พิมพ์หน้านี้
|
บ้านรกๆ ของคนรักหนังสือ บ้านผมรกไปด้วยหนังสือ... ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่เป็นแบบนี้ ไม่ต้องย้อนลึกไปถึงวันเวลาที่พ่อยังอยู่ ว่าวันนั้นพวกเราลูกๆ ทั้งสามคนจะเห็นหนังสือเล่มหนาอยู่ในตู้กระจกของพ่อมากมายขนาดไหน แค่เริ่มต้นนับตอนที่ไปเรียนปริญญาตรีที่ปัตตานีก็พอแล้ว ปีนั้น นอกจากผมจะเข้ากลุ่มเข้าพวกกับ คนบ้ากิจกรรม แล้ว ยังวนเวียนอยู่กับเพื่อนคอเดียวกันที่รักๆ ชอบๆ กับการอ่านหนังสืออีกด้วย จำไม่ได้แล้วว่า สมัยนั้นพวกเราเอาหนังสือมากมายมาจากไหน แต่มากพอที่จะเปิดเป็นห้องหนังสือให้เพื่อนๆ เข้ามาอ่านหรือหยิบยืมไปตามหอพักต่างๆ ได้ แม้ ห้องหนังสือนางนวล ใต้หอพักนักศึกษาหญิง จะขรึมขลังไปด้วยภาพของเจ้าของลัทธิฝ่ายซ้ายหลายๆ คน อย่างเช่น มาร์กซ์, เลนิน, เหมาเจ๋อตง ฯลฯ จนพวก หัวอ่อน ไม่กล้าเข้า แต่นับเป็นเรื่องสนุกสนานที่ได้พบปะพูดคุยกับพวกที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิพิเศษของคนรักหนังสือที่ได้อยู่ใต้หอพักสาวๆ จนถึงดึกดื่น... ค่ำคืนที่ต้องฝังใจ และทำให้ คนบ้าหนังสือ ต้องมีน้ำตาหยดหยาดชนิดไม่ขาดสาย ก็คือ คืน 6 ตุลาคม 2519 ที่เกิดการปราบปราม เข่นฆ่านักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกเราอยู่ไกลจากเหตุการณ์จนสุดแดน ตอนแรกๆ ก็ไม่รู้อะไรเป็นอะไรมากมายนัก แต่เพื่อนๆ หลายคนต้องรีบมาสุมหัวกันที่ห้องหนังสือกันอย่างเคร่งเครียด วาระเร่งด่วนขณะนั้นก็คือ เมื่อเกิดเหตุร้ายเช่นนั้น บ้านเมืองพลิกผันจากประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว มาเป็นเผด็จการอีกครั้งในทันที เราจะทำอย่างไรดีกับหนังสือบางเล่มที่ล่อแหลมว่าจะไม่ปลอดภัยสำหรับการครอบครองไว้ต่อไป ซึ่งในที่สุด เราต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากจะทำ คืนนั้น... ทุกคนช่วยกันเก็บหนังสือส่วนหนึ่งใส่ลงในถุงพลาสติกแบบหนาขนาดใหญ่จำนวนหลายถุง จากนั้นก็ขนกันไปโยนลงน้ำหลังอาคารกิจกรรมนักศึกษา อีกบางส่วนนำขึ้นไปเก็บไว้บนฝ้าเพดานของหอพัก สำหรับหนังสือที่แอบซ่อนทั้งสองแหล่งนี้ หวังกันว่าเมื่อเหตุการณ์คลี่คลายแล้ว เราจะนำกลับมาได้ แต่หลายๆ เล่มที่เป็นเจ้าลัทธิ หรือทฤษฎีสีแดง รวมทั้งวรรณกรรมต้องห้ามอีกมากมาย เราต้องเผาทิ้ง... คืนนั้น... ไฟกองเล็กๆ ก่อเกิดขึ้นที่ข้างหอพักชาย ผมกับเพื่อนๆ ค่อยๆ ฉีกหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าโยนเข้าใส่กองไฟที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ดึกแล้ว... แม้จะอยู่ใกล้ทะเลจนได้กลิ่นคาวเค็ม แต่แทบจะไม่มีลมให้เห็นใบไม้ใบหญ้าข้างเคียงขยับไหวได้เลย ทุกอย่างเงียบสนิท มีแต่เถ้าบางๆ ของหนังสือที่ไหม้ไฟปลดปล่อยตัวเองด้วยการลอยขึ้นสู่ที่สูง ไม่นานก็ลับหายไปในความมืดดำเบื้องบนนั้น จำได้ว่า... ยามดึกขณะนั้น เราต่างไม่ปริเสวนาใดๆ ต่อกัน นอกจากภาษาเดียวของความเสียใจที่ไหลอาบสองข้างแก้มตลอดเวลา ราวกับว่า กำลังฌาปนกิจคนรักก็มิปาน... อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนจบในอีกสองปีกว่าๆ หลังจากนั้น ผมยังมีหนังสือเป็นสมบัติส่วนตัวให้ขนกลับมารกบ้านได้อีกหลายลัง... (เคยตีพิมพ์ในคอลัมน์ ทางเดินหายใจ นสพ.ฅนตรัง ปี 2550) |