พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องไร้สาระของคนอยากเขียนหนังสือคนหนึ่ง ตอนแรก
เช้าแล้ว... ผมไม่แน่ใจว่าตอนที่เริ่มรู้สึกตัวครั้งแรกนั้น เป็นเพราะแสงที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง หรือจะเป็นเพราะเสียงของเพื่อนบ้าน หรือเสียงร้องจากเจ้า หมูทอง หมาของบ้านเพื่อนกันแน่ การกลับขึ้นมานอนในห้องนอนชั้นบนทำให้ผมตื่นเช้าในเวลาปกติที่มักจะเป็นคือ 6 โมงครึ่ง หรือไม่ก็ไม่เกิน 7 โมง ทั้งนี้เพราะแสงสว่างจากนอกโลกที่ทำงานไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่รอใคร ไม่ว่าผมจะนอนดึกแค่ไหน หรือขี้เกียจจนอยากจะนอนต่ออีกสักนิดอย่างไร ยิ่งเนิ่นนานแสงจะยิ่งแผดจ้าเข้ามาในห้องมากและแรงขึ้น จนยากที่ทู้ซี้นอนต่อไปได้ ต่างกันลิบลับกับการนอนหลับไปง่ายๆ อยู่หน้าทีวีข้างล่าง ที่นั่น เมื่อปิดม่านหน้าต่างแล้ว กว่าจะรู้สึกตัวจากแสงที่เล็ดรอดเข้าไปทางช่องกระจกเหนือบานประตูก็ปาเข้าไป 8 โมงครึ่งแล้ว อีกอย่างหนึ่งชั้นล่างค่อนข้างจะเงียบเชียบกว่าข้างบน ยากที่เสียงของเพื่อนบ้านจะแทรกเข้าไปได้... พวกเขานอนตั้งแต่หัวค่ำแล้วตื่นเช้ามาเตรียมตัวไปทำงาน หรือไม่ก็ออกมานั่งพูดคุย ที่บางทีถึงขั้นตะโกนเรียกหากันให้ดังโหวกเหวก ไม่สนใจว่าใครจะยังต้องนอนต่อเพราะเพิ่งหลับไปก่อนที่พวกเขาจะลุกขึ้นมาเพียงไม่นาน อันนี้ไม่นับเสียงของเจ้า หมูทอง สุนัขพันธุ์บางแก้ว กับแม่ของมันที่เจ้าของขังไว้ตัวละกรงติดกัน จะส่งเสียงโหยหวนกวนจะออกมาเยี่ยวมาขี้ตั้งแต่ตี 5 ครึ่งของทุกวัน แต่ช่วงนั้นจะดีหน่อยก็ตรงดวงอาทิตย์ยังไม่มาทำงานแถวนี้ พอเสียงหมาสงบลงผมก็พอจะหลับต่อไปได้อีกสักพักหนึ่ง เช้าแล้ว... ผมจำต้องค่อยๆ ลืมตาขึ้นดูโลกวันนี้ แสงอาทิตย์ดวงเดิมสาดแสงแรงเหลือเกินแม้เวลาของนาฬิกาตรงพื้นปลายเตียงจะเพิ่งบอกเลข 6 ไปได้ไม่เท่าไหร่นัก ผมรีบคว้าหมอนข้างบางๆ มาปิดตาไว้อีกครั้ง กะจะนอนต่ออีกสักนิด แต่ไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้แล้ว เพราะพอเปิดตาแล้ว ความรู้สึกก็ตื่น หูก็รับฟังเสียงนกกรงหัวจุกข้างบ้าน เสียงหมาในกรงขัง เสียงไก่ชนเพื่อนบ้านถัดไป เสียงรถเครื่อง รถยนต์วิ่งออกจากบ้าน เมื่อฝืนปิดตาอยู่ได้ไม่นาน ผมก็ต้องขยับตัวลุกขึ้นนั่งอยู่อีกพักหนึ่ง ทบทวนวันเวลาที่ผ่านไปเมื่อวาน เมื่อคืน และเรื่องราวของวันนี้ ที่ไม่มีอะไรเร่งด่วน จากนั้นก็ลุกเดินไปคว้าขวดน้ำขึ้นซดไปหลายอึก ใครไม่รู้เคยบอกว่า ตื่นเช้ามาให้กินน้ำเข้าไปเยอะๆ ก่อนจะแปรงฟันเพื่อชะล้างขี้ปาก ขี้ฟัน เอ๊ย... บักเตรี ที่เป็นประโยชน์บางตัวลงไปในกระเพาะด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จอย่างไร แต่เออ... กินน้ำมากๆ ก็ดีอยู่แล้วเนาะ อย่างน้อยๆ ก็ช่วยในการระบาย ถ่ายท้อง และทำให้เช้าที่งัวเงียเริ่มจะสดชื่นขึ้น ก่อนจะเข้าห้องน้ำ ทุกวันผมต้องลงไปเปิดทีวีให้เสียงดังๆ ขึ้นมาถึงข้างบน ให้เสียงดังเป็นเพื่อน นั่งระบายทุกข์ที่สะสมมาจากเมื่อวานไปพลาง รับฟังการรายงานข่าวการบ้านการเมืองไปพลาง จริงๆ นะ นักการเมืองที่ส่งเสียงด่าว่าผู้คนอย่างไม่หยุดหย่อน จนผมแยกไม่ออกว่า คนเป็นนักการเมืองมานานระดับนี้ที่ต้องให้สัมภาษณ์ไปด่าไปทุกๆ ครั้ง กับเสียงเห่าหอน และร้องโหยหวนของหมาสองตัวแม่ลูก อันไหนจะน่าฟังกว่า และบางทีผมก็คิดบ้าๆ ขึ้นมา ถ้าแก้ปัญหาน่ารำคาญคนพวกนี้ง่ายๆ ด้วยวิธีกดชักโครกให้มันหายไปจากชีวิตเราได้ ผมก็จะรีบทำ เหมือนกับวันอื่นๆ วันนี้ผมล้างหน้า แปรงฟัน แต่ไม่อาบน้ำ แต่งตัวง่ายๆ ในชุดกางเกงขาสั้นตัวเดิม ใส่เสื้อยืดคอปกยัดชายเสื้อไว้ในกางเกงนิดหน่อยแล้วสวมรองเท้าสานออกจากบ้าน เจ้าบ๊อก หมาตัวเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนร่วมบ้านลุกขึ้นบิดขี้เกียจส่งเสียงทักทายเบาๆ ผมก็ส่งเสียงที่คล้ายกันออกไปบ้าง เราทั้งสองต่างทำในสิ่งที่ราวจะรายงานต่อกันว่า ยังอยู่... ผ่านไปอีกคืนที่ยังไม่ตาย... พอเปิดประตูรั้วหน้าบ้านออกไป เจ้าบ๊อก ก็แจ้นออกไปนั่งยองๆ ฉี่แล้วขี้อยู่ตรงหน้าบ้านเพื่อน (ให้ผมต้องรีบออกไปโกยใส่ต้นมะละกอเหมือนที่ทำอยู่วันละสองสามรอบ) จากนั้นก็ขยับรถเครื่องเพื่อไปกินกาแฟร้านประจำที่หน้าตลาด ก่อนที่จะกลับเข้ามาเขียนหนังสือ... (นสพ.บินหลา ไทม์ วันที่ 1-15 เมษายน 2551)
|