• วานิชสุนทรนนท์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kontrang49@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 203
  • จำนวนผู้ชม : 23544
  • จำนวนผู้โหวต : 100
  • ส่ง msg :
วานิช สุนทรนนท์ นสพ.ฅนตรัง
ความเรียง บทความขนาดสั้น บทกวี
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kontrang49
วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม 2551
“ประท้วงปัตตานี... ความทรงจำที่เริ่มจะลางเลือน” ตอน 8
Posted by วานิชสุนทรนนท์ , ผู้อ่าน : 182 , 15:28:31 น.  
พิมพ์หน้านี้


แปด : วันเวลาที่ล่วงเลย

                        การจัดคนออกสัมผัสชนบทของศูนย์พิทักษ์ประชาชนไม่ได้มีเพียงรุ่นเดียวที่ฉันไปเท่านั้น  เมื่อพวกฉันกลับมาแล้วก็มีอีกกลุ่มหนึ่งรออยู่ที่มหาวิทยาลัยแล้ว คืนนั้นมีการสัมมนากับกลุ่มใหม่ที่จะเข้าไปอีก จากนั้นวันรุ่งขึ้นฉันก็กลับบ้าน แต่อยู่ได้ไม่กี่วันก็กลับไปปัตตานีอีก

                        เหตุการณ์ที่มัสยิดยังมีการประท้วงอยู่เหมือนเดิม แต่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นนำไปสู่สภาพที่น่าหวาดเสียวมาก คือเมื่อมีคนมาชุมนุมกันมากๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ปะปนเข้ามาด้วย มีทหารคนหนึ่งอยู่ในที่ประท้วงหน้ามัสยิดในตอนกลางคืนจะเมาหรือเปล่าฉันไม่รู้ แต่ทหารคนนี้ถูกแทงตายในที่นั้นโดยไม่สามารถจับมือใครดมได้ เพราะมีมือมากเกินไป จึงเหมาเอาว่า ผู้ที่มาประท้วงทั้งหมดนั่นแหละเป็นคนฆ่าทหารของชาติตาย นี่… ความรู้สึกของฝ่ายทหารนะ

                        จะเป็นเพราะอะไรทหารคนนี้จึงถูกฆ่า หรือเป็นเพราะใครสร้างสถานการณ์ขึ้นมาฉันเองไม่สามารถรู้ได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทางทหารได้อาศัยเหตุการณ์นี้โต้กลับการประท้วงอย่างได้ผล อย่างน้อยก็โวยวายว่าคนของรัฐถูกฆ่าตาย เออ… ผลัดกันตายบ้างอย่างนี้จึงจะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นบ้าง

                        เหตุการณ์ที่ฉันแน่ใจว่าการตายของทหารคนนี้เป็นเรื่องการเมือง หรือนำไปรับใช้การเมืองก็คือโดยปกติแล้วฉันไม่เคยเห็นการแห่ศพทหารเข้ามาในตัวเมืองเลย การตั้งศพครั้งนี้ตั้งที่ค่ายทหารบ่อทองห่างจากตัวเมืองหลายกิโล แต่พอถึงวันเผาศพกลับแห่ขบวนเข้ามาในเมือง เข้าไปในขณะที่ในเมืองมีฝูงชนทำการประท้วงอยู่ และกำลังจะถึงจุดเดือดอยู่แล้วด้วย

                        ตอนที่มีการแห่ศพทหารเข้าเมือง วันนั้นฉันกำลังเดินอยู่ในเมืองกับเพื่อนๆ มีรถหุ้มเกราะนำขบวนศพสองคัน รถจี๊ป ตามด้วยรถบรรทุกศพและรถหุ้มเกราะอีกสองคัน และแล้วรายการพิเศษก็เกิดขึ้น

