมาถึงกันหมดแล้ว คุยกับเฟื่อง พี่สุ นิดหนึ่งก็นอนหลับใต้ต้นมะพร้าวกับเป็ดราวสิบนาที

                        ตื่นแล้วเดินเล่นหยอกเด็กๆ เฟื่องกับพี่สุคุยกับชาวบ้านอยู่ หัวค่ำพี่วิสูตร (เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นคนมีความสามารถสูงมากในการประสานงานระหว่างมหาวิทยาลัยนักศึกษา เสียชีวิตแล้วด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์) และ พี่เอี้ยน (นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ชาวปัตตานี) มาจากปัตตานี เอาหนังสือพิมพ์มาด้วย เดินไปกินข้าว กินแบบบุฟเฟ่ต์ เสร็จแล้วชาวบ้านมากินต่อ เขาพยายามยกให้เราเป็นเจ้านายเกินไป เด็กๆ ไม่ค่อยกล้าพูดนัก หัวหน้าปราศรัย บรรยากาศเซ็งมาก พี่วิสูตรขึ้นพูด เขาบอกว่าล่ามแปลไม่ตรงและฝอยมากไป ชวนเฟื่อง พี่สุ เป็ด กลับบ้าน ดูหนังสือพิมพ์ซึ่งมีรูปที่ถ่ายหน้ามัสยิดวันก่อนมาด้วย เห็นเรา ทองทิพย์ คนอื่นๆ ไม่เห็น เพราะมัวแต่หลบกล้องโดยเฉพาะเฟื่องและพี่สุ

                        เดินกลับไปคุยกับชาวบ้าน เซ็ง กลับมาบ้านคนเดียว แต่หลายคนไม่ไปคุยกับชาวบ้าน เราเดินกลับไปอีก กลับพร้อมเฟื่อง พี่สุ เป็ด แต่เฟื่องกับพี่สุแยกไปนอนในห้องผู้หญิง เราเขียนบันทึก  ผู้ชายนอนและอ่านหนังสือพิมพ์ มีนงค์อ่านอยู่คนหนึ่งด้วย อ่านด้วยตะเกียงเจ้าพายุ พรุ่งนี้จะเดินทางกลับ เฟื่องกับพี่สุรู้สึกจะดีใจมาก (โดยเฉพาะเฟื่อง) ซึ่งก็น่าเห็นใจสำหรับคนที่ไม่เคยห่างจากตัวเมืองแต่ต้องมาเหยียบน้ำ เหยียบโคลนขี้วัว ขี้ควายอย่างนี้ เราเห็นใจเฟื่องมาก (23.56 .)

วันที่  29 ธันวาคม พ.. 2518

                        ตื่นราว 6 . เข้าป่า แปรงฟัน อาบน้ำ เฟื่องเดินเข้ามาแต่ก็เดินกลับ ยิ้มๆ อากาศหนาวมาก เสร็จแล้วอ่านหนังสือพิมพ์ คุยกับพี่สุและเฟื่องเกี่ยวกับเรื่องหนัง หนังสือพิมพ์ เรื่องที่จะกลับบ้าน เฟื่องบอกว่าหัวใจไปถึงบ้านแล้ว เฟื่องและพี่สุไปช่วยทำอาหารเช้า ราว 9 . จึงกินข้าวแบบตักใส่ข้างจาน เรากินสองจาน (เฟื่องก็สองจาน) เสร็จแล้วแกนของกลุ่มและ พี่วิสูตรคุยกับชาวบ้าน เราคุยกับเฟื่องและพี่สุ

                        09.30 . ออกเดินทางต่อ ตอนแรกเดินเหมือนจะแข่งกัน เราเดินกับเฟื่องเพียงสองคน คุยกัน “ผมดีใจมากที่เฟื่องมาที่แบบนี้ได้” เฟื่องยิ้ม เดินคุยจนเดินตามทันกลุ่มข้างหน้าซึ่งลดความเร็วลงจนเดินตามปกติ แต่กลุ่มที่ตามหลังเรามามีอีกหลายคน หยุดแวะลาชาวบ้านที่ปลักแตน ซื้อขนม เฟื่องช่วยหยิบใส่กระเป๋าด้วย พี่สุซื้อลูกอม เดินต่อไป

