พิมพ์หน้านี้
|
จาก วานิช ถึง วุฒิชัย ตอนที่ 1 ที่ผ่านมา ส.ส.สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ก็ได้ส่งนายวานิช สุนทรนนท์ ลงสมัครแข่งขัน แต่ก็สอบตกไป ส่วนสำหรับในปีนี้ไม่มีใครลงสมัครแข่งขัน แค่ไม่ผิดกฎกติกา และต้องผ่านให้ได้ 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้มาลงคะแนนก็เป็นอันว่าผ่าน เรียน พี่วุฒิฯที่เคารพครับ ผมยอมรับว่า การเริ่มต้นเขียนจดหมายถึงพี่เป็นฉบับแรกในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความลำบากใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ ประการแรกก็คือ เกรงว่าเมื่อพี่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว พี่อาจจะไม่เข้าใจและจะพาให้ต้องโกรธกันไปอีก ประการที่สอง พี่หรือใครต่อใครอาจจะคิดว่า ทำไมเรื่องแค่นี้ผมต้องนำมาเขียนลงหนังสือพิมพ์ด้วย ประการที่สาม อาจจะทำให้พี่หรือใครต่อใครคิดไปได้ว่า ทำไมวานิชที่บอกลาการเมืองไปแล้วจึงยังไม่หยุดที่จะพูดหรือเขียนถึงพี่อีก แน่ล่ะทั้งหมดนี้อาจจะส่งผลเช่นเดียวกับประการที่หนึ่ง คือ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ต้องขัดข้องหมองใจกันอีก ประการที่สำคัญ ผมลำบากใจมากที่สุดที่ต้องเขียนถึงพี่ในหน้าหนังสือพิมพ์ของผมเองเช่นนี้ เพราะอาจจะทำให้ผู้อ่านที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ จะไม่ได้ประโยชน์และพาให้รู้สึกเซ็งไปตามๆ กัน หรือไม่ก็อาจจะมีคนเข้าใจว่าผมฉวยโอกาสที่มีสื่อเป็นของตัวเองกระทำกับพี่ แต่พี่ครับ ถ้าพี่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้ไปจนจบ ผมเชื่อว่าพี่จะเข้าใจ และเชื่อเช่นกันว่าผู้อ่านท่านอื่นๆ ก็จะเข้าใจ อย่างน้อยๆ ก็จะเข้าใจว่า ผมไม่มีทางเลือกเป็นอื่นแล้วจริงๆ พี่วุฒิฯครับ ตั้งแต่ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ตรังแนวหน้า ฉบับประจำวันที่ 16-29 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งมีการเสนอข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งของเทศบาลตำบลย่านตาขาว ที่มีขึ้นในวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมเองแม้ไม่ได้เป็นนักการเมืองแล้ว แต่ก็ยังให้ความสนใจต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่ตัวเองเคยมีส่วนร่วมมาก่อนอยู่เสมอ แล้วผมก็พบกับข้อความที่พี่ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ มาถึงบรรทัดนี้ ผมอยากให้พี่ย้อนกลับไปอ่านข้อความที่ผมคัดลอกมาไว้ข้างบนนี้อีกครั้งหนึ่ง... ทันทีที่ผมได้อ่านที่พี่ให้สัมภาษณ์ในตอนนั้น ผมก็โทรศัพท์ถึง คุณเจี๊ยบ บุษยมาศ กลิ่นเพชร บรรณาธิการ ของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว น้องเขาก็ยืนยันว่าพี่เป็นคนให้สัมภาษณ์อย่างนั้นจริงๆ ความจริงไม่จำเป็นต้องถามบรรณาธิการผมก็เชื่อว่าน่าจะเป็นจริงตามนั้น เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้รับรู้ว่าพี่คิดและเข้าใจผิดในตัวผมอย่างนั้น เพราะการเลือกตั้งที่เราต้องแข่งขันกันเองเป็นครั้งที่สองเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก็เคยมีคนออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองที่คล้ายๆ กันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งว่า ไม่ได้สู้กับวานิช แต่สู้กับคนที่อยู่ข้างหลัง พี่รู้ไหมว่า การให้สัมภาษณ์ของพี่ตามที่ผมยกมาข้างบนนั้นทำให้ผมได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง และเป็นการสร้างความหนักใจให้กับผมเป็นอย่างมาก เพราะอะไร... เพราะถ้าพี่ไปพูดตามร้านน้ำชากาแฟผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก แม้จะเป็นที่สาธารณะเหมือนกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่วงแคบกว่าการให้สัมภาษณ์ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ พอพี่ทำแบบนี้ มันก็คล้ายจะบีบให้ผมต้องออกมาทำในสิ่งที่ใครๆ อาจจะคิดและเข้าใจว่ากำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ใช่ครับ มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับพี่ หรือใครคนอื่นๆ แต่สำหรับผม วันเวลาที่เคยโลดแล่นอยู่ในวงการเมืองที่นี่มานานกว่า 20 ปีนั้น ผมมั่นใจว่า ผมไม่สกปรก ไม่หาประโยชน์ และเป็นตัวของตัวเองมาโดยตลอด พอพี่ให้สัมภาษณ์ไปแบบนี้ ผมจึงได้รับความเสียหาย เพราะทำให้ใครต่อใครที่รู้จักผมอาจจะเข้าใจผมผิดว่า ที่แท้ผมก็แค่เป็นนักการเมืองที่ทำงานการเมืองตามใบสั่งเท่านั้นเอง พี่ครับ ตามหลักการแล้ว เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเราในสื่อสิ่งพิมพ์ที่แพร่หลายและเป็นหลักฐานที่ชัดเจนในรูปแบบของหน้าหนังสือพิมพ์นั้น ผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิที่จะกระทำใดๆ ในการปกป้องตนเองได้ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อไม่ให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดในตัวเรา หนึ่งอาจจะถึงขั้นฟ้องร้องถ้าความเสียหายนั้นมีความรุนแรงจนยอมความกันไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องไปเจรจาให้ผู้พูดกล่าวคำขอโทษ เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ในลักษณะที่คล้ายกัน พี่วุฒิฯครับ สำหรับเรื่องนี้ผมเข้าใจดีว่ามันเล็กน้อยเกินไปที่จะต้องฟ้องร้องกัน และอีกอย่างหนึ่งความเป็นญาติไม่สามารถทำให้ผมคิดและทำเช่นนั้นได้ ส่วนจะให้ผมไปขอพบพี่ เพื่ออธิบายให้พี่ฟัง แล้วขอให้พี่ลงข้อความในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อเป็นการขอโทษขอโพยนั้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลยครับ หรือจู่ๆ จะให้ผมเข้าไปขอพบพี่ อธิบายพี่เป็นการส่วนตัวแล้วจบลงเพียงแค่นั้นก็ไม่ได้อีก เพราะพี่เริ่มต้นไว้ในพื้นที่ของสื่อสาธารณะเสียแล้ว ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการที่ผมจำเป็นต้องใช้สิทธิพาดพิงเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง เพื่อปกป้องตัวผมเองไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจจะทำให้ผมได้รับความเสียหาย และเสื่อมเสียชื่อเสียงจากผู้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ รวมทั้งขออนุญาตทำความเข้าใจกับพี่ไปพร้อมๆ กันด้วย............... พี่วุฒิฯครับ ผมจบการศึกษาปริญญาตรีมาในปี พ.ศ. 2522 กลับมาอยู่บ้านได้เพียง 3 วันพ่อก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ พอปี 2524 ครบวาระของคณะกรรมการสุขาภิบาลในตอนนั้น ผมซึ่งเคยทำกิจกรรมทางการเมืองในมหาวิทยาลัยมาตลอดก็กระโดดเข้ามาสมัครเป็นกรรมการสุขาภิบาลด้วย ตอนนั้นคณะกรรมการสุขาภิบาลมีเพียง 4 คน ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทนใดๆ มีแต่ค่าเบี้ยเลี้ยงประชุมเพียงครั้งละ 75 บาทเท่านั้นเอง ผมจำได้ว่าตอนนั้น ผมมีโอกาสประชุมและทำงานร่วมกับคุณตาสมบูรณ์ สุนทรนนท์ คุณพ่อของพี่ซึ่งเป็นกำนันตำบลย่านตาขาวและเป็นกรรมการสุขาภิบาลโดยตำแหน่ง พี่เองก็กำลังมาแรงด้วยฉายาที่ว่า พี่มีแต่ให้ เพราะพี่ให้ความช่วยเหลือต่อสังคมที่นี่ ในขณะเดียวกันก็สร้างชื่อเสียงให้กับคนบ้านเราด้วยผลงานการสร้างค่ายมวย ในนามของ ว.