พิมพ์หน้านี้
|
สัปดาห์ที่แล้ว ผมไปกรุงเทพฯมาครับ... วันพุธที่ 26 มีนาคม ผมหิ้วกระเป๋าสีดำใบเดิมขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ ความจริงตอนแรกผมจองตั๋วเดินทางไว้เป็นวันที่ 24 เพื่อจะกลับมาเตรียมปิดเล่มหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ในวันที่ 27 มีนาคม แต่พอมีเหตุบางอย่าง คือ (แฮ่ม...) พันธมิตรเขานัดสัมมนากัน 28 ผมก็ลองไปเปลี่ยนตั๋วดู ปรากฏว่าได้เดินทางจริงวันพุธ และเพิ่งกลับมาถึงเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 30 ดังนั้น หากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้จะออกช้าไปกว่ากำหนดสักวันสองวัน ท่านผู้อ่านก็ไม่ต้องไปโทษใครอื่นหรอกครับ ขาไปเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างจะราบรื่น ผมนั่งใกล้ๆ กับลูกและหลานของพุฒ ล้อเหล็ก (เป็นหลานชายตัวเล็กๆ ที่น่ารัก ช่างพูด ชื่อ แมนยูฯ ส่วนหลานสาว เชลซี ไม่ได้มาในเที่ยวนี้ด้วย) และนักมวยเด็กคนหนึ่งของค่าย ล้อเหล็กยิมฯ ที่กำลังจะขึ้นไปชกในเวทีแถบชานกรุง ผมถึงบ้านพบลูกชายทั้งสองคน ทักทายกันไม่กี่คำตามประสาหนุ่มๆ (อิ อิ) ไม่นานก็สะพายกระเป๋าใบเล็กคู่กายออกไปงานแรกคือ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินค่อนข้างจะคล่องตัวขึ้นกว่าปีก่อนๆ ที่หลงแล้วหลงอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหาช่องทางขึ้น ที่โผล่ทีไรก็ผิดทุกที ปลายทางที่สถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คนลงที่นี่มากมายหลายร้อยคนจนต้องเบียดเสียดกันทั้งบนทางเดิน ทางขึ้นบันไดเลื่อน พอย่างเข้าไปยังบริเวณงานก็ยิ่งหนาแน่นไปด้วยผู้คน ผมไปเดินวนเวียนในงานหนังสือเช่นนี้อยู่สามวันติดต่อกัน ได้หนังสือทั้งใหม่และเก่ามาหลายเล่ม แปลกที่ปีนี้นักเขียนดังๆ ไม่ค่อยจะมาปรากฏตัวให้ตื่นเต้นมากนัก นอกจากวันสุดท้ายก่อนกลับบ้านที่ผมไปอีกครั้งเพื่อซื้อหนังสือออกใหม่และขอลายเซ็นของนักเขียนในดวงใจ... อาจารย์ ตอนบ่ายแก่ๆ ของวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม ผมไปโผล่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมสังเกตการณ์งานสัมมนา ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งใจจะเข้าไปร่วมรับฟังในหอประชุมใหญ่เพื่อให้ได้เห็นบรรยากาศทุกอย่างที่ใกล้ชิด แต่ไม่สามารถเข้าได้เพราะยังไม่ทันถึงสี่โมงเย็นหอประชุมที่จุคนได้มากถึงสี่-ห้าพันคนก็เต็มแน่นเอี้ยดเสียแล้ว ผมกับอาจารย์ วันที่ 29 มีนาคม ผมเดินทางกลับด้วยรถด่วนตรังโดยการโหนรถไฟฟ้าใต้ดินจากแถวๆ ลาดพร้าวไปดักขึ้นรถไฟบ้านเราที่สถานีบางซื่อ พบนักมวยเด็กคนเดิมที่บอกว่าคู่ชกถอนตัวและกำลังจะขึ้นรถไฟกลับบ้านเช่นกัน พอขึ้นรถได้คนโดยสารในตู้เดียวกันก็สงสัย สอบถามกันว่า เขาเปิดแอร์กันหรือยัง เพราะอากาศร้อนอบอ้าวเหลือเกิน ปรากฏว่าแอร์เสียต้องใช้เวลาซ่อมอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง เมื่อเครื่องปรับอากาศทำงานก็เริ่มเย็น แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แอร์ไม่ยอมตัดเลย คืนนั้นจึงหนาวที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมา จนต้องควักเสื้อที่ใส่แล้วเหม็นๆ มาสวมทับเข้าอีกตัวหนึ่ง ตื่นมาน้ำดื่มที่เหลืออยู่ในขวดเย็นพอๆ กับเพิ่งหยิบออกมาจากตู้เย็น ขณะที่หลายคนตื่นมาด่ารถไฟกันโขมงโฉงเฉง พอดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมานั่นแหละจึงพากันมานั่งตากแดดให้เริ่มอุ่น เห็น ผู้ตรวจรถไฟ คณะหนึ่งขึ้นมาเดินตรวจตราห้องน้ำของตู้รถจากญี่ปุ่นตู้นี้ที่มักจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นส้วมขนาดหนัก ผมเดินตามไปสังเกตการณ์ด้วย เพราะเขียนถึงเรื่องนี้มาหลายครั้ง เขาคนนั้นบอกว่า ถ้าส้วมเก็บอุจจาระแบบญี่ปุ่นยังมีปัญหาส่งกลิ่นอยู่ต่อไป ก็จะสั่งให้ปล่อยขี้ลงบนรางคู่ขนานเหมือนตู้อื่นๆ ซะ ก็สิ้นเรื่อง ไชโย! เห็นไหม... ใครบอกว่าคนไทยคิดไม่เป็น... (บทบรรณาธิการ นสพ.ฅนตรัง วันที่ 1-15 เมษายน 2551) |