                        กลุ่มผู้หญิง เรา เป็ด หยุดเยี่ยมบ้านหนึ่ง เราจึงรั้งท้ายขบวน ออกเดินทางต่อ เล๊ะ (ล่าม) คอยกลุ่มเราอยู่ เดินทางต่อ เฟื่องท่าทางอิดโรยมากแต่ยังเดินเคียงข้างเราไปเสมอ “เฟื่องดูต้นไม้นั่นสิมันมีคู่ทุกต้นเลย” “ฮือ… ต้นอะไรไม่รู้นะ” เดินไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกเหนื่อยมาก เฟื่องเหนื่อยจนหน้าคล้ำ เราจะถือกระเป๋าให้ก็ไม่ยอม เฟื่องคงรู้ว่าเราก็เหนื่อยเหมือนกัน เดินไป บางครั้งก็ร้องเพลงเพื่อชีวิตออกมา ปลุกใจบ้าง เดินเคียงกันเสมอตลอดทาง จนกลุ่มเราไปสมทบกับกลุ่มข้างหน้า ซึ่งถึงถนนใหญ่ตรงสะพานกอตอแล้ว แวะที่ศาลาเล็กๆ เฟื่องให้ขนมโก๋เราอีกหนึ่งอัน เฟื่องคงเหนื่อยมาก

                        รวมกลุ่มได้หมดแล้วเดินขึ้นสะพานกอตอ โบกรถบรรทุกสิบล้อซึ่งมุ่งสู่ปัตตานี ขึ้นรถ  เฟื่องและผู้หญิงขึ้นยากหน่อยแต่ก็ขึ้นจนได้ รถออกจากสะพานกอตอราว 11.30 . เฟื่องและผู้หญิงนั่งอยู่ตอนในของรถ หลายคนนั่ง เรายืนอยู่ทางหลังของรถ บรรยากาศบนรถสนุกมาก เฮฮาร้องเพลงกัน โดยเฉพาะโอ๊ะ (ล่าม) กับพี่พล

                                                ระยะทางจากสะพานกอตอถึงปัตตานีหลายกิโล บนรถเฟื่องหันมายิ้มกับเราหลายต่อหลายครั้ง  ซึ่งก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่คืนสัมมนาแล้ว (มีการสัมมนากันก่อนออกสัมผัสชนบทที่โรงอาหารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่) รถถึงปัตตานีแล้วเดินเข้าสู่มัสยิดซึ่งกลุ่มคนที่มาประท้วงยังคงมากอยู่ ยืนจับกลุ่มกันครู่หนึ่งก็กลับ จับมือกับล่ามซึ่งก็เป็นเพื่อนหลายคน บางคนบอกว่าจะไปร่วมสัมมนาสรุปผลตอนหัวค่ำ

                         กลับมหาวิทยาลัยนั่งรถติดกับเฟื่อง 13.30 . ลงหน้าร้านน้าแผ้ว (ร้านอาหารของเอกชนภายในมหาวิทยาลัยต่อมาเปลี่ยนเป็นร้านของบ่อทองและปัจจุบัน-พ.ศ.2525 เป็นร้านของอาแป๊ะ) กินข้าว ผู้หญิงเลี้ยงเรา (เป็ด ไก่ ด้วย) เดินกลับหอ แยกกับเฟื่องที่หอ เรากลับหอแล้วช่วยบริการเพื่อนในบางสิ่งบางอย่าง

                        14.40 . นอน ตื่นราว 16.50 . อาบน้ำแล้วลงไปหอ 1 นงค์ พี่สุกำลังสรุปข้อมูล เฟื่องอยู่ด้วย แอดก็กลับมาแล้ว เราไปปลุกเป็ดซึ่งกำลังนอนอยู่และเราก็ลงมาหอ 1 สรุปข้อมูลกับเฟื่อง เราบอกให้เฟื่องจด เป็ดลงมาจากหอ เดินไปกินข้าวด้วยกันพร้อมเฟื่อง พี่สุ นงค์ เป็ด ไก่ เสร็จแล้วเดินไปตึก เอวี. ให้เฟื่องจดข้อมูลต่อ