สุนทรนนท์ ต่อมา ในปี 2527 คุณตาสมบูรณ์เสียชีวิตลง พี่ก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นกำนันสืบต่อจากคุณตา ตอนนั้นผมดีใจที่พี่มีน้ำใจมาถามผมว่า ผมคิดอย่างไรเกี่ยวกับตำแหน่งกำนัน คงจะเป็นเพราะพ่อของผมก็เคยเป็นกำนันมาก่อนเช่นกัน ผมเป็นกรรมการสุขาภิบาลมาเรื่อยๆ จนหยุดไป 1 สมัยเพราะติดภารกิจการงานอยู่ต่างจังหวัด พอกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี 2538 ผมได้ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จำได้ครับว่า พี่เป็นผู้สนับสนุนหลักในการขอให้กรรมการสุขาภิบาลที่เพิ่มเป็น 9 คนยกมือให้ผม มองย้อนกลับไป ใครๆ ก็รู้ว่าผมทำหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมา จนหลายๆ คนอาจจะมองว่าผมตรงเกินไป ทั้งเรื่องของการไม่ยอมรับเงินเปอร์เซ็นต์จากงานรับเหมาก่อสร้าง จนเป็นที่มาของการเริ่มต้นขัดแย้งกับใครบางคน หรือเรื่องของการรับสมัครลูกจ้าง คนงาน ที่ผมยึดหลักคุณธรรม เน้นคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ไม่เคยรับเด็กฝากใดๆ แม้แต่คนเดียว รวมทั้งเด็กของพี่ที่ฝากผ่านมาทางปลัดสุขาภิบาล หรือนายช่างสุขาภิบาลในขณะนั้นด้วย เป็นความบังเอิญที่ในช่วงเวลาที่ผมปฏิบัติหน้าที่ พนักงานขับรถดับเพลิง 3 คน และพนักงานขับรถบรรทุกขยะอีก 1 คน เกษียณอายุในวันเวลาที่ไล่เลี่ยกัน การเปิดรับสมัครพนักงานขับรถคนใหม่แต่ละครั้ง ผมจะแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ให้ทำการสอบข้อเขียน สัมภาษณ์ และภาคปฏิบัติ ตามระเบียบด้วยความซื่อตรงทุกครั้งไป ไม่มีใครฝากใครได้ แต่ความจริงผมเองก็ใช่ว่าจะเถรตรงเป็นไม้บรรทัด หรือยอมหักไม่ยอมงอ ถ้าตอนนั้นพี่ฝากเด็กที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการจะเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถดับเพลิง เมื่อผมจำเป็นต้องรับผู้สมัครคนอื่นที่เขามีความสามารถในการสอบมากกว่าในทุกๆ ขั้นตอน และมีคุณสมบัติที่ไม่สุ่มเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ พี่ก็ไม่พอใจผม ตอนนั้นผมได้ยินการพูดทำนองว่า ฝากใครต่อใครได้ทั่วประเทศ แต่ฝากประธานสุขาฯพี่น้องเองไม่ได้ นี่จึงเป็นปฐมเหตุที่พี่โกรธและเกลียดผมจนเข้ากระดูกดำ ต่อมาไม่นานนัก เก้าอี้ประธานกรรมการสุขาภิบาลก็เริ่มร้อน เพราะมีหลายๆ คนที่ไม่พอใจผม เอาล่ะ ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการทำหน้าที่ของผม ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครทำได้ดีทุกเรื่องทุกเวลา หรือบางเรื่องถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ หนึ่งในนั้นก็คือ จำนวนของเงินเปอร์เซ็นต์ที่บางคนเริ่มเข้ามาบีบบังคับผมมากขึ้น เพิ่มความขัดแย้งมากขึ้นจนกระทั่งมีการกดดันให้ผมลาออก ซึ่งผมรู้และเข้าใจมาตลอดว่ามีใครยืนให้ท้ายอยู่เบื้องหลังบ้าง ระหว่างเวลานั้น ผมมีโอกาสไปเรียนต่อระดับปริญญาโทของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้าที่หาดใหญ่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เมื่อการเมืองรุกเร้ามากขึ้น ผมก็เลยตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานสุขาภิบาล (แต่ไม่ได้ลาออกจากกรรมการสุขาภิบาล) ทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด หรือข้อหาใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมา พ.ศ. 2542 สุขาภิบาลย่านตาขาวได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล ซึ่งโดยกฎหมายได้ให้กรรมการสุขาภิบาล 9 คนเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปโดยปริยายจนกว่าจะครบวาระของกรรมการสุขาภิบาลเดิม และให้คัดเลือกกันเองเพื่อเป็นนายกเทศมนตรี 1 คน และเทศมนตรีอีก 2 คน ตอนนั้น ผมสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้แล้ว เพื่อจะสนับสนุนให้ตัวเองเป็นนายกเทศมนตรีคนแรกของเทศบาลตำบลย่านตาขาว แต่ก็มีคนเข้ามารื้อทำลายจำนวนเสียงเหล่านั้นลงด้วยความตั้งใจอย่างมีนัยยะสำคัญ พี่วุฒิฯครับ ผมเชื่อว่าพี่รู้ และจำได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังของการกระทำครั้งนั้น รวมทั้งใครที่สนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่งให้ขึ้นเป็นนายกเทศมนตรีอย่างออกหน้าออกตา จึงช่วยไม่ได้ครับ ที่ผมจะถือเป็นปฐมเหตุของการไม่ยอมรับเขาคนนั้น ตั้งแต่บัดนั้นเช่นกัน (กรุณาติดตามอ่านตอนจบฉบับหน้า)
|