                        ทหารคนหนึ่งยศอะไรไม่รู้เพราะแต่งตัวไม่เรียบร้อยลงจากรถมาวิ่งไล่ประชาชนบนท้องถนนบริเวณหน้าโรงหนังศรีเมือง วันนั้นไม่มีการชุมนุมกันบริเวณดังกล่าว แกวิ่งไม่ได้วิ่งเปล่าๆ นะแกถือระเบิดมือลูกหนึ่งแล้วทำท่าจะขว้างเข้าหากลุ่มคนด้วย คนก็วิ่งหนีกันใหญ่ คนที่นั่งในรถโดยสารคอยให้รถออก แกวิ่งเข้าไปแล้วทุบหน้ารถคันนั้นโครมๆๆ คนวิ่งลงหมดเลย ต่อมาแกก็วิ่งไปอีกทาง ฉันและเพื่อนๆ จะเดินไปขึ้นรถกลับมหาวิทยาลัย พอได้ยินเสียงวิ่งพร้อมกับเสียงร้องดังมาจากขางหลัง “มาอีกแล้วๆ” พวกเราก็วิ่งเข้าไปหลบในร้านค้าร้านหนึ่ง เจ้าของร้านรีบปิดประตู เหล็ก พวกเราแง้มดูด้วยใจเต้นตึ๊กๆ อยู่ตั้งนาน

                        เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้วพวกเราออกมาจากร้านกลับหัวเราะกันสนุกสนาน ต่างว่าหน้าของอีกฝ่ายหนึ่งซีดเลยดูสิ โถ... ใครจะกล้าหาญกับระเบิดแบบนั้นได้ง่ายๆ ตอนนั้นฉันคิดว่าทหารเป็นบ้า เสียใจที่เพื่อนตาย ฉันคิดว่าน่าจะยิงทิ้งเสียเลยเพราะอาจจะเป็นอันตรายกับคนอื่นๆ แต่ต่อมาฉันคิดว่าไม่ใช่ นั่นเป็นเทคนิคทางการเมืองต่างหาก การทำลายขวัญของประชาชนเป็นเรื่องของการเมืองที่เกิดจากความคิดและการวางแผนของฝ่ายทหาร ถ้าหากทหารคนนั้นบ้าจริงๆ ขบวนแห่ศพที่เวียนรอบตลาดจะต้องทำอย่างไรอย่างหนึ่งไปแล้ว ใครจะไปรู้ได้คนบ้าอาจจะขว้างระเบิดเข้าหาพวกเดียวกันก็ได้ แต่ขบวนทั้งหมดเฉยๆ ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด เวียนตลาดแล้วก็กลับ ทหารคนนั้นก็หายไปด้วย

                        การทำงานของฉันและเพื่อนๆ เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้มาชุมนุมยังไม่ได้หมดไปเรายังจับกลุ่มกันอยู่ที่ห้องหนังสือนางนวลหอ 4 เหมือนเดิม บางวันเราก็เข้าไปดูการประท้วง บางวันเราก็ติดไปกับรถที่ไปรับเพื่อนๆ น้องๆ ที่กลับมาจากชนบท…

                        เย็นวันนั้นแสงแดดหลบหายไปหลังเขาแล้ว อากาศบนหลังคารถคันเล็กเย็นจนจมูกชื้น ลมแรงจนหายใจไม่ทัน รถบึ่งจากแว้งกลับเข้าสู่ปัตตานีผ่านผู้คนที่ยืนรอรถอยู่ริมทางเป็นจุดๆ พวกเขารอรถเข้าไปร่วมการประท้วง

                        เสียงเพลง “สู้เข้าไปอย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่ รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม” ดังขึ้นมาจากในรถแล้วประสานเสียงไปกับคนที่อยู่ข้างบน

                        ฉันนั่งอยู่บนหลังคารถคันนั้นด้วย ลมแรงตีปกเสื้อปะทะคอเสียงดังเปรี๊ยะๆ พอเจ็บๆ คันๆ เส้นขนบนแขนลุกชันด้วยความหนาวเย็น รถแล่นด้วยความเร็วสูงมากมาตลอดทางเข้าตัวเมืองปัตตานี เสียงจากมัสยิดกลางยังคงดังอยู่อย่างสม่ำเสมอเหมือนกับหลายวันมาแล้วด้วยภาษายาวีที่ฉนฟังไม่รู้เรื่องเลย ผู้คนพลุกพล่านในตัวเมืองเป็นคนที่ดูง่ายๆ ว่าเข้ามาจากชนบท

                        รถเลี้ยวเข้ามหาวิทยาลัย ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเดิม เมื่อเช้าอยู่อย่างไร ตอนนี้ก็อยู่อย่างนั้นเหมือนกับก่อนที่ฉันนั่งรถไปรับเพื่อนๆ กลับจากสัมผัสชนบท พบปะชาวบ้านที่อำเภอแว้ง แต่ในความเป็นปกตินี้กำลังมีอะไรที่เคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ และพร้อมที่จะครึกโครมเมื่อมีโอกาส

                        ฉันและเพื่อนๆ ก้าวลงจากรถ เอามือปัดแต่งผมเผ้าที่โดนลมพัดตีจนกระเซิงให้พอเข้ารูปทรง บิดตัวสะบัดแขนขาพอหายเมื่อยแล้วเดินเกาะกลุ่มกันกลับเข้าหอพัก เพื่อนๆ ผู้หญิงเข้าหอพักที่ใกล้กว่า พวกเราผู้ชายเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว

                        “เดี๋ยวพบกันที่ c. Room นะ” เพื่อนๆ บอกแก่กันก่อนแยกย้ายกันเข้าหอพักว่าหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยพบกันที่ห้องโถงชั้นลางของหอ 4 หรือห้องหนังสือของกลุ่มอิสระนางนวลนั่นเอง

                        เมื่อมีคนมาอยู่รวมกันมากๆ ภายในมหาวิทยาลัยก็ย่อมก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้เหมือนกัน อย่างน้อยที่สุดก็ปัญหาที่พัก มีนักศึกษาจากสถาบันอื่นหลายคนไม่มีที่พัก บางคนต้องไปอาศัยบ้านเพื่อนๆ ข้างนอกนอนกัน รวมทั้งกลุ่ม “โดมทักษิณ” จากธรรมศาสตร์ก็เช่นกัน

                        นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่วิทยาเขตหาดใหญ่พักที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย พวกเขามากันอย่างมากมายแล้วก็นอนกันที่นั่น นอกจากนักศึกษาหญิงที่อาจจะขอนอนกับเพื่อนๆ ที่หอพักได้บ้าง

                        นอกจากปัญหาที่พักแล้วก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งกันในเรื่องส่วนตัวซึ่งเกือบจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างวิทยาเขตกันอยู่แล้ว แน่ละนี่เป็นเรื่องของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่มีสองวิทยาเขต เดิมมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ปัตตานีเพียงแห่งเดียว ตอนหลังย้ายไปขยายตัวที่หาดใหญ่ แต่การขยายตัวและความเจริญต่างๆ มีอย่างรวดเร็ว มีทุกอย่างพร้อม อาคารเรียน หอพักพอกับจำนวนนักศึกษาจนก้าวหน้ากว่าวิทยาเขตปัตตานีมาก จนก่อให้เกิดความน้อยใจกับนักศึกษาปัตตานีที่ด้อยกว่านักศึกษาหาดใหญ่

                        เมื่อพูดกันในระดับตัวบุคคลเวลาที่นักศึกษาทั้งสองวิทยาเขตได้พบกัน นักศึกษาบางคนบางคณะของวิทยาเขตหาดใหญ่ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์จะมีการแสดงออกในเชิงข่มนักศึกษาปัตตานี โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับนักศึกษาหญิง สิ่งเหล่านี้บางทีนำไปสู่ปัญหาการชกต่อยกัน  ทะเลาะวิวาทกันเนืองๆ แม้แต่การแข่งขันกีฬาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีก็ตาม

                        ความรู้สึกแบบนี้มีการถ่ายทอดสู่นักศึกษารุ่นหลังๆ กันหลายคนเหมือนกัน ความน้อยใจในเรื่องความไม่พร้อม ความไม่เจริญเท่าเทียมกันนั้นมีอยู่แล้วในความรู้สึกของนักศึกษาวิทยาเขตปัตตานีเกือบทุกคน เมื่อรุ่นพี่ๆ ถ่ายทอดความชิงชังเหล่านี้ให้ การแสดงออกในบางครั้งจึงเกิดขึ้นในลักษณะก้าวร้าว