     เล๊ะ เต๊ะ (ล่าม) และเพื่อนที่เป็นล่ามอีกสองคนมาสมทบ เดินไปโรงอาหารซึ่งเพื่อนจากหาดใหญ่หลายคนมาใหม่เพื่อจะไปสัมผัสชนบทโดยสับเปลี่ยนกับกลุ่มที่ไปแล้วซึ่งจะไปทำการเคาะประตูชาวบ้านแทน (การออกพบปะชาวบ้านโดยการพูดคุยสอบถามความเห็นหาข้อมูลถึงบ้านที่อาศัย) แต่เรา เฟื่อง พี่สุ และ ฯลฯ จะกลับบ้าน กลุ่มเราแยกกลุ่มสัมมนาสรุปผลนิดหนึ่งพี่หน่องก็เข้าประชุมทั้งหมด ให้พี่ประยูร (พี่ประยูร อัครบวร ขณะนั้นทำงาน “แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” ปัจจุบันนี้-พ.ศ.2551 เป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เป็นวิทยากร พูดเรื่อง  “นักศึกษากับการพัฒนาชนบท” พูดได้ดีมาก จบแล้วคณบดีเข้ามา พี่หน่องพูดว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยนี้ถูกควบคุมโดย กอ.รมน. คณบดีเข้ามาพูด พี่หน่องคงตัดรำคาญจึงยกมือไหว้ขอโทษ

                        อธิการบดีเข้ามากับพี่วิสูตร เขายังคงต้องการรายชื่อผู้ที่ออกชนบท อ้างว่าต้องการรับผิดชอบ (แต่ให้ตายสิ… นักศึกษาจากหาดใหญ่มา หาที่นอนยากเหลือเกิน) พี่วิสูตรเข้ามากับอาจารย์ก็จริงแต่พี่แกเป็นตัวแทนนักศึกษาที่แท้จริง

                        ประชุมใหญ่เลิกแล้ว กลุ่ม 3 และ 4 ก็แยกกลุ่มสัมมนาสรุปผล โดยมีคนมาใหม่เข้าร่วมฟังด้วย เนื่องจากกลุ่ม 3 ไม่มีการสรุปข้อมูลแต่ละวันเลยเมื่อมาสรุปเอาตอนนี้เลยเละเทะกันใหญ่ นอกประเด็นกันอยู่เรื่อย เราจึงกลายเป็นคนควบคุมเกมไปในตัว กลุ่ม 4 เลิกไปนานแล้วแต่เรายังไม่เลิก  น่าเห็นใจเฟื่องซึ่งหน้าตาบอกว่าง่วงตั้งแต่เริ่มสัมมนา (22.05 .) สรุปเอาอย่างคร่าวๆ และเลิกเอาตอนตี 1 พอดี เรา เฟื่อง และ ฯลฯ กลับหอ พร้อมด้วยล่าม นพ พรุ่งนี้ราวเที่ยงจะกลับบ้านพร้อมกันกับเฟื่อง พี่สุ เป็ด ไก่

                        กลับหอ ห้องเราเพื่อนๆ นอนกันเต็มอยู่แล้วจึงพาเพื่อนจากหาดใหญ่ นพ ล่ามไปนอนห้องนอง (ทำนอง บุญสัก เพื่อนสนิท-ล่าสุด นอง บุญสัก เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะนอ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ถูกผู้ก่อการร้ายลอบยิงจนเสียชีวิต เมื่อวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม 2550 ขณะขับรถไปรับภรรยาที่สอนอยู่อีกโรงเรียนหนึ่ง-กรุณาย้อนกลับไปอ่าน บท ‘ลางสังหรณ์... ที่ไม่เคยเชื่อ ไม่อยากให้เป็นจริง แต่...’ ก่อนหน้านี้) หลายคน เรากลับไปนอนที่ห้อง ตี 2 แล้วยังไม่หลับ แต่ก็หลับจนได้… (บันทึกเสร็จ 20.25 . 30 .. 18

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
idtha วันที่ : 06/06/2008 เวลา : 02.53 น.
http://www.oknation.net/blog/idtharaman

ยาวมากนะตาโอด น่าสงสารพี่สะเดาเอ๊ย!พี่เฟื่อง โดนเกาะแจทุกตอน เขาคงรำคาญ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน