พิมพ์หน้านี้
|
ความน่าจะเป็นสวยงาม ที่ยังมาไม่ถึง เมื่อวานผมขับรถเข้าเมืองหลังเที่ยงแล้ว... พอขับออกมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง น้องคนหนึ่งก็โทรศัพท์มาหา เธอรีบถามทันทีที่ผมรับสายว่า ตอนนี้อยู่ในเมืองไหม ให้มาช่วยทำข่าวหน่อย ขณะนี้กลุ่มของเธอ... ผมหมายถึงองค์กรที่เธอทำงานอยู่ด้วย เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ได้นัดชาวบ้านให้มารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์พระยารัษฎาฯ เพื่อจะเคลื่อนขบวนไปยังหน้าศาลากลางจังหวัด ผมบอกว่า รู้แล้ว... กำลังขับรถเข้าไป ครั้งแรกดูเหมือนเธอจะแปลกใจที่ผมรู้มาก่อน เพราะในระยะหลังๆ มานี้ เธอ... ผู้คล้ายจะทำหน้าที่คอยประสานงาน แจ้งข่าวของกลุ่มชาวบ้านแก่ผู้สื่อข่าว มักจะระมัดระวังในการบอกกล่าวความเคลื่อนไหวมากขึ้น ผมขับรถไปถึงอนุสาวรีย์ฯ ขบวนของชาวบ้านเริ่มเคลื่อนออกไปแล้ว แต่ยังเห็นท้ายขบวนอยู่ไวๆ ผมจึงค่อยๆ ขับรถตามไป จนตีคู่ขนานไปกับแถวของพวกเขาได้ ขณะที่ขับรถก็หยิบกล้องถ่ายรูปจากกระเป๋าที่วางอยู่บนเบาะข้างๆ ถ่ายรูปไปด้วย จนเกือบจะถึงบริเวณสามแยกใกล้ๆ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ผมก็เร่งความเร็วเพื่อให้ทันสัญญาณไฟเขียวที่เหลืออยู่ไม่ถึงสิบวินาที พลันที่จะขับผ่านพ้นสัญญาณไฟ ซึ่งเป็นบริเวณที่หัวขบวนพร้อมริ้วทิวธงเดินอยู่ ผมก็ต้องเบรกรถกะทันหัน เพราะมีรถเครื่องคันหนึ่งเลี้ยวมาจากไหนไม่รู้มาจอดขวางหน้าไว้ คนในหัวขบวนชี้บอกให้เห็นรถของผม ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่า น่าจะเป็นคนจากกลุ่มเดียวกัน แต่ชาวบ้านคนที่ขี่รถเครื่องกลับไม่ยอมหลบ และทำท่าทาง ชี้โบ๊ชี้เบ๊ให้ผมต้องขับอ้อมรถของเขาไปทางขวา ซึ่งเป็นเวลาที่รถจากถนนเพลินพิทักษ์ได้สัญญาณไฟเขียวออกมาพอดี... ผมแวะเข้าห้องน้ำและกินข้าวเที่ยงที่ห้างสิริบรรณ ออกมาฟ้าข้างนอกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เพราะก่อนจะเข้าไปแดดจ้า พอกลับออกมากลายเป็นฝนลงหนัก ผมวิ่งออกจากห้างฯ ไปขึ้นรถที่จอดเสียไกล ไปถึงหน้าศาลากลาง ขณะวนหาที่จอดจึงเห็นว่ากลุ่มของชาวบ้านได้ขึ้นไปรวมตัวอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าตัวอาคารเรียบร้อยแล้ว ผมวิ่งฝ่าฝนเม็ดหนาที่ลงหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตาเข้าไปยังหน้ามุกของศาลากลาง ซึ่งแน่นหนาไปด้วยกลุ่มของผู้ชุมนุมจนแทบจะหาทางเดินเข้าออกไม่ได้ ที่หน้าประตูทางเข้า มีนักข่าวยืนออทำหน้าที่กันอยู่หลายคน นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อส. และข้าราชการทั้งระดับสูง ระดับกลาง หลายคน ยืนเตรียมความพร้อมกันอยู่ แต่บรรยากาศไม่ถึงกับจะตึงเครียดอะไรมากนัก ข้าราชการระดับค่อนข้างสูงท่านหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการรับผิดชอบยืนอยู่ตรงเชิงบันได พอเห็นผมเขารีบลากมือเข้าไปยังภายในตัวอาคาร พวกมันต้องการอะไรอีก ปีที่แล้วที่ยกกันมาชุมนุมข้ามวันข้ามคืนที่นี่ก็ได้ประชุมกัน ทำข้อตกลงกัน ทางจังหวัดก็ได้ประสานงานให้พวกมันได้ขึ้นไปกรุงเทพฯเพื่อเจรจากับรัฐมนตรีแล้ว นี่ถ้ามันยืดเยื้อจะกันให้ไปอยู่ในเต็นท์ริมถนน ให้รถข้างหน้าแล่นทางเดียวไปก่อน เดี๋ยวถ้าเจรจากันไม่รู้เรื่องก็จะให้ อส.ซึ่งเตรียมกระบองมาไว้แล้ว ลุยเลย... ฝนซาจนขาดเม็ดไปสักราวๆ ห้าโมงเย็นแล้ว ผมยืนอยู่ตรงช่องประตูเล็กทางเข้าตัวอาคาร ตัวแทนกลุ่มชาวบ้านประมาณสิบคนกำลังเดินขึ้นไปเริ่มเจรจากับตัวแทนของจังหวัด ผมเดินออกมาจากที่นั่น ตอนที่โฆษกบนเวทีเล็กๆ เหนือรถกระบะบอกให้แม่บ้านเริ่มหาทำเลเหมาะๆ เพื่อเตรียมอาหารการกินสำหรับมื้อเย็น ขณะที่ขับรถกลับบ้าน ผมคิดถึงเหตุการณ์วันนี้ไปหลายๆ ประเด็น แต่โดยสรุปก็คล้ายๆ กับที่ผมได้พูดกับน้องตำรวจคนหนึ่งในห้องประชาสัมพันธ์จังหวัด ตอนที่เข้าไปนั่งพัก ว่า เป็นเรื่องของสิทธิและหน้าที่ ขั้นพื้นฐาน นั่นคือเป็น สิทธิ ของชาวบ้าน เมื่อมีปัญหา ใครจะผิด จะถูก เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เขามี สิทธิ ที่จะเรียกหาคนแก้ แต่ต้องด้วยความละเมียดละไม ไม่กระทบสิทธิของผู้อื่น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับใดก็ตามย่อมมี หน้าที่ ในการเข้าทำการช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างไม่หงุดหงิดรำคาญ... ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วที่ผมยังไม่เห็นความน่าจะเป็นที่สวยงามจากปรากฏการณ์เหล่านี้... (นสพ.รักษ์ตรัง วันที่ 1-15 พ.ค. 2551) |