                        ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงการประท้วงครั้งนั้น คืนหนึ่งฉันและเพื่อนๆ ซึ่งรวมทั้งเพื่อนๆ จากวิทยาเขตหาดใหญ่ด้วยกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ห้องนางนวล ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหอพักชาย พอลุกออกไปดูจึงเห็นนักศึกษาชายถืออาวุธที่หักมาจากโต๊ะ เก้าอี้  มากมายหลายคนกำลังมุ่งไปทางโรงอาหารที่นักศึกษาจากหาดใหญ่พักอยู่ แต่เพราะอะไรไม่รู้ไม่มีการตะลุมบอนกันมีแต่นักศึกษาปัตตานีคนหนึ่งเอาเท้าพาดก้านคอนักศึกษาคนหนึ่งจากหาดใหญ่เท่านั้น โทษฐานมาจีบผู้หญิงปัตตานีโดยไม่เกรงใจเจ้าที่

                        เพื่อนของฉันคนหนึ่งมีนิสัยเรียบร้อยจนเกือบจะเป็นผู้หญิงก็ว่าได้เดินถือไม้ตามหลังพวกนั้นออกมาด้วย ฉันเข้าไปถามยิ้มๆ “ชัยเลิศนายจะเอาไม้ไปให้เขาตีหรือ” (นายชัยเลิศ กิจประเสริฐ-ต๋อย จบการศึกษาแล้วเป็นอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มอ.ปัตตานี ปัจจุบัน-ปี2551 เสียชีวิตแล้ว) แกก็ยิ้มเขินๆ พอสวย “ไม่รู้เหมือนกันก็พี่เขาบอกให้ถือไม้แล้ววิ่งตามมานี่แหล่ะ” คืนนั้นการทำงานที่ห้องนางนวลต้องเลิกไปกลางคัน แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงแค่นั้น...

                       นักศึกษากลุ่มที่ก่อเรื่องได้ออกกฎอัยการศึกให้นักศึกษาที่มาจากหาดใหญ่ออกจากวิทยาเขตปัตตานีภายในเที่ยงวันพรุ่งนี้โดยไม่มีเงื่อนไข นักศึกษาจากหาดใหญ่ไม่อยากบ้าด้วยจึงยอมออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่คืนนั้น ฉันเห็นใจเพื่อนๆ มากแต่ไม่รู้จะทำอะไรได้ และไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุการณ์คืนนั้นจะเป็นเรื่องที่นักศึกษาก่อขึ้นเองหรือมีตีนที่สามเข้ามายุ่งด้วย

          สำหรับเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้ฉันพบรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ก่อเรื่องในคืนนั้น เราได้คุยกัน “พี่ทำไปเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของผู้หญิงปัตตานี” ส่วนหนึ่งอาจจะถูกต้อง แต่อาจจะเป็นเรื่องที่ชวนหัวถ้าเขาได้ยินจากปากของนักศึกษาหญิงรุ่นน้องคนหนึ่งที่ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนั้น เมื่อเวลาล่วงเลยมาแล้ว “ของๆ ฉันนี่จะสึกหรออย่างไรก็ของฉัน” หากเขาได้ยินอาจจะบ้าไปตลอดชีวิต แต่ฉันเองยังงงๆ ว่าที่ว่าสึกหรอน่ะศักดิ์ศรีหรืออะไร

                        เหตุการณ์เกี่ยวกับความขัดแย้งของนักศึกษาระหว่างวิทยาเขตยังมีต่อมาอีกเรื่อยๆ จนค่อยๆ ลดลงเมื่อมีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงการประท้วงครั้งนั้นหรือการแข่งขันกีฬาในสมัยต่อๆ มาในปัจจุบันฉันไม่อาจทราบได้ เข้าใจว่าเรื่องเช่นนี้คงหมดไปแล้ว

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
idtha วันที่ : 06/06/2008 เวลา : 03.05 น.
http://www.oknation.net/blog/idtharaman

เป็นประสบการณ์ที่ดี การทำกิจกรรมตอนเป็นนักศึกษานั้นจะทำให้เราได้ฝึกฝนการใช้ชีวิตมากขึ้น เป็นวัยแสวงหาและพี่ก็โชคดีที่ได้กอบโกยสิ่งดีๆเหล่านั้นไว้เยอะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน