พิมพ์หน้านี้
|
นับวันผมจะมีหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านมากขึ้นทุกวันๆ... ตั้งแต่ย่างเข้าปี 2551 มาเพียง 3 เดือนเศษ ผมซื้อหนังสือใหม่แล้วร่วมๆ 30 เล่ม ในจำนวนนี้ที่อ่านจบแล้วจริงๆ มีเพียงเล่มเดียว คือ คนโซ หรือ Hunger ของ Knut Hamsun นวนิยาย ผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบล พ.ศ. 2463 ที่แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง ความหมายของคำว่าหนังสือใหม่ จึงรวมถึงหนังสือบางเล่มที่เขียน หรือพิมพ์มานานแล้ว ทั้งนี้ ผมอาจจะซื้อเล่มที่พิมพ์ครั้งล่าสุด หรือไม่ก็เล่มที่ผมยังไม่มี จึงขออนุญาตสรุปไว้เป็นเบื้องต้นตรงนี้ก่อนว่า หนังสือใหม่สำหรับผมหมายรวมถึงหนังสือทุกเล่มที่ผมยังไม่ได้อ่าน ผมซื้อหนังสือเล่มแรกของปีนี้หลังวันขึ้นปีใหม่ได้แค่ไม่กี่วัน ต่อมาเป็นช่วงที่ขึ้นไปกรุงเทพฯก่อนปลายเดือนมกราคม จากนั้นพอถึงปลายเดือนจริงๆ ก็มากว้านซื้อหนังสือลดราคาจากงาน มหกรรมหนังสือภาคใต้ ซึ่งจัดเป็นปีที่สอง ที่อาคารอเนกประสงค์ของเทศบาลนครตรัง ต่อมาก็ซื้อบางเล่มในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ที่เป็นหอบเป็นถุงก็ตอนขึ้นไปงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 36 ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ฯ เมื่อปลายเดือนที่เพิ่งผ่านมา ที่บอกเล่ามานี้ มิได้จะมาอวดอ้างใดๆ แต่กำลังจะบอกว่า การซื้อหนังสือจำนวนมากๆ เป็นเรื่องที่ดีเสมอ แต่หากได้มาแล้วไม่บริโภคด้วยการอ่านอันเป็นสิ่งสุนทรียภาพที่มนุษย์ควรมีแล้ว ก็น่าจะไม่เป็นประโยชน์นัก ขอพูดกลับไปกลับมาให้เวียนหัวเล่นอีกทีก็คือ การนับสถิติหรือจำนวนของคนอ่านในเมืองไทยด้วยยอดจำหน่ายหนังสือจึงไม่น่าจะถูกต้องลงตัวนัก อย่างน้อยๆ ก็ยังมีอีกหนึ่งคนล่ะที่ซื้อมาแล้วยังกองอยู่เป็นภูเขาเลากา อย่างไรก็ตาม แม้งานการทำ หนังสือพิมพ์ฅนตรัง กว่าสองปีที่ผ่านมาจะแย่งเวลาในการอ่านหนังสือของผมไปค่อนข้างมาก (รวมทั้งขโมยเวลาในการคิด ความตั้งใจให้นิ่ง สงบ เพื่อจะได้เขียนอะไรดีๆ ออกมาบ้าง) แต่ผมก็ยังต้องการเห็นคนบ้านเราหันมานิยมการอ่านหนังสือกันมากขึ้น แม้การผลักดันการอ่านให้เป็น วาระแห่งชาติ จะเป็นความตั้งใจดีๆ ที่ยังอยู่ไกลตัวเพราะนักการเมืองผู้มีโอกาสและอำนาจทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นจะยังคิดไม่ค่อยได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผมก็ยังทู่ซี้หวังดีอยู่ว่า สักวันหนึ่ง คนไทย รวมทั้งคนบ้านเรา จะอ่านกันจนเป็นหนอน... หนังสือ ผมเคยบอกเล่าไปครั้งหนึ่งว่า งาน มหกรรมหนังสือภาคใต้ ที่อาคารอเนกประสงค์ฯ ในครั้งที่ผ่านมา ผู้จัดงานซึ่งเป็นชาวหาดใหญ่ เขาคุยกับผมเมื่อกลับไปเริ่มจัดงานที่ มอ.ว่า ยอดขายทั้งหมดในเวลา 6 วันที่จังหวัดตรัง สูงถึง 2 ล้านต้นๆ ตัวเลขเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งในด้านการทำธุรกิจที่แทบจะไม่มีการลงทุนอะไรมากมายนัก นอกจากการให้สำนักพิมพ์ต่างๆ นำหนังสือมาวางๆ กองๆ ลดราคานิดหน่อยถึงปานกลาง อ้อ... มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอีกครึ่งเดือน เท่านี้คนก็แห่กันเข้ามาแล้ว ปรากฏการณ์เช่นนี้ได้บอกเล่าให้เห็นบางสิ่งบางอย่างว่า คนตรังมีรสนิยมในการอ่าน มีความต้องการหนังสือที่สูงมาก แต่ที่ผ่านมาหนังสือมักจะมีราคาที่ค่อนข้างแพง พอมีคนมาลดราคาเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็เลยชวนกันมาอุดหนุนมากมายอย่างที่เห็น ผมเคยเสนอพรรคพวกบางรายที่เปิดร้านจำหน่ายหนังสือในจังหวัดตรังว่า น่าจะหันมาคิดถึงการจัดงานในลักษณะที่คล้ายๆ กันนี้บ้าง แต่อาจจะเพิ่มกิจกรรมด้วยการเชิญนักเขียน หรือให้นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมได้มากๆ ในช่วงเวลาสักกลางปี คือเว้นว่างจากเดือนมกราคมที่มีคนจากหาดใหญ่มาจัดแล้ว สัก 6 เดือน ก็น่าจะตกในเดือนกรกฎาคม หรือสิงหาคม ผมเชื่อว่า จะเป็นแรงหนุนให้คนบ้านเราได้มีโอกาสอ่านหนังสือมากขึ้นอีก เชื่อไหมว่า กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการเพาะพันธุ์ หนอนหนังสือ ให้กลับมาเป็น ลูกค้าประจำ ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี จากนั้น เราก็จะมีหนอนฯ ยั้วเยี้ย เต็มบ้านเต็มเมือง...บรื๋ออออ... (หนังสือพิมพ์รักษ์ตรัง วันที่ 16-30 เมษายน 2551) |