พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องไร้สาระของคนอยากเขียนหนังสือคนหนึ่ง ตอนสอง
เขียนหนังสือใครว่าง่าย... หลายวัน หรือหลายครั้งที่ผมรู้สึกตัน คือไม่รู้จะเขียนอะไร เปล่าหรอก... ไม่ได้เป็นเพราะเขียนไปหมดแล้ว แหม... เพราะโลกใบใหญ่ใบนี้ หรือจักรวาลอันกว้างไกล และเอกภพที่ไม่มีวันจบสิ้นแห่งขอบเขต ใครบังอาจกล่าวอ้างว่าได้เขียนอะไรออกไปหมดแล้ว ถ้าไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า ก็คงจะเป็นคนไม่สบาย วันนี้ก็เช่นกัน... ยามแดดบ่ายปลายเดือนเมษาฯ จู่ๆ ฝนก็เทลงมา แล้วก็หยุด เทลงมาแล้วก็หยุด ดินหน้าบ้านคายไอร้อนไหลลอดผ่านบานประตูมุ้งลวดเข้ามาจนถึงที่ผมนอนเอกเขนกอยู่หน้าโทรทัศน์ ร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด ไอดินหรือ... ผมลืมสนิทไปเสียแล้วว่า หน้าบ้านหลังนี้เป็นถนนคอนกรีต ไม่มีดิน ในตลาด หรือในเมืองแบบนี้หาดินให้ได้กลิ่นไอยากแล้วเต็มที ยากพอกับที่บางวันเช่นนี้ ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรสักตัว สักบรรทัด สักหน้า... ให้ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง... วันนี้... บรรณาธิการเธอโทรศัพท์มาทวงสองรอบแล้ว ผมบอกว่ายังไม่ได้เขียนเลย อีกครั้งหลังก็ยังคงพูดง่ายเหมือนเดิมว่า ยังไม่ได้เขียนเลย แต่ในใจแล้ว บอกตรงๆ ว่าผมเริ่มไม่สบายใจ ความรับผิดชอบของคนเป็น บ.ก.หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ผมเข้าใจ และรู้รสชาติดีอยู่แล้ว เพราะผมเองก็ต้องทำหน้าที่อันนั้นอยู่อีกฉบับหนึ่ง ลึกซึ้งถึงความเกรงใจต่อคนเขียนประจำ หรือคอลัมนิสต์ได้ดี การรับบทความ หรืองานเขียนของใครต่อใครที่อยากเขียนเหมือนๆ กันกับเรา แต่เมื่องานของเขาได้รับการตีพิมพ์แล้ว กลับไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ให้ได้เลยนั้น ย่อมก่อเกิดและเพาะเพิ่มความเกรงใจให้เราอย่างไม่มีขอบขีดจำกัด แม้เขาจะส่งงานครั้งต่อไปมาล่าช้าเพียงไร เราก็ต้องรอ เหมือนที่ผมตอบเธอไปอย่างง่ายๆ คล้ายๆ จะไม่รับผิดชอบ แต่ผมรู้และเข้าใจดีว่า เธอคงจะเริ่มมีความเครียด หรืออย่างน้อยๆ ก็ความกังวลเข้ามาเยี่ยมเยือนบ้างแล้ว เพราะหนังสือพิมพ์ย่อมมีเงื่อนไขของวันเวลาที่จะต้องวางแผงเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ แต่อีกนั่นแหละ... บางทีมันคิดไม่ออกเอาเสียเลยจริงๆ นะว่าเราจะเริ่มต้นตรงไหนดี ความจริงแล้ว ผมก็เขียนหนังสือ โดยเฉพาะบทความ หรือความเรียงมาค่อนข้างจะยาวนาน แต่ระยะหลังๆ มานี้ ผมไม่ค่อยจะได้เดินทางไปไหนต่อไหน เพื่อให้ข้อมูลหลั่งไหลเข้ามาเก็บฝากไว้ในส่วนของความจำบ่อยครั้งนัก อีกอย่างหนึ่ง การทำหนังสือพิมพ์เป็นของตัวเอง การเขียน การนั่งอยู่กับที่มาก ๆ นานๆ ย่อมจะไม่ได้ต่อปากต่อความกับใครนักเช่นกัน แล้วจะนำเรื่องราวจากไหนมาเริ่มเล่าใครๆ เขา ฝนขาดเม็ดไปสักพักหนึ่งแล้ว ผมเปิดประตูเดินออกไปนอกบ้าน สาวน้อย... ลูกของเพื่อนบ้านยกมือสวัสดีทักทาย ผมไม่เห็นเธอเสียนาน เธอบอกกลับมาได้หลายวัน ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์แล้ว จากมหาวิทยาลัยในอีกจังหวัดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก กำลังจะขึ้นปีสองค่ะ บางทีเวลาที่ผันผ่านพ้นไปวันๆ เราก็หลงลืมเด็กข้างบ้านไปที่ละคนๆ คล้ายๆ กัน เอาเข้าจริงๆ แล้ว วันเวลาที่ว่า มิได้จากไปกับความว่างเปล่า เพราะได้พกพาเอาความหมายของจำนวนหลักบอกระยะทางแห่งชีวิตติดตัวไปด้วยเสมอ ท้องฟ้าในทิศทางของตะวันตก แสงอาทิตย์แผดแรงราวจะอวดศักดาก่อนบอกลาพุ่มป่าฟากฝั่งถนนด้านนั้นไป เพื่อค่ำคืนจะกลับมาเริ่มทำหน้าที่เยี่ยมเยือน กล่อมขับให้ผู้คนแถวนี้ได้หลับ พักผ่อน ฟากตะวันออก ฟ้าส่งดวงจันทร์ขึ้นสิบสองค่ำให้ผุดโผล่พ้นยอดยาง สว่างขาวอยู่ไกล แสนไกล... น้องโบว์ สาวน้อยวัยมหาวิทยาลัยปีสอง เดินตามมาทักทาย เจ้าบ๊อก หมาตัวเดียวของบ้านผมตรงหน้าประตู ลุงโอด... มันจับโบว์ไม่ได้... หมามันแก่แล้วล่ะลูก ปีนี้ก็อายุย่างเข้าสิบปีแล้ว สายตามันไม่ค่อยจะดีอย่างนี้แหละ กับลุง เอง เวลากลับมาจากข้างนอกบางทีมันก็ต้องเข้ามาดมๆ ก่อนจึงจะนึกออก... ผมบอกเธอตามที่เคยรู้มาว่า ถ้าอยากจะเปรียบเทียบอายุหมากับคน ให้นำเลข 7 ไปคูณอายุของหมา นี่ถ้าเป็นคน ก็จะมีอายุย่าง 70 แล้ว โบว์ต้องเรียกมันว่ายายด้วยซ้ำไป... เธอหัวเราะกิ๊ก เข้าไปลูบหัว เจ้าบ๊อก อยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับไปบ้านที่อยู่ถัดไปเกือบสิบหลังในทิศทางปากซอย ผมกลับเข้าบ้าน... เริ่มต้นคิดอย่างเอาจริงเอาจังอีกครั้งหนึ่งว่า จะเขียนอะไรให้บรรณาธิการเธอดีนะ...
(นสพ.บินหลา ไทม์ วันที่ 16-30 เมษายน 2551